ในวันและเวลาที่สื่อไทยต่างต้องกระเสือกกระสนหาทางรอดจากภาวะขาลงในอุตสาหกรรมสื่อ และกระแสเม็ดเงินที่ถูกแบ่งถ่ายออกไปยังกลุ่มที่เรียกตนเองว่าเป็น ‘Content creators’ แต่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือที่รู้จักกันในนาม Thai PBS นั้นกลับยังมีภาษีประชาชนไทยเป็นกลไกอุ้มชูอยู่ถึงปีละเกือบ 3,000 ล้านบาท (อ้างอิงจากสถิติเดิมปี 2566) การสรรหา ผอ.Thai PBS รอบ 29 พ.ค. นี้จึงคึกคักจากแรงความคาดหวังของสังคมเป็นธรรมดา
ผู้เขียนในฐานะอดีตลูกจ้างสัญญาจ้างรายปีที่เคยทำงานให้กับ Thai PBS ในช่วงปี 2564 - 2565 จึงคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีในการแสดงความคิดเห็นต่อระบบขององค์กร เพื่อเป็นหนึ่งในข้อเสนอให้กับผู้บริหารคนใหม่ในการตระหนักถึงสิทธิของแรงงาน Thai PBS จำนวนกว่า 1,531 คน
สิทธิแรงงานสื่อ: คำถามต่อการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม?
ตั้งแต่สมัยที่ยังมีสถานะพนักงาน จนกระทั่งลาออกมาและมีโอกาสแวะเวียนไปเจอมิตรสหายที่ยังสังกัด Thai PBS เกือบทุกคนล้วนบ่นเป็นเสียงเดียวกัน วิธีการจ้างงานของ Thai PBS หลายตำแหน่งเปิดรับสมัครแบบสัญญาจ้างฟรีแลนซ์ต่อสัญญาให้เพียงปีต่อปี ซึ่งมักออกมาในรูปแบบการจ้างงานภายใต้โครงการใดโครงการหนึ่ง ครั้นจะบอกว่าเป็นการจ้างงานแบบไม่ประจำก็คงไม่ใช่ เพราะแม้ว่าในสมัยที่ผู้เขียนทำงานอยู่นั้นจะไม่ต้องตอกบัตรเข้าออกงาน แต่ก็รู้กันดีว่าหน้างานของวิชาชีพสื่อนั้นมีภาระงานตลอดเช้าจรดค่ำ และในขณะที่พนักงานประจำของ Thai PBS สามารถเบิกค่าจ้างล่วงเวลาได้ พนักงานแบบสัญญาจ้างปีต่อปีกลับไม่สามารถเบิกอะไรได้เลย แม้ว่าเราจะทำงานรูปแบบเดียวกับพนักงานประจำก็ตามที
รูปแบบการจ้างงานของ Thai PBS แบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ มีตั้งแต่การจ้างงานแบบพัสดุ (จ้างเหมารายชิ้น), แบบสัญญาจ้างรายปี (รหัส P), แบบบสัญญาจ้างรายปีและราย 3 ปี (รหัส 7), และแบบพนักงานประจำ สิ่งหนึ่งที่ไม่แตกต่างกันของการจ้างงานทุกรูปแบบคือ ทุกคนทำงานให้ Thai PBS เต็มเวลาเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ สวัสดิการที่องค์กรจัดให้พนักงานนั้นมีการเลือกปฏิบัติค่อนข้างชัดเจน
ผู้เขียนจำได้เป็นอย่างดีว่าช่วงที่มีการตรวจสุขภาพประจำปีให้กับพนักงานประจำ พนักงานสัญญาจ้างเช่นผู้เขียนจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพเอง ทั้งที่สิทธิข้างต้นนี้ควรสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่แรงงานทุกคนควรได้รับ เพราะพวกเขาทำงานให้แก่องค์กรเต็มเวลา รวมทั้งหลายคนถูกมอบหมายให้ต้องเข้าไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งแม้แต่สิทธิประกันสังคมก็ยังไม่ได้รับ สิ่งเดียวที่ผู้เขียนได้รับในตอนนั้น คือ ประกันอุบัติเหตุ เรื่องนี้มักจะมีผู้แย้งว่า การที่องค์กรไม่จัดหาสวัสดิการให้แก่พนักงานสัญญาจ้างเพราะมีอัตราค่าตอบแทนรายเดือนที่สูงแล้ว ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเรื่องของรายได้กับสวัสดิการมันเป็นคนละเรื่องกัน
ระบบการจ้างงานและสวัสดิการที่ Thai PBS ออกแบบมานั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าสร้างความแตกต่าง และก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อพนักงานจากสถานะที่แตกต่างกันของพวกเขา ข้อเท็จจริงนี้คือโจทย์ที่ผู้บริหารคนใหม่ควรใส่ใจนำกลับไปทบทวนความเป็นอยู่ของพนักงานทุกคนให้มากกว่านี้ เพราะพนักงานสัญญาจ้างส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักศึกษาจบใหม่ ที่ยังไม่มีอำนาจต่อรองเท่าใดนัก พวกเขาเข้ามาพร้อมความต้องการทำงานสื่อเพื่อขับเคลื่อนสังคม ทว่าหลายคนต้องผิดหวังและไม่สามารถยืนระยะทำงานได้ เพียงเพราะขาดการดูแลเอาใจใส่จากองค์กรและผู้บริหาร
สิ่งที่น่าเศร้ากว่าระบบการจ้างงานไม่เป็นธรรม คือ การที่แรงงานด้วยกันเองกลับเมินเฉยให้แก่ความผิดเพี้ยนนี้ด้วยการเลือกปฏิบัติและแบ่งชนชั้นระหว่างแรงงานด้วยกันเอง
แรงงานทุกคนต้องการความมั่นคง
เมื่อปี 2566 เพื่อนคนหนึ่งที่เคยร่วมงานกันที่ Thai PBS ส่งข้อความมาบอกว่ามีแผนจะลาออกหลังจากทำงานให้องค์กรมานานกว่า 5 ปี โดยระหว่างที่ทำงานอยู่นั้น เขาพยายามเรียกร้องและแจ้งความประสงค์ถึงการเข้ารับการบรรจุเป็นพนักงานประจำของ Thai PBS แต่สิ่งที่เขาได้รับนั้นกลับเป็นเพียงการต่อสัญญาจ้างแบบปีต่อปี สุดท้ายเพื่อนคนดังกล่าวก็เลือกลาออกไปทำงานกับองค์กรอื่นที่มั่นคง และมีค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกว่า
ผู้เขียนมองว่า Thai PBS สามารถดึงดูดให้คนเข้ามาทำงานได้จากความเป็นองค์กรขนาดใหญ่และดูมั่นคง แต่ท้ายสุดกลับไม่สามารถรักษาบุคลากรเหล่านั้นไว้ได้ เพราะระบบการจ้างงานไม่มั่นคง และขาดเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ชัดเจนแก่พนักงาน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมักทึกทักไปเองว่าคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการความมั่นคง ผู้เขียนคิดว่าเป็นการตั้งโจทย์ที่ผิดอย่างมหันต์ ทุกคนต้องการความมั่นคง เพราะมันคือความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ โจทย์สำคัญคือจะออกแบบความมั่นคงอย่างไรให้ตอบโจทย์กับคนแต่ละวัยที่มีความต้องการแตกต่างกัน
ฝ่ายบริหารรู้ดีว่าต้นทุนในการพัฒนาบุคลากรหนึ่งคนนั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงสำหรับองค์กร ดังนั้นหนึ่งในความคาดหวังที่คนจะมาเป็นผู้บริหาร Thai PBS ต้องแบกรับ คงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงจากภายนอก ด้วยความพยายามนำเทคโนโลยีทางด้านสื่อสารมวลชนใหม่ๆ มาใช้อย่างฉาบฉวยเพียงอย่างเดียว
แต่เริ่มแรก Thai PBS ควรรื้อระบบการทำงานภายในของตนเองก่อน กระบวนการทำงานของ Thai PBS เทอะทะ มีความเป็นราชการสูง ทุกอย่างยังถูกควบคุมไว้ด้วยระบบเอกสาร และใช้เงื่อนเวลาในการดำเนินการสูง ซึ่งสวนทางกับการทำงานของภาคสื่อสารมวลชน ที่ควรต้องรวดเร็วและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก
สุดท้ายแล้วต่อให้ผู้บริหารจะมีวิสัยทัศน์ดีอย่างไร แต่ถ้ารักษาคนให้อยู่กับองค์กรนานๆ ไม่ได้ เพราะความเบื่อหน่ายที่คนรุ่นใหม่ต้องทนกับระบบราชการภายใน Thai PBS องค์กรจะต้องเสียเวลาในการฝึกอบรมคนใหม่อย่างนี้ซ้ำซากไปเรื่อยๆ แต่หาก Thai PBS วางบทบาทตนเองเป็นโรงเรียนผลิตนักข่าว ที่แค่จะให้โอกาสนักข่าวรุ่นใหม่เข้ามาทำงานหาประสบการณ์ แล้วสุดท้ายก็นำทักษะที่สั่งสมมาไปใช้กับองค์กรอื่นๆ ก็คงเป็นเรื่องสุดแท้แต่
ข่าวเชิงลึก: สิ่งที่ Thai PBS ควรทำได้ดีกว่าสื่ออื่น
หากลองเข้า Facebook และไปพิมพ์ที่ช่องค้นหาถึงคำว่า Thai PBS จะพบกับหน้าเพจมากมายตั้งแต่ Thai PBS, นักข่าวพลเมือง Thai PBS, Thai PBS News, Thai PBS World, Decode.plus, และ The Active เป็นต้น
โครงสร้างการบริหารงานของ Thai PBS จะแยกส่วนงานออกมาเป็นสำนักต่างๆ เช่น สำนักข่าว, สำนักสื่อดิจิทัล, ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ, สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะเป็นต้น ดังนั้นในประเด็นใดประเด็นหนึ่งในการลงพื้นที่ทำข่าว จึงเป็นเรื่องปกติที่มักพบเจอทีมข่าวจาก Thai PBS มากกว่าหนึ่งทีมเข้าไปอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทำข่าวเรื่องเดียวกันอยู่เสมอ และหลายครั้งพวกเขาเหล่านั้นก็ใช้แหล่งข่าวคนเดียวกัน เพื่อนำเนื้อหาไปเผยแพร่ตามช่องทางต่างๆ ของตนเอง ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ภายใต้ร่มใหญ่เดียวกันคือ Thai PBS
ดังนั้นเมื่อ Thai PBS ยังคงพายเรืออยู่ในอ่างใบเดียวกัน ทำข่าวซ้ำกันเช่นนี้ แล้วสังคมจะคาดหวังให้สื่อสาธารณะอย่าง Thai PBS ผลิตเนื้อหาที่แหลมคม ลุ่มลึกในประเด็นใดประเด็นหนึ่งให้สมกับการทุ่มทรัพยากรขององค์กรได้อย่างไร?
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ หนึ่งในแคนดิเดตที่ผ่านการคัดเลือกได้แสดงวิสัยทัศน์ไว้ว่า ‘ข่าวเชิงสืบสวนเป็นโอกาสสำคัญของสื่อ แม้ต้องใช้ทรัพยากรสูง’ ผู้เขียนคิดว่าข้อนี้ Thai PBS ต้องย้ำเตือนตัวเองด้วยว่า ตนเองเป็นสื่อที่มีทรัพยากรพร้อมในการทำข่าวเชิงลึก ทั้งจากงบประมาณรายปี โดยไม่ต้องหวังพึ่งเม็ดเงินจากค่าโฆษณาหรือการทำงานให้ลูกค้าแต่ละราย ในทางตรงข้ามลูกค้ารายเดียวของ Thai PBS คือประชาชนและประโยชน์ต่อสาธารณะ Thai PBS มีทั้งอุปกรณ์ บุคลากร และเครือข่ายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้คือทรัพยากรชั้นดีในการทำข่าวเชิงลึก
ดังนั้นสังคมจึงคาดหวังให้ Thai PBS ลงทุนกับข่าวสืบสวนมากกว่าการมีแค่ทีมเล็กๆ อย่าง The EXIT และรายการเปิดปม เพียงเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุด คือการที่ Thai PBS นำงบไปทุ่มกับการผลิตละคร มากกว่าการสร้างเนื้อหาข่าวที่มีคุณภาพ
อย่างไรก็ดีการมีอยู่ของ Thai PBS ยังคงสำคัญสำหรับวงการสื่อสารมวลชนไทย อย่างน้อยๆ สถานที่แห่งนี้ก็เป็นสนามทดลอง และสนามเรียนรู้ให้แก่นักข่าวหลายคนได้ทำงานประเด็นสาธารณะอย่างเต็มที่ ตัวผู้เขียนเองทำงานที่ Thai PBS เป็นแห่งแรก และเป็นสถานที่บ่มเพาะรากฐานที่แข็งแรงในการทำงานประเด็นสาธารณะอย่างแข็งขัน จนมาถึงวันนี้ที่ผู้เขียนก็ยังคงทำงานเป็นนักข่าวอิสระในประเด็นสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ และการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง
แต่ในเมื่อ Thai PBS เป็นองค์กรสาธารณะจากภาษีประชาชน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกจับตาและตรวจสอบ เพราะต้องไม่ลืมว่าวันนี้ยังมีสื่อรายเล็ก สื่ออิสระ และสื่อท้องถิ่นอีกจำนวนมากในประเทศไทย ที่ต้องดิ้นรนหาทุนมาทำงานข่าวที่มีคุณภาพ สิ่งที่ผู้เขียนต้องการเสนอต่อผู้บริหารคนใหม่ คือ Thai PBS ไม่จำเป็นต้องทำข่าวเองทุกประเด็นก็ได้ ในเมื่อคุณวางตัวเองเป็นสื่อสาธารณะ บางประเด็นที่มีสื่อท้องถิ่น หรือมีสื่อที่ทำงานเฉพาะทางอยู่แล้ว เช่น Epigram News ในภาคตะวันออก และ Lanner ในภาคเหนือ เป็นต้น สำนักข่าวเหล่านี้ล้วนอยู่ได้ด้วยเงินทุนจากต่างประเทศเป็นหลักซึ่งวันนี้เป็นประจักษ์แล้วว่าไม่มีทั้งความยั่งยืนและพร้อมที่จะถูกตัดเงินทุนสนับสนุนได้ทุกเมื่อ
Thai PBS เองแม้ไม่ใช่องค์กรให้ทุน แต่ผู้เขียนคิดว่า Thai PBS สามารถสนับสนุนองค์กรสื่อท้องถิ่นเหล่านี้ให้อยู่รอดได้ด้วยความช่วยเหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรือแม้แต่ดึงมาเป็นเครือข่ายการทำงานร่วมกันเพราะในวันที่สมรภูมิข่าวสารแตกย่อยออกมาเป็นประเด็นเฉพาะต่างๆ เราจึงต้องการสื่อเฉพาะทางมากขึ้น และวันนี้ก็มีข้อพิสูจน์แล้วว่าสื่อท้องถิ่น สื่ออิสระ สามารถทำข่าวได้แหลมคมและลงลึกไม่แพ้สื่อใหญ่อย่าง Thai PBS แม้พวกเขาจะมีทรัพยากรน้อยกว่าก็ตามที
บางครั้ง Thai PBS อาจจะต้องลงมาจากหอคอยงาช้าง และทำงานร่วมกับสื่ออื่นๆ ให้มากกว่านี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นที่ใดสื่อทุกแห่งล้วนมีพันธะในการส่งต่อความจริงให้แก่สาธารณะไม่ต่างกัน
