ในรายงานของ "โครงการอินเทอร์เน็ตเมียนมาร์" หรือ MIP ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา ระบุว่า นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 สภากองทัพพม่า SAC ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีหลายรูปแบบเพื่อตรวจหาตัวตน ติดตาม และระบุพื้นที่ผู้เห็นต่างได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมีการควบคุมการสื่อสารทางดิจิทัลหนักขึ้น MIP พบว่ามีการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตในพม่ารวมแล้ว 357 ครั้ง
โครงการอินเทอร์เน็ตเมียนมาร์ Myanmar Internet Project หรือ MIP ซึ่งเป็นโครงการที่ทำการวิจัยและปฏิบัติการติดตามผลเกี่ยวกับเรื่องพื้นที่ดิจิทัลในพม่า เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา ระบุว่า สภากองทัพพม่า SAC ซึ่งเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารจากการรัฐประหาร ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีหลายอย่างในการตรวจหาตัวตน ติดตาม และระบุพื้นที่ของผู้แสดงออกต่อต้านรัฐบาล
นับตั้งแต่ที่ SAC ทำรัฐประหารเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ก็มีการยกระดับยุทธวิธีในการปราบปรามผู้คนทางโลกดิจิทัลมากขึ้น ทาง MIP ตรวจสอบพบว่า มีกรณีการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตรวมแล้ว 357 กรณี นับตั้งแต่ที่มีการรัฐประหารในเดือน กุมภาพันธ์ 2564 มาจนถึงสิ้นสุดเดือน มีนาคม 2568 ซึ่งพื้นที่ที่ มีการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตบ่อยมากคือในพื้นที่สู้รบระหว่างสภากองทัพพม่ากับกลุ่มต่อต้าน เช่น ที่ภาคซะไกง์ และรัฐคะฉิ่น เป็น 2 พื้นที่ถูกปิดกั้นอินเทอร์เน็ตหนักที่สุดในพม่า
มีการตั้งข้อสังเกตอีกว่าในพื้นที่ที่ฝ่ายต่อต้านยึดจากสภากองทัพพม่าสำเร็จแล้ว มักจะเผชิญการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต ในขณะที่พื้นที่สู้รบที่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมโดยสภากองทัพพม่าจะตกอยู่ภายใต้การสอดแนมอย่างหนักจากสภากองทัพพม่า
MIP ระบุว่าทางการพม่าเตรียมการยกระดับเรื่องการสอดแนมแบบนี้มาตั้งแต่ 4 ปีที่แล้วหลังรัฐประหาร โดยนำเอาระบบสอดแนมที่มีอยู่เดิมจากช่วงสมัยรัฐบาลพลเรือนมาปรับปรุงเพิ่ม นอกจากนี้ยังสร้าง "ฐานข้อมูลแห่งชาติ" เพิ่มเข้าไปด้วย โดยรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจากบัตรประจำตัวประชาชนพม่าที่เรียกว่า NRIC นอกจากนี้ยังมีข้อมูลทะเบียนซิมการ์ด และบริการอื่นๆ เพื่อรวบรวมเข้าสู่ฐานข้อมูลแห่งชาตินี้
นอกจากนี้กองทัพพม่ายังผนวกรวมระบบฐานข้อมูลอื่นๆ อย่างเช่น ระบบจัดการรายชื่อผู้เข้าพัก (GLMS) ในที่พักอาศัย, ระบบตรวจสอบและติดตามบุคคล (PSMS), ระบบประมวลผลผู้โดยสารขั้นสูงของพม่า (MAPPS) ใช้ที่สนามบิน และ ระบบบริหารข้อมูลการเกณฑ์ทหารแห่งชาติ (NSIMS) สำหรับระบุตัวผู้ที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร เข้ากับฐานข้อมูลส่วนกลาง เพื่อการตรวจจับระบุตัวตนของพลเรือนในพม่า
แผนการดังกล่าวนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนที่รัฐบาลทหารชุดก่อนหน้าริเริ่มให้มีการลงทะเบียนซิมในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการ e-government ซึ่งมีการดำเนินการต่อมาในช่วงสมัยรัฐบาลพลเรือนปี 2562-2563
แผนการที่ดำเนินมายาวนาน
กระทรวงการคมนาคมและการสื่อสาร ภายใต้รัฐบาลจากการรัฐประหาร ประกาศตั้งแต่เดือน กันยายน 2565 ว่าพวกเขาทำการปรับปรุงการขึ้นทะเบียนของประชาชน 52 ล้านคนสำเร็จแล้ว โดยอาศัย "ระบบฐานข้อมูลแห่งชาติ" จากกระทรวงคนเข้าเมืองและประชากรของพม่าและประกาศแผนการตรวจเช็คในระบบดิจิทัลร่วมกับกับการจดทะเบียนซิมการ์ด โดยกำหนดเส้นตายเป็นวันที่ 31 มกราคม 2566
กองทัพเผด็จการพม่าพยายามบีบให้ประชาชนต้องจดทะเบียนซิม ด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบปฏิบัติการของบริษัทโทรคมนาคมเทเลนอร์หลังย้ายฐานออกจากพม่าไปแล้วเพราะไม่ยอมทำตามคำขอของสภากองทัพพม่าและปัจจุบันฐานลูกค้าอยู่กับบริษัทอะตอม
สภากองทัพพม่าได้ใช้บริษัทอะตอมเป็นเครื่องมือในการบีบให้คนลงทะเบียนซิมการ์ด ถึงขั้นมีการแจ้งเตือนคนที่ไม่ได้จดทะเบียนซิมการ์ดอย่างถูกต้องโดยระบุให้ไปจดทะเบียนที่ร้านค้าของอะตอมที่อยู่ใกล้กับพวกเขา นอกจากนี้ยังมีการจำกัดซิมใหม่ไม่ให้ใช้แอพส่งข้อความด่วนอย่าง เทเลแกรม หรือ ซิกแนล รวมถึงห้ามไม่ได้ลงทะเบียนการสื่อสารด้วยระบบ VoIP ด้วย
แต่การสอดแนมและปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในพม่า องค์กรด้านเสรีภาพฟรีดอมเฮาส์เคยทำการสำรวจระบุว่ามีวิธีการแทรกแซงทางอินเทอร์เน็ตเช่นนี้เกิดขึ้นทั้งในรัฐบาลทหารและรัฐบาลพลเรือนในพม่า
กองทัพพม่าได้ทำการสอดแนมและจับตามองการสื่อสารของประชาชนมาเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่ก่อนหน้าการรัฐประหาร องค์กร จัสติสฟอร์เมียนมาร์ ได้สืบสวนสวนสอบสวนพบว่ามีการติดตั้งระบบเกทเวย์ที่ชื่อว่า Lawful Interception Gateways หรือ LIG ไว้ในโครงข่ายพื้นฐานของเทเลนอร์มาตั้งแต่ปี 2561 แล้ว
ในปี 2564 ก็มีการแก้กฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อเป็นช่องทางให้สภากองทัพพม่าดักจับการสื่อสารของประชาชนได้อย่างถูกกฎหมาย รวมถึงมีการติดตั้งระบบดักจับข้อมูลบนโครงข่ายของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในท้องที่ด้วย
อาศัยเทคโนโลยีคล้ายเอไอช่วยสอดแนม
ทั้งนี้ ยังมีแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ บอกกับสื่อว่าทีมงานความมั่นคงไซเบอร์กำลังทำการสอดแนมและตรวจตราการโทรศัพท์และการส่งข้อความเอสเอ็มเอส ภายใต้คำสั่งของกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารของพม่าด้วย
วิธีการที่ทางการพม่าใช้ก็มีการอาศัยเทคโนโลยีที่คล้ายกับระบบปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอมาช่วยตรวจตราคำสำคัญที่ปรากฏในข้อความการสื่อสาร เช่นคำว่า "การปฏิวัติ" และ "การประท้วง" ด้วย อีกทั้งระบบโปรโตคอลเดิมที่ใช้ในการโทรคมนาคมในพม่าก็สามารถทำให้กองทัพพม่าติดตามตัวผู้ใช้งานตามสถานที่โดยคร่าวๆ ในช่วงที่ผู้ใช้งานกำลังทำการสื่อสารและหลังทำการสื่อสาร
อีกจุดหนึ่งที่องค์กร MIP แสดงความกังวล คือเรื่องที่เทเลนอร์และบริษัทโทรคมนาคมต่างชาติที่พากันย้ายฐานออกจากพม่า จะส่งผลทำให้กองทัพพม่ามีอำนาจในการติดตั้งเทคโนโลยีดักจับการสื่อสารได้ทั้งหมด
นอกจากเรื่องการสื่อสารด้วยตัวอักษรหรือเสียงแล้ว กองทัพพม่ายังสามารถเข้ามาสอดส่องได้แม้กระทั่งธุรกรรมการเงินของประชาชน ว่าประชาชนใช้มือถือซื้อของใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ด้วยการบีบบังคับให้ธนาคารส่งข้อมูลธุรกรรมรายวันให้ อีกทั้งยังมีการออกข้อบังคับให้ธนาคารต้องเก็บข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ถ้าลูกค้าคนไหนไม่ให้ข้อมูลก็จะมีการยกเลิกให้บริการ
คุกคามโซเชียล-แก้กฎหมายเอื้อตัวเอง
โซเชียลมีเดียก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่กองทัพพม่า ทั้งปิดกั้น เซนเซอร์ และตรวจตราสอดแนมความคิดเห็นของประชาชนอย่างหนัก เช่นโซเชียลมีเดียที่ชาวพม่านิยมใช้กันมากอย่างเฟซบุ๊กก็ถูกปิดกั้นและเซนเซอร์ ก่อนหน้านี้ในสมัยรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2561 จัดตั้งทีมมอนิเตอร์โซเชียลมีเดียด้วยงบประมาณ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งไม่มีความโปร่งใสหรือการรายงานใดๆ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ กิจกรรม หรือความรับผิดชอบ ของทีมนี้เลย
คนที่โพสต์โซเชียลมีเดียในเชิงต่อต้านรัฐบาล หรือกระทั่งแชร์ กับคอมเมนต์ ก็มักจะถูกติดตามเจอและถูกเปิดเผยทั้งตัวตนและรู้ที่อยู่หรือที่เรียกว่า doxxing ในกลุ่มนักล็อบบี้และบนโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายเผด็จการทหาร คนที่ถูกเปิดเผยตัวตนจะถูกคุกคามต่างๆ ไปจนถึงจงใจโจมตีในเชิงล่วงละเมิดทางเพศต่อนักกิจกรรมหญิง ทั้งด้วยส่งรูปหรือวิดีโออนาจารหรือแม้กระทั่งการขู่ฆ่า
วิธีการติดตามหาตัวตนและที่อยู่ของผู้แสดงความคิดเห็นต่อต้านรัฐบาลเช่นนี้ยังนำไปสู่การจับกุมตามมา เช่น การจับกุมผู้จัดกิจกรรม Flower Strike ประท้วงทางออนไลน์ทำให้มีคนระมัดระวังมากขึ้น เคยมีการบันทึกโดยกลุ่มเดตาฟอร์เมียนมาร์ว่ามีผู้คนถูกจับกุมเพราะการแสดงความคิดเห็นออนไลน์ในพม่าระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ 2565-กุมภาพันธ์ 2567 รวม 1,691 ราย ทางด้าน MIP ระบุว่ามีคนที่ถูกจับกุมเพราะความคิดเห็นทางเฟซบุ๊ก, TikTok และ เทเลแกรม รวมแล้ว 373 ราย
นอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว กองทัพพม่ายังอาศัยการแก้กฎหมายในการเอื้อให้ตัวเองสอดแนม ติดตาม และระบุตัวประชาชนได้อย่างถูกกฎหมายของประเทศตัวเองด้วย
เช่นในปี 2566 กองทัพพม่าแก้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายโดยเพิ่มเติมสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็น "ขอบข่ายงานดักจับข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย" เพื่อให้กองทัพพม่ามีอำนาจจัดตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาเองเพื่อไม่ให้มีใครเข้ามากำกับดูแลพวกเขาในการสอดแนมประชาชน คณะกรรมการกลางจะมีอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดในการดักจับ ปิดกั้น และจำกัดการสื่อสารของผู้ใช้งานได้โดยพลการด้วย
สงครามโลกออนไลน์ ควบคู่สงครามโลกภายนอก
รายงานบนเว็บไซต์ Fulcrum ของสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ระบุว่า กองทัพพม่าได้ทำสงครามทั้งโลกออฟไลน์และในโลกออนไลน์ควบคู่กันไป โดยพยายามสกัดกั้นไม่ให้ประชาชนและฝ่ายต่อต้านเข้าถึงโลกออนไลน์ได้ ดังนั้นแล้วประชาคมโลกควรจะช่วยเหลือให้พลเรือนในพม่าสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้
รายงานของสื่อมิซซิมา ระบุว่าเรื่องที่กองทัพพม่าทำเป็นการ "บ่อนทำลายสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างร้ายแรง" ในยามที่ชีวิตในโลกภายนอกกับโลกออนไลน์มีเส้นแบ่งที่เบลอไม่ชัดเจน ในชีวิตประจำวันเรามีทั้ง กิจกรรมทางอินเทอร์เน็ต กล้องวงจรปิดในโลกภายนอก ข้อมูลประวัติส่วนตัว และข้อมูลชีวมิติ การที่กองทัพพม่ามีอำนาจสอดแนมและดักจับข้อมูลได้นั้น จะทำให้ข้อมูลเหล่านี้สร้างความเสี่ยงภัยให้กับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มนักกิจกรรม
สื่อมิซซิมาระบุว่าในระหว่างนี้สิ่งที่ประชาชนพอจะทำได้คือการสวมหน้ากากออกตอนออกไปข้างนอก พยายามรักษาข้อมูลให้ปลอดภัยอยู่เสมอ ใช้การสื่อสารแบบเข้ารหัส หรือกระทั่งการใช้ VPN ที่ไว้ใจได้
อย่างไรก็ตามทางการพม่าก็ระบุให้การใช้ VPNs ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ยิ่งทำให้พลเรือนชาวพม่าถูกโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก ถูกตัดขาดจากทั้งการสื่อสารที่ปลอดภัย การเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ รวมถึงไม่สามารถแชร์หลักฐานความโหดร้ายของเผด็จการพม่าให้ชาวโลกเห็นได้
เรียบเรียงจาก
