รายงานจาก BloombergNEF ชี้ ต้นทุนแสงอาทิตย์ถูกกว่า ก๊าซ-พลังงานฟอสซิลไม่ตอบโจทย์อนาคต ภาคเอกชนเร่งรัฐลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม ปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย เปิดทางให้เอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรง เพื่อลดต้นทุนสายส่ง ตอบโจทย์ไทยสู่เป้าหมาย Net-Zero ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจสีเขียว
22 พ.ค. 2568 เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2568 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) Just Pow จัดงานเปิดตัวรายงาน Thailand: Turning Point for a Net-Zero Power Grid จัดทำโดย BloombergNEF (BNEF) หน่วยงานวิจัยเชิงกลยุทธ์ชั้นนำที่ครอบคลุมทั้งประเด็นเรื่องพลังงานสะอาด การขนส่งขั้นสูง อุตสาหกรรมดิจิทัล ผลิตภัณฑ์ทางนวัตกรรม นำเสนองานวิจัย Thailand: Turning Point for a Net-Zero Power Grid ว่าด้วยต้นทุนพลังงานของประเทศไทย รายงานดังกล่าวแสดงถึงต้นทุนพลังงานของไทยจากเชื้อเพลิงต่างๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต พร้อมการเสวนาหัวข้อ “ทิศทางประเทศไทยภายใต้ต้นทุนพลังงานที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต”
ในช่วงต้น Shantanu Jaiswal หัวหน้าฝ่ายวิจัยอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ BloombergNEF นำเสนอเนื้อหาที่สำคัญในรายงานฉบับนี้ เผยว่า ปี 2025 ต้นทุนพลังงานเฉลี่ยต่อหน่วย (LCOE) สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ในประเทศไทยอยู่ที่ 33-75 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (0.91-2.06 บาท/MWh) ต่ำกว่าต้นทุนของโรงไฟฟ้าก๊าซ (CCGT) แห่งใหม่ (79-86 ดอลลาร์สหรัฐ/MWh) และโรงไฟฟ้าถ่านหิน (74-96 ดอลลาร์สหรัฐ/MWh)
ดังนั้น ภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (ร่าง PDP2024) ที่วางแผนจะเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซ อีก 6.3 กิกะวัตต์ BNEF เสนอว่าไทยไม่ควรสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนเพิ่มอีก เพราะจะทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นไปอีก และต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG มากขึ้นเรื่อยๆ และควรทยอยเลิกโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่มีอยู่แล้วให้สอดคล้องกับการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น โดยชี้ว่าการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นแนวทางที่คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ระดับสาธารณูปโภคเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าจำนวนมากแห่งใหม่ที่ถูกที่สุดในประเทศไทยแล้ว



Shantanu Jaiswal หัวหน้าฝ่ายวิจัยอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ BloombergNEF
รวมไปถึงโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งพร้อมแบตเตอรี่เก็บไฟ 4 ชั่วโมง มีต้นทุนพลังงานเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำกว่าโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแห่งใหม่ในประเทศไทยแล้ว BNEF คาดการณ์ว่า LCOE ต่ำกว่าจะลดลงเหลือ 44-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2030 และ 29-57 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2050 นอกจากนี้ BNEF ยังชี้ว่าในการจัดการกับความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน ประเทศไทยสามารถใช้พลังงานน้ำสูบกลับและระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ได้
ในส่วนของการลดการปลดปล่อยคาร์บอน ภายใต้แผนการเดินทางไปสู่ Net Zero ของประเทศไทย โดยในร่างแผน PDP2024 จะมีการนำเอาไฮโดรเจน 5% มาเผาร่วมกับก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าก๊าซ การใช้ระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) นั้น
BNEF มองว่าไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาแพงกว่าก๊าซและถ่านหินเมื่อเทียบในหน่วยพลังงานที่เท่ากัน การพึ่งพาเชื้อเพลิงดังกล่าวอาจทำให้ราคาไฟฟ้าสูงขึ้น นอกจากนี้ในการใช้ระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอน BNEF ชี้ว่าการปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ด้วยเทคโนโลยี CCS จะไม่ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และการใช้ระบบ CCS ยังมีราคาแพงกว่าพลังงานหมุนเวียนร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ในประเทศไทยอีกด้วย ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กนั้น BNEF มองว่าประมาณการต้นทุนเทคโนโลยี SMRs ในปัจจุบันทั้งหมดสูงกว่าประมาณการต้นทุนสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิม ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิมและ SMRs มีราคาแพงกว่าพลังงานหมุนเวียนที่เสริมด้วยระบบกักเก็บพลังงานอย่างมาก
เปิดทาง Direct PPA ปรับค่าใช้จ่ายสายส่ง ?
ในวงเสวนา Shantanu หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ BNEF เปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดแข็งของไทยคือสามารถนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศลาวได้มากขึ้น และยังมีความสามารถในการส่งออกไฟฟ้าไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย อีกทั้งยังมีโครงการพลังงานลมและชีวมวลในหลายพื้นที่ ทำให้ประเทศไทยมีระบบพลังงานที่มีความหลากหลายเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขณะเดียวกัน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ BNEF กล่าวถึงช่องว่างที่อาจขัดขวางศักยภาพของไทย โดยเฉพาะเรื่องนโยบายที่ยังไม่เอื้อต่อการส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาดจากภาคเอกชน หนึ่งในนโยบายที่ไทยยังไม่มีคือ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement หรือ Direct PPA) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานสะอาด
Shantanu ยกตัวอย่าง เวียดนามที่ได้นำ Direct PPA มาใช้ และสามารถจูงใจภาคเอกชนให้ลงทุนในพลังงานสะอาดได้มากขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนในระดับสากล
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญของไทยคือค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงระบบขนส่งไฟฟ้า (wheeling charge) มีราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชน (Third-party electricity generators) ผู้กำหนดนโยบายต้องทบทวนอัตราค่าบริการ เพื่อให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่สามารถแข่งขันกับระบบปัจจุบันได้ จะทำให้เกิดการขยายตลาดมากขึ้น
ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงาน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende แสดงความคิดเห็นต่อรายงานของ BNEF ว่า รายงานฉบับนี้เป็นหลักฐานให้เห็นถึงเทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายการผลิตไฟฟ้าแล้วว่า การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ควบคู่กับแบตเตอรี่ถูกกว่าโรงไฟฟ้าจากถ่านหินและก๊าซ ในอนาคตค่าใช้จ่ายจากโรงไฟฟ้าก๊าซและถ่านหินในประเทศไทยจะแพงขึ้น เพราะเราต้องไปผสมกับเทคโนโลยีอื่นด้วย ข้อสรุปจากรายงานเปลี่ยนการวางแผนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ไทยสามารถหลีกเลี่ยงภาระทางการเงินได้
ศุภวรรณมองว่าประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากเกินไป และยังพึ่งพาเทคโนโลยีทางคาร์บอนที่มีความเสถียรค่อนข้างต่ำ อีกทั้งนโยบายด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่ตอบสนองความต้องการของเอกชน
“แผนพลังงานที่มีอยู่ช้ากว่าความต้องการของภาคเอกชน และพึ่งพาเทคโนโลยีที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้มากเกินไป เราต้องมีการวางแผนที่ชาญฉลาด ใช้ไฟฟ้าจากหลากหลายแหล่งมากขึ้น รัฐบาลต้องวางแผนอนาคตที่สอดคล้องกับตลาดมากขึ้นและแม่นยำมากขึ้น” ศุภวรรณ กล่าว
นอกจากนี้ ศุภวรรณยังระบุว่า การลงทุนในโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าสำคัญมาก “เราจำเป็นต้องลงทุนในสายส่ง เพราะในอนาคตเราจะใช้พลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม มากขึ้น เราต้องเตรียมสายส่งให้พร้อมเพื่อให้ระบบไฟฟ้าของเราเสถียรและเชื่อถือได้”
โลกเปลี่ยนเร็ว รัฐไทยช้า เสี่ยงตกขบวนเศรษฐกิจสีเขียว
อาทิตย์ เวชกิจ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ด้านอนุรักษ์พลังงาน และ Grid Modernization สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นด้วยกับข้อเสนอของรายงานฉบับนี้
“เราต้องการแรงสนับสนุนอย่างมากในการผลักดันให้กระบวนการของคนที่วางแผน PDP เปลี่ยนไปสู่คลื่นลูกใหม่ ที่มีวิสัยทัศน์แบบใหม่” อาทิตย์กล่าว
อาทิตย์ระบุเพิ่มเติมว่า “พลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันมีความมั่นคง ประหยัด ใช้ต้นทุนต่ำกว่าแหล่งพลังงานแบบเดิม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เป็นทางออกที่เป็นไปได้และควรปฏิบัติ” เขาเชื่อและหวังว่าร่าง PDP ในปี 2025 นี้จะมีการแก้ไข หวังว่าภาคเอกชนจะมีโอกาสในการเข้าร่วมกับทีมวางแผน PDP เพื่อแสดงความคิดเห็น
อาทิตย์กล่าวถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ หากไทยไม่มีการปรับปรุงแผนการผลิตไฟฟ้าว่า “ภาครัฐมีเวลาถึงปี 2050 ในขณะที่ภาคธุรกิจเราไม่มีเวลานานขนาดนั้น อุตสาหกรรมในประเทศไทย OEM การท่องเที่ยว โรงแรม โรงพยาบาล ทุกอย่างต้องทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ลูกค้าก็จะไม่ซื้อบริการหรือผลิตภัณฑ์ของเรา เนื่องจากตอนนี้ทั่วโลกเขาตระหนักถึงการลดคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ประเทศไทยจะสามารถให้บริการดีแค่ไหนหรือมีผลิตภัณฑ์ดีแค่ไหน แต่หากยังปล่อยคาร์บอนสูงอยู่ ลูกค้าก็จะไม่ให้การสนับสนุนเราต่อไปครับ”
นี่คือสิ่งเราพยายามตะโกนบอกกับภาครัฐ ให้กับคนที่วางแผน PDP ว่าเราต้องตระหนักรู้ถึงประเด็นเหล่านี้ มีเจ้าของธุรกิจมากมายมายืนยันกับเราพวกเขาถูกบังคับโดยผู้ซื้อทั่วโลกว่าเขาจะให้เวลา 2-3 ปีเท่านั้น เราต้องแสดงให้เห็นว่าแผนลดคาร์บอนของเราเป็นเท่าไร ถ้าโชว์ให้เห็นแผนการลดคาร์บอนไม่ได้ เขาคงต้องลดออเดอร์แล้วไปซื้อประเทศอื่นแทน นี่คือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เราต้องเผชิญ ตอนนี้เราไม่เขียวพอ รวมถึงเราไม่มีแผนการดี ๆ ที่จะพี่สูจน์ให้ทุกคนเห็นได้ว่าเราจะเขียวในเร็ว ๆ นี้ เพราะฉะนั้นแผน PDP 2025 ที่จะออกมา ต้องให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ เพื่อที่จะทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้าสีเขียว
อาทิตย์ระบุว่า ต้องการสมาร์ทแพลนนิ่ง “ที่ผ่านมาเราได้ยินเยอะเลย เกี่ยวกับนโยบายต่าง ๆ แต่สิ่งที่เรายังไม่เห็นคือยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องผลักดันให้ทางรัฐบาลทำงานร่วมกับภาคพลังงานมากขึ้น คุณพูดอะไรมา คุณต้องดำเนินการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมด้วย”
นอกจากนี้เขายังกล่าวว่าต้องทบทวนการวางแผนการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่ไม่ใช่การวางแผนล่วงหน้านาน แต่ต้องใกล้เคียงกับความเป็นจริงให้มากที่สุด เนื่องจากสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น เปลี่ยนประธานาธิบดี 1 คน โลกก็เปลี่ยนแปลง ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบเก็บกักพลังงานวางแผนได้ 1 ปี แต่โรงไฟฟ้าก๊าซอาจต้องวางแผน 5 ปี ขณะเดียวกันก็ต้องใช้พลังงานฟอสซิลที่ลงทุนไปแล้วให้คุ้มค่ามากที่สุด
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือ การเปิดให้บุคคลที่สามเข้ามาใช้หรือเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า (Third party access) อาทิตย์ตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่มีการพูดถึงว่าเราจะเก็บค่าสายส่งเท่าไร ทั้งที่ กฟผ. กฟน. และ กฟภ.มีนโยบายตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งที่เรื่องนี้เป็นกระดูกสันหลัง
อุปสรรคอีกประการหนึ่งของผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนคือ การกำกับดูแลที่ใช้เวลานานเกินไป การขออนุญาตดำเนินการโซลาร์ฟาร์มต้องใช้เวลานาน 1.5 ปี
“ต้องทำอย่างไรให้เร็วขึ้น ตอนนี้เหมือนเป็นสิ่งที่คุมกำเนิดการนำเอาพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในประเทศ” อาทิตย์กล่าว
ชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซุปเปอร์ โซล่าร์ เอนเนอร์ยี จำกัด มีความเห็นตรงกันกับอาทิตย์ในประเด็นความล่าช้าของภาครัฐ โดยกล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบเก็บกักขนาดไม่ถึง 100 เมกะวัตต์สามารถทำได้ภายใน 4-8 เดือน แต่การขอใบอนุญาตต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี
ชัพมนต์ยกตัวอย่างกระบวนการขอใบอนุญาตการทำโซลาร์ฟาร์มที่เป็นอยู่ว่า ต้องขอใบอนุญาตถึง 8 อย่างตั้งแต่การก่อสร้าง ตั้งโรงงาน การวางผังเมือง ขอผลิตไฟฟ้า (แบบดั้งเดิม) เป็นการทับซ้อนขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ใช้เวลานานมากสำหรับผู้พัฒนา อยากจะแนะนำให้เลิกทำสิ่งเหล่านี้ ทำกฎระเบียบให้เป็นแนวทางเดียวกัน “ตอนนี้ในประเทศไทย มีสามองค์กรที่ทำเรื่องไฟฟ้าในหลายกระทรวง การประสานกฎระเบียบต่างๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง”
ในส่วนของผู้ทำธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ชัพมนต์กล่าวว่า ธุรกิจไม่รอภาครัฐและไม่หวังการสนับสนุนจาก FiT แล้ว แต่ติดต่อกับลูกค้าโดยตรงเอง ไม่รอนโยบาย direct PPA จากภาครัฐ โดยยกตัวอย่างการทำธุรกิจกับบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ติดต่อเข้ามาเอง ต้องการบริษัทให้ผลิตไฟฟ้า 50 เมกะวัตต์ เราก็ไปซื้อที่ดินและตั้งโรงไฟฟ้าข้างบริษัทลูกค้าเลย เพื่อให้ลูกค้าดำเนินการตามเป้าหมายลดคาร์บอนได้ ซึ่งภาครัฐสามารถออกนโยบายสนับสนุนประเด็นนี้ได้
“ถ้า third-party access เกิดขึ้นได้จริง ผมก็ไม่ต้องไปซื้อที่ดินใกล้กับโรงงานของลูกค้า ต้นทุนก็ถูกลง พื้นที่ตรงนั้นก็เอาไปใช้ทำอย่างอื่นได้ ทำให้ค่าไฟถูกลง” ชัพมนต์กล่าว
นอกจากนี้ ชัพมนต์กล่าวว่า “ภาครัฐหรือผู้มีอำนาจต้องตระหนักว่าโลกนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก เราเผชิญปัญหาที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ถ้าเรายังทำงานแบบดั้งเดิม เช่น มองความ เราคงไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้”
