อียูสั่งปรับ TikTok เป็นเงิน 530 ล้านยูโร ข้อหาถ่ายโอนข้อมูลส่วนตัวของชาวยุโรปไปให้จีนอย่างผิดกฎหมายไม่แจ้งผู้ใช้งาน ละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของยุโรป ทางการจีนแถลงปฏิเสธข้อหานี้ ระบุรัฐบาลจีนไม่เคยบังคับให้บริษัทเก็บข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้อียูพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
7 พ.ค. 2568 คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลไอร์แลนด์ DPC หน่วยงานกำกับดูแลข้อมูลได้สั่งปรับ TikTok เป็นเงิน 530 ล้านยูโร โดยระบุว่า TikTok ได้ฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของสหภาพยุโรป จากการที่ TikTok ได้ส่งข้อมูลส่วนบุคคลของชาวยุโรปไปที่จีนอย่างผิดกฎหมาย และไม่ได้บอกให้ผู้ใช้งานได้รับทราบอย่างโปร่งใส
DPC ได้แสดงจุดยืนต่อเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ในวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่าการที่แอพโซเชียลมีเดียในรูปแบบวิดีโออย่าง TikTok ส่งข้อมูลของชาวยุโรปไปที่จีนนั้น ถือว่าผิดกฎคุ้มครองข้อมูลของอียูเนื่องจากพวกเขาไม่ได้การันตีว่าข้อมูลเหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองในจีนที่มีกฎหมายอนุญาตให้ภาครัฐสอดแนมข้อมูลประชาชนได้ ทำให้ข้อมูลของชาวยุโรปมีความเสี่ยงจะถูกสอดแนมโดยรัฐบาลจีน
ทาง TikTok กล่าวยอมรับว่า กฎหมายสอดแนมข้อมูลในจีนนั้น ได้ให้อำนาจรัฐบาลจีนอย่างกว้างขวางในการสั่งให้บริษัทต่างๆ มอบข้อมูลของพวกเขาให้กับรัฐบาลได้ ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ "เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานของอียูอย่างมาก"
การสั่งปรับในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีการสืบสวนสอบสวนในเรื่องการถ่ายโอนข้อมูลของ TikTok ซึ่งทาง TikTok บอกว่าจะอุทธรณ์คำตัดสินนี้
TikTok มีสำนักงานสาขายุโรปอยู่ที่ไอร์แลนด์ ทำให้หน่วยงานของไอร์แลนด์ต้องเป็นผู้ดำเนินคดีความผิดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของอียู
เกรแฮม ดอยล์ รองอธิบดีของ DPC ไอร์แลนด์ กล่าวว่าพวกเขามองว่าการค้นพบเรื่องที่จีนสามารถจะเข้าถึงข้อมูลของ TikTok ได้เป็น "เรื่องจริงจังมาก" และถึงแม้ว่า TikTok จะบอกว่าพวกเขาลบข้อมูลจากเซอร์เวอร์ของจีนแล้ว แต่ก็ทำให้ต้องมีการพิจารณาเพิ่มเติมว่าควรจะมีปฏิบัติการกำกับดูแลมากกว่านี้
ทางยุโรปได้ให้เวลา 6 เดือนแก่ TikTok ในการปรับการใช้ข้อมูลให้ตรงกับกฎเรื่องความเป็นส่วนตัวของอียู หรือไม่ก็ต้องระงับการส่งต่อข้อมูลไปยังจีน
จีนแถลงโต้กลับ
หลังมีคำตัดสินออกมา ทางการจีนได้แถลงโต้ตอบในวันถัดมาปฏิเสธว่าทางการจีนไม่ได้มีข้อกำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องส่งข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานให้กับพวกเขา
กระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงว่า ทางการจีน "ไม่เคยและไม่เคยคิดจะบังคับให้บริษัทหรือบุคคลเก็บหรือรวบรวมข้อมูลเอาไว้โดยวิธีการที่ผิดกฎหมาย"
นอกจากนี้ ทางการจีนยังได้ยกหูหาอียูและไอร์แลนด์ เรียกร้องให้มีการดำเนินคดีอย่าง "เป็นธรรม ยุติธรรม และไม่สร้างบรรยากาศกีดกันทางธุรกิจสำหรับธุรกิจจากทุกประเทศ"
ทาง TikTok ที่ยุโรปแถลงว่า "ขอคัดค้านอย่างหนัก" ต่อคำตัดสินของ DPC โดยที่ คริสทีน กราห์น หัวหน้าแผนกนโยบายและความสัมพันธ์กับภาครัฐจาก TikTok สาขายุโรป แถลงว่า DPC ไม่ได้พิจารณาเรื่องที่ TikTok ได้มี "การคุ้มครองข้อมูลอย่างครอบคลุม" ไปแล้ว ทำให้พวกเขารู้สึกผิดหวังที่ถูกเล่นงานอยู่แอพฯ เดียว ทั้งๆ ที่พวกเขาใข้ระบบกฎหมายแบบเดียวกับบริษัทอื่นๆ อีกหลายพันบริษัทที่ให้บริการในยุโรป
ที่ผ่านมามีหลายประเทศที่แสดงความกังวลต่อแอพ TikTok ในเรื่องความมั่นคง โดยกล่าวหาว่าเป็นแอพที่รัฐบาลจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้และกังวลว่าอาจจะมีการแพร่กระจายข้อมูลที่ผิดได้ มีหลายประเทศที่เคยแบน TikTok เป็นการชั่วคราวด้วยเวลาที่แตกต่างกันออกไป เช่น ปากีสถาน, เนปาล และดินแดนนิวแคลิโดเนียที่เป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส
มีการประเมินว่าการสั่งปรับจากอียูจะยิ่งสร้างความกดดันต่อสถานการณ์ของ TikTok ในสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น
บริษัท ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TikTok ก็เคยเผชิญกับกฎหมายใหม่ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ที่สั่งให้ ByteDance ต้องถอนการควบคุม TikTok จากสหรัฐฯ แล้วให้บริษัทอื่นในสหรัฐฯ เข้าไปดูแลจัดการแทน ไม่เช่นนั้นจะถูกแบนจากประเทศ ซึ่งต่อมาหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ก็มีการสั่งยืดระยะเวลาเส้นตายการขาย TikTok ให้ผู้ประกอบการสัญชาติสหรัฐฯ ออกไปและเส้นตายครั้งล่าสุดถูกวางไว้ที่วันที่ 19 มิ.ย. นี้
เรียบเรียงจาก
TikTok hit with €530M fine after illegally sending users’ data to China, Politico, 02-05-2025
https://www.politico.eu/article/tiktok-hit-with-e530m-privacy-fine-ireland-china-data/
China denies accessing data after TikTok hit with huge EU fine, HKFP, 04-05-2025
https://hongkongfp.com/2025/05/04/china-denies-accessing-data-after-tiktok-hit-with-huge-eu-fine/