Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้ใช้เทคโนโลยีไอทีระดับสูงในการตรวจคัดกรองผู้เดินทางข้ามด่านตรวจของพม่า จนนำมาซึ่งการจับกุมกลุ่มผู้ต่อต้านระลอกใหม่ สร้างบรรยากาศความหวาดกลัวหนักขึ้น ในรายงานของ Human Rights Myanmar ก็ระบุว่าหลังการรัฐประหาร 2564 กองทัพพม่าก็ได้ใช้กฎหมายและเครื่องมือทางดิจิทัลในการเพิ่มสมรรถภาพการสอดแนม ส่งผลให้เกิดการลิดรอนสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนอย่างหนัก

มะมีมีเป็นชาวพม่าผู้ที่เดินทางจากย่างกุ้งตั้งแต่ตอนที่มีรัฐประหารปี 2564 ในตอนนั้นบนท้องถนนของพม่าจะเต็มไปด้วยด่านตรวจซึ่งมักจะขอตรวจบัตรประชาชนเทียบกับใบหน้าของคนเดินทาง แต่เมื่อไม่นานมานี้ ในวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตอนที่เธอนั่งโดยสารรถบัสไปถึงใกล้กับเมาะละแหม่ง เมืองหลวงของรัฐมอญ เธอก็พบว่าสถานการณ์ในเรื่องการตราจตราจากทางการนั้นต่างไปจากเดิม

ในตอนนั้น คนทำงานบนรถโดยสารได้เตือนให้ผู้โดยสารนำโทรศัพท์มือถือใส่ในกระเป๋าตัวเองไว้เพราะมีด่านตรวจอยู่ข้างหน้า และเมื่อไปถึงที่ด่านตรวจ ก็พบว่ามีตำรวจนั่งโต๊ะถือแท็บเล็ตใช้ตรวจข้อมูลบัตรประชาชนของผู้คน เรื่องนี้ทำให้ มะมีมี ตื่นตระหนก เพราะเธอเคยเข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน CDM มาก่อน ซึ่งกลุ่ม CDM เป็นกลุ่มที่เผด็จการทหารปราบปราม ไม่ว่าจะด้วยการห้ามเดินทางหรือจับกุมในข้อหาปลุกระดม แต่โชคดีที่ในคราวนั้นเจ้าหน้าที่ไม่ได้ตรวจจับเธอ

คนทำงานบนรถโดยสารบอกกับ มะมีมี หลังจากนั้นว่า การตรวจทุกคนบนรถใช้เวลามากเกินไป ทำให้ตำรวจเลือกใช้วิธีการแบบคัดตรวจเฉพาะคนหนุ่มสาวจากพื้นที่ๆ มีกองกำลังฝ่ายต่อต้านเข้มแข็ง เช่น รัฐยะไข่ หรือ ภาคมะกเว แทน

ฐานข้อมูลกลาง ระบบดิจิทัล สิ่งที่กองทัพพม่าใช้ตรวจคัดและจับกุมผู้คน

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นการที่รัฐบาลเผด็จการทหารของพม่า มีการพัฒนาระบบการสอดแนมผู้คน พวกเขาใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาในการพัฒนาเทคโนโลยีสอดแนมเชิงดิจิทัลแทนการตรวจตราสอดแนมผ่านหน้ากระดาษที่มีความผิดพลาดได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ยังมีการควบรวมการลงทะเบียนทางดิจิทัลเข้าสู่ศูนย์กลางของภาครัฐ ทำให้เป็นเรื่องง่ายขึ้นที่จะตามล่ากลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร และง่ายขึ้นที่จะคอยติดตามสอดแนมพลเรือน รวมถึงการบังคับเกณฑ์ทหารที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2567

กองทัพเผด็จการพม่าได้ทำการรวบรวมฐานข้อมูลชีวมิติ หรือ ไบโอเมทริกส์ ของผู้คนมาตั้งแต่ปี 2565 และในปี 2567 ทางการพม่าก็เริ่มบังคับใช้บัตรประชาชนแบบใหม่ที่เรียกว่า UIDs ซึ่งจะมีคิวอาร์โค้ดและเลข 10 หลัก โดยตั้งใจว่าจะนำมาใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนแบบเก่า

ทางการพม่าจะอาศัยบัตรแบบใหม่นี้ นำมาใช้ร่วมกับฐานข้อมูลกลางของรัฐบาล เพื่อตรวจคัดกรองผู้คนหวังที่จะจับกุมฝ่ายต่อต้านได้แม้กระทั่งตอนที่พวกเขาจะเดินทางออกนอกประเทศ โดยตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ก็มีการตรวจคัดกรองที่ว่านี้ในสำนักงานหนังสือเดินทางและท่าอากาศยาน จนนำมาสู่การจับกุมคุมขังประชาชนที่เข้าร่วมอารยะขัดขืน CDM

และตั้งแต่เดือน มีนาคม เป็นต้นมา กองทัพพม่าก็เริ่มนำระบบนี้มาใช้เล่นงานกลุ่มคนที่เดินทางภายในประเทศ โดยนำมาใช้ตามด่านตรวจต่างๆ บนทางหลวง ซึ่งมีการใช้แทบเล็ตหรือคอมพิวเตอร์เพื่อคัดกรองผู้คนโดยนำไปเทียบกับฐานข้อมูลกลาง แบบที่ มะมีมี เผชิญ

การคัดกรองเช่นนี้ทำให้กองทัพเผด็จการพม่าสามารถจับกุมผู้คนได้จำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ถึง 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตำรวจพม่าจับกุมประชาชนในภาคมัณฑะเลย์ได้รวมแล้ว 1,657 ราย จากการคัดกรองดิจิทัลที่ด่านตรวจ ซึ่งในจำนวนนี้มีคนที่ถูกกล่าวหาว่าหนีทหารหรือเป็นตำรวจที่หลบหนีการปฏิบัติหน้าที่รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีบางคนที่ถูกจับกุมโดยถูกกล่าวหาว่า "ให้เงินสนับสนุนการก่อการร้าย" บางคนในที่นี้ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าพวกเขาเคยถูกระบุข้อหาเอาไว้ในฐานข้อมูลตัวบุคคลของพวกเขาด้วย

ระบบจัดการสอดแนมประชาชน PSMS

เรื่องพัฒนาการด้านการสอดแนมดิจิทัลของกองทัพพม่ายังขาดความโปร่งใส ทำให้มีข่าวหลายแหล่งจากเรื่องนี้ที่ขัดแย้งกัน เช่น บ้างก็บอกว่ารัสเซียเป็นผู้ช่วยสร้าง บ้างก็บอกว่าบริษัทไอทีสัญชาติจีนเป็นผู้ช่วยเหลือรัฐบาลทหารพม่าพัฒนาเรื่องนี้ และยังมีเรื่องที่มีรายงานว่ารัฐบาลทหารได้ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ เอไอ มาใช้ในการตรวจตราผู้คน แต่แหล่งข่าวของสื่อฟรอนเทียร์เมียนมาก็บอกว่าเวลาเอามาใช้จริงแล้ว เจ้าหน้าที่ก็แค่เอาข้อมูลส่วนบุคคลไปตรวจเทียบกับฐานข้อมูลกลางดิจิทัลเท่านั้นเอง

สำหรับกรณีเรื่องที่รัสเซียเป็นผู้ช่วยสร้างระบบสอดแนมนี้ เคยมีระบุไว้ในรายงานข่าวของสำนักข่าวฉานว่า ทางตอนใต้ของรัฐฉานมีการใช้ซอฟต์แวร์ที่ผลิตโดยรัสเซียในการตรวจคัดกรองหาคนที่เข้าร่วม CDM และคนที่ทางการต้องการตัวภายใต้กฎหมายอาญามาตรา 505 ที่หลักๆ ที่มีการใช้ซอฟต์แวร์นี้คือจุดตรวจหน้ามหาวิทยาลัยปางโหลง

ซอฟต์แวร์ดังกล่่าวนี้เรียกว่า ระบบจัดการสอดแนมประชาชน PSMS ซึ่งทหารทางการพม่าจะเรียกตรวจบัตรประชาชนของทุกคนอย่างเข้มงวด แล้วก็มีการใช้ซอฟต์แวร์ PSMS นี้ในการตรวจเช็คซ้ำว่าเป็นบุคคลที่ทางการต้องการตัวหรือไม่ และมีผู้ที่ถูกจับกุมโดยการตรวจเช็คจากซอฟต์แวร์นี้จริงหลายกรณี โดยทางการอ้างว่าพบข้อมูลใน PSMS ว่าเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ CDM หรือ กองกำลังพิทักษ์ประชาชน PDFs ที่เป็นกลุ่มติดอาวุธฝ่ายประชาธิปไตย โดยมีการตั้งข้อกล่าวหามาตรา 50(J) ของกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ต่อบุคคลเหล่านี้

องค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights Myanmar ระบุว่าหลังจากรัฐประหารปี 2564 เป็นต้นมา กองทัพพม่าได้อาศัยเครื่องมือดิจิทัลในการลิดรอนสิทธิความเป็นส่วนตัวและตั้งเป้าหมายจับกุมกลุ่มชายขอบ มีการออกกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ปี 2568 ซึ่งระบุให้มีการบังคับเก็บข้อมูลผู้ใช้งาน มีการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบแพ็กเก็ตข้อมูลเชิงลึก (Deep Packet Inspection) มีการปิดกั้นการใช้วีพีเอ็น รวมถึงมีการใช้ระบบสอดแนมและติดตามบุคคลที่เรียกว่า PSMS ที่ใช้ระบบจดจำใบหน้าโดยอาศัยปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวช่วย กลายเป็นการทำลายความเป็นส่วนตัวโดยสิ้นเชิง

Human Rights Myanmar ระบุอีกว่าการนำกฎหมายและเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการสอดแนมมาใช้ เป็นการเพิ่มความสามารถให้กองทัพพม่าทำการจับกุมคุมขังโดยพลการ ก่อให้เกิดการกีดกันเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อยทางการเมืองมากขึ้น ผ่านระบบบัญชี "ประกาศจับ" ที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ

ตรวจค้นตามโรงแรม

นอกจากเรื่องการตรวจค้นตามรถโดยสารแล้ว ในบางพื้นที่เช่น ภาคอิระวดี ยังมีรายงานเรื่องการตรวจคัดกรองนักเดินทางตามโรงแรมและเกสต์เอาส์ด้วย มีตำรวจบอกว่าพวกเขายังคงใช้แทบเล็ทเทียบกับบัญชีผู้ที่ทางการต้องการตัวเป็นเครื่องมือไปก่อนโดยที่ยังไม่ได้ใช่เครื่องมือใหม่ ซึ่งพวกเขาเรียกว่าเป็น "เครื่องจับกุมคนหนีคดี"

ทางการพม่าใช้วิธีการบีบบังคับให้ผู้คนต้องทำบัตรประชาชนรูปแบบใหม่ UID เพื่อเก็บข้อมูลประชาชน โดยระบุว่าเป็นบัตรจำเป็นที่เอาไปใช้สำหรับเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ เช่น การขอหนังสือเดินทาง ใบอนุญาตข้ามพรมแดน การเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการศึกษา รวมถึงการจดทะเบียนซิมการ์ด เปิดบัญชีธนาคาร และทำใบขับขี่ แต่ก็มีแหล่งข่าวบอกว่า พวกเขายังคงใช้บัตรประจำตัวประชาชนแบบเก่าในการขอใช้บริการสาธารณะต่างๆ ได้ ยกเว้นแต่การขอหนังสือเดินทางและข้ามพรมแดนเท่านั้น

นอกจากระบบข้อมูลไบโอเมทริกซ์แล้ว กองทัพพม่ายังพยายามเพิ่มการสอดแนมหลังรัฐประหารด้วยการบังคับให้ลงทะเบียนซิมการ์ดด้วยข้อมูลส่วนบุคคลและออกกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ในปีนี้ ซึ่งระบุให้แพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ต้องเก็บรักษาข้อมูลของบุคคลไว้เป็นเวลา 3 ปี และต้องมอบข้อมูลให้กับทางการถ้าหากทางการเรียกขอข้อมูล

อีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลเผด็จการพม่าทำ คือการเก็บข้อมูลสำมะโนประชากรในแบบที่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยเมื่อเดือน ตุลาคม 2567 มีการเก็บสำมะโนประชากรโดยระบุข้อมูลอ่อนไหวส่วนบุคคลกับข้อมูลของครอบครัวลงในแทบเล็ตเป็นครั้งแรก ทว่าทางการพม่าเก็บข้อมูลสำเร็จราว 32 ล้านคนเท่านั้น ยังมีอีกเกือบ 20 ล้านคน ที่ไม่ได้ถูกเก็บข้อมูลสำมะโนประชากร อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญก็มีข้อกังขาว่าข้อมูลที่เก็บโดยกองทัพพม่านั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่

แล้วผู้ต่อต้านรัฐบาลจะหลีกเลี่ยงการถูกปราบปรามเช่นนี้ได้อย่างไร?

ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ของกลุ่มใต้ดิน Spring Revolution Security เสนอแนะว่าผู้คนควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ทางการพม่าเก็บข้อมูลพวกเขามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็เตือนว่าการไม่เข้าร่วมการเก็บข้อมูลโดยทางการพม่าอาจจะทำให้พวกเขาถูกสอดแนมแบบเจาะจงเป้าหมาย คนที่เคยร่วมกิจกรรมต่อต้านเผด็จการทหารมาก่อนควรจะทำให้ตัวเองโลว์โปรไฟล์มากเป็นพิเศษ พยายามหลีกเลี่ยงด่านตรวจให้มากที่สุดในขณะเดินทาง

ขณะเดียวกันผู้คนที่ไม่ต้องห่วงเรื่องถูกจับกุมก็อาจจะมองว่าบัตรประชาชนแบบใหม่ UID จะให้ความสะดวกกับพวกเขาในการทำธุรกรรมมากขึ้นอย่างน้อยก็เท่าที่เห็นภายนอก แต่ทว่าถึงแม้กองทัพพม่าจะมีระบบแบบใหม่ แต่การเก็บบันทึกข้อมูลประชากรในแบบเก่าที่ไร้ประสิทธิภาพก็ก่อปัญหาอยู่ดีแม้จะมีเทคโนโลยีใหม่แล้วก็ตาม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาการบริหารงานแบบข้าราชการ

แต่พอมันเป็นการบริหารงานแบบข้าราชการแล้ว บางครั้งก็จะมีคนแก้ปัญหาได้ด้วยการจ่ายใต้โต๊ะ เช่นมีคนๆ หนึ่งเล่าว่าเขาจ่ายใต้โต๊ะให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเมื่อขอบัตรใหม่ได้


เรียบเรียงจาก
Electronic oppression: The junta sharpens its instruments of control, Frontier Myanmar, 12-06-2025
Privacy violations and discrimination in Myanmar, Human Rights Myanmar, 09-06-2025
Junta Uses Russian Software to Identify and Arrest People, BNI News, 09-06-2025
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง