วงเสวนา “พ.ร.บ.ชุมนุมฯ กับดักเสรีภาพการแสดงออก” ถอดบทเรียนการใช้บังคับใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ที่มีอายุครบ 10 ปีในปีนี้ พบ "พื้นที่ห้ามชุมนุมไม่ชัด กฎหมายซ้อนทับ จำกัดสิทธิเกินเหตุ"

ที่มาภาพ: iLaw
12 พ.ค. 2568 เพจ iLaw รายงานว่า สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) พิพิธภัณฑ์สามัญชน และ iLaw ร่วมกันจัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “พ.ร.บ.ชุมนุมฯ กับดักเสรีภาพการแสดงออก” ที่ห้องประชุมริมน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อถอดบทเรียนการใช้บังคับใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 (พ.ร.บ.ชุมนุมฯ) ที่มีอายุครบสิบปีพอดีในปีนี้
ชล คีรีกูณฑ์ นักนโยบายสาธารณะ WhipX กล่าวว่า เมื่อถอดบทเรียนการใช้พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ตลอดสิบปี และดูตัวอย่างการบังคับใช้กฎหมายที่กำหนดให้ผู้ชุมนุมต้อง “แจ้งการชุมนุม” ล่วงหน้าต่อตำรวจอย่างน้อย 24 ชั่วโมง แล้วสรุปสั้นๆ ได้คำเดียวว่า สำหรับผู้ชุมนุม “ไม่แจ้งจะดีกว่า”
กติกาเรื่องการแจ้งการชุมนุมนั้นมีขึ้นเพื่อให้ตำรวจเตรียมการดูแลอำนวยความสะดวกได้ ซึ่งสหประชาชาติเคยมีความเห็นว่า ถ้าไม่แจ้งการชุมนุมล่วงหน้าก็ไม่เป็นความผิด แต่ตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ของไทยกำหนดโทษปรับ 10,000 บาทหากชุมนุมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และยังเป็นเหตุให้การชุมนุมนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยเป็นเงื่อนไขให้ตำรวจขออนุญาตศาลเข้าสลายการชุมนุมได้ด้วย
การแจ้งการชุมนุมตามกฎหมายของไทย กำหนดให้ต้องแจ้งวัน เวลา สถานที่ชุมนุม ประมาณการผู้เข้าร่วม เมื่อผู้ชุมนุมไปแจ้งการชุมนุมแล้วพบปัญหาทางปฏิบัติที่ตามมา เช่น ตำรวจฉวยโอกาสเพิ่มภาระให้ผู้ชุมนุม โดยสั่งให้ผู้ชุมนุมต้องไปขออนุญาตใช้เครื่องเสียงและระบุความดังที่ต้องการใช้ให้ชัดเจน หรือต้องให้ผู้ชุมนุมกำหนดชัดเจนว่าจะใช้พื้นที่เท่าใด ปิดถนนกี่เลน เมื่อแจ้งการชุมนุมไปแล้วหากการชุมนุมเกิดเหตุการณ์นอกเหนือจากที่แจ้งไว้ ผู้แจ้งก็ผูกพันต้องมีความรับผิดในฐานะเป็นผู้จัด และเมื่อแจ้งการชุมนุมไปแล้วก็ไม่ปรากฏว่าตำรวจจะจัดการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางเพื่อดูแลการจราจรได้ดีขึ้น
สาเหตุที่สรุปว่า ไม่แจ้งอาจจะดีกว่า ชลอธิบายว่า หากผู้ชุมนุมตัดสินใจไม่แจ้งการชุมนุมเลยตั้งแต่แรก ก็จะมีเพียงโทษปรับ แต่ถ้าแจ้งการชุมนุมแล้วเกิดปัญหาภายหลังอาจทำให้ผู้ชุมนุมถูกดำเนินคดีที่มีโทษสูงกว่า คือ มีโทษจำคุก ทำให้ผู้ชุมนุมตัดสินใจไม่แจ้งการชุมนุม และยอมรับสารภาพเพื่อจ่ายค่าปรับในข้อหาไม่แจ้งการชุมนุม ดีกว่าเสี่ยงจะถูกดำเนินคดีฐานอื่นที่มีโทษจำคุก
บุศรินทร์ แปแนะ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชน iLaw กล่าวว่า พ.ร.บ.ชุมนุมฯ แบ่งพื้นที่ที่ห้ามชุมนุมเป็นหลายประเภท เช่น พื้นที่ห้ามชุมนุมโดยสิ้นเชิง เช่น 150 เมตรจากพระราชวัง พื้นที่ห้ามชุมนุมแต่มีเงื่อนไข เช่น ภายในรัฐสภาหรือทำเนียบรัฐบาล ซึ่งอาจได้รับอนุญาตให้จัดชุมนุมได้ และพื้นที่ที่อาจถูกประกาศให้มีข้อจำกัดได้ เช่น 50 เมตร รอบรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล
เมื่อใช้งานพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ก็พบปัญหาขาดความชัดเจนว่า 150 เมตรนับอย่างไร ไม่มีการปักป้ายวัดระยะที่ชัดเจน ทำให้ผู้จัดต้องเถียงกับตำรวจว่าจะให้ไปชุมนุม “ตรงนู้น” หรือ “ตรงนี้” ทำให้ไม่รู้ว่าที่ตำรวจชี้เขตแต่ละครั้งเพราะไม่ต้องการให้ชุมนุมเลยหรือแค่อยากให้พ้นรัศมีเท่านั้น ซึ่งเท่าที่เห็นมีการปักป้ายหนึ่งป้ายเท่านั้นบริเวณสกายวอล์คปทุมวันที่นับระยะจากวังสระปทุม ป้ายนี้มาปักกันหลังกฎหมายใช้บังคับได้หกปีแล้ว หรือพื้นที่ท้องสนามหลวงซึ่งไม่เคยมีการปักป้าย แต่ตำรวจเคยเอารั้วมาตั้งและเอาป้ายไวนิลมาแขวนในช่วงการชุมนุมปี 2563
การออกประกาศพื้นที่ห้ามชุมนุม 50 เมตรจากทำเนียบรัฐบาลพบปัญหาหลายอย่าง เช่น การประกาศพื้นที่ห้ามชุมนุมสำหรับการชุมนุมหนึ่ง แต่เมื่อประกาศแล้วก็ไปบังคับใช้กับการชุมนุมอื่นด้วย เพราะมีการชุมนุมเรียกร้องหลายประเด็นเกิดขึ้นบริเวณทำเนียบรัฐบาล
นอกจากนี้ยังเคยพบกรณีที่ตำรวจนำ “แนวรั้งหน่วงความมั่นคง” ของพระราชบัญญัติถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ.ถวายความปลอดภัย) มาใช้ซ้อนทับกับพ.ร.บ.ชุมนุมฯ เพื่อสั่งห้ามการชุมนุมในพื้นที่ที่อาจมีขบวนเสด็จผ่านด้วย และบริเวณทำเนียบรัฐบาลก็ใกล้กับทั้งพระราชวังดุสิตและพระตำหนักจิตรลดารโหฐานด้วย ทำให้พื้นที่รอบทำเนียบรัฐบาลถูกห้ามชุมนุมแบบขยายกว้างออกไป
