ภูมิธรรมมีลุ้นคุม DSI แทนทวี สอดส่อง รอที่ประชุม ครม. เคาะวันอังคารหน้า หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งทวีหยุดปฎิบัติหน้าที่ “เฉพาะ” ส่วนกำกับดูแล DSI ด้าน iLaw ตั้งข้อสังเกตศาลรัฐธรรมนูญตีความเกินอำนาจตัวเองในกรณีที่สั่งให้ทวี หยุดปฎิบัติหน้าที่เฉพาะส่วน DSI รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ระบุให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้ดุลยพินิจสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนได้ ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึง “ไม่ควร” ใช้ดุลยพินิจเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายเขียนไว้
16 พ.ค. 2568 ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนการดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และรองประธานกรรมการคดีพิเศษ ภูมิธรรมระบุ ที่ประชุม ครม. วันอังคารหน้าเตรียมหาคนขึ้นมานั่งคุม DSI แทนทวี
ภูมิธรรมระบุ หากนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ไปดูแล DSI ตนเองก็พร้อมทำหน้าที่ โดยไม่กังวลว่าจะถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับพ.ต.อ. ทวี ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ในส่วนคดีของตนเองที่ถูก สว. ถอดถอนโดยอ้างว่าครอบงำ กกต. คดีฮั้วเลือก สว. เช่นเดียวกับพ.ต.อ.ทวี ที่โดน ภูมิธรรมได้ส่งหลักฐานชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของศาลจะพิจารณา
นอกจากภูมิธรรมยังมีชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีกระแสข่าวว่าจะได้นั่งคุม DSI แทน พ.ต.อ.ทวี โดยชูศักดิ์ระบุว่า พร้อมหรือไม่พร้อมทำหน้าที่ดูแล DSI เป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน ชูศักดิ์ยังตั้งข้อสังเกตเป็นเรื่องแปลกที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดทำหน้าที่เฉพาะกรม
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เช่นเดียวกับ iLaw ที่ตั้งข้อสังเกตว่า ศาลรัฐธรรมนูญตีความเกินอำนาจตัวเองในกรณีที่สั่งให้พ.ต.อ.ทวี หยุดปฎิบัติหน้าที่ “เฉพาะ” การกำกับดูแล DSI โดย iLaw เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ “เอกฉันท์” สั่งให้พ.ต.อ.ทวี หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม “เฉพาะ” ในฐานะผู้กำกับดูแล DSI และรองประธาน กคพ. จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ส่วนภูมิธรรม ยังไม่ปรากฏเห็นอันควรสงสัยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ รัฐธรรมนูญ 2560 แม้จะให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งให้รัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากเป็นกรณีที่ถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม แต่รัฐธรรมนูญ “ไม่ได้เขียน” ให้อำนาจศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรี
รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 วรรคท้าย ให้นำความในมาตรา 82 มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดของความเป็นรัฐมนตรีตาม (2) (4) หรือ (5) หรือวรรคสอง โดยอนุโลม เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วย
รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 82 วรรคสอง เมื่อได้รับเรื่องไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง
จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทั้งสองมาตรา จะเห็นได้ว่าไม่มีข้อความใด ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วน เมื่อดูในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 (พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญฯ) ก็ไม่มีบทบัญญัติใด ที่เขียนให้ดุลยพินิจศาลสามารถสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วน สำหรับคดีการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 7 (9)
ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร ใช้คำว่า “หยุดปฏิบัติหน้าที่” อันหมายถึงหน้าที่รัฐมนตรี และเมื่อดูความมุ่งหมายรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ไม่ได้ระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้ดุลยพินิจสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนได้ ศาลรัฐธรรมนูญจึง “ไม่ควร” ใช้ดุลยพินิจเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายเขียนไว้ หากศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งทวี สอดส่อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็สามารถทำให้สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญได้ โดยการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
