เมื่อบ่าย กต.ไทยแถลงเป็นสัญญาณดีที่ ไทย-กัมพูชาปรับกำลังไปอยู่ในแนวเดิมในปี 67 หวังว่ากลไกทวิภาคีจะแก้ไขความขัดแย้ง แต่เช้าวันนี้ กต.กัมพูชาทำหนังสือถึง ‘มาริษ’ ขอไทยขึ้นศาลโลกด้วยกันเหตุกลไกทวิภาคีไม่พอจัดการปมขัดแย้ง ส่วนกลาโหมกัมพูชาแถลงว่าไม่ได้ถอนทหารจากเขตอธิปไตยและยังคงมีการเตรียมความพร้อมในการป้องกัน แต่มีการปรับกำลังแล้วเพื่อลดความตึงเครียดกับทางฝ่ายไทย
9 มิ.ย.2568 แฟนเพจกระทรวงการต่างประเทศถ่ายทอดสดการแถลงข่าวของ นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวพัฒนาการของสถานการณ์ที่มีตั้งแต่เมื่อวานนี้ว่าทางฝ่ายไทยได้รับรายงานว่ามีกองกำลังฝ่ายไทยและกัมพูชาออกสำรวจพื้นที่แนวคูเลตร่วมกัน และกลบฝังพื้นที่ตามข้อตกลงร่วมกันพร้อมกับปรับกำลังไปอยู่ในแนวพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้แล้วในช่วงสถานการณ์ปกติเมื่อปี 2567 แล้ว
ฝ่ายไทยเห็นว่าสถานการณ์ล่าสุดนี้ส่งสัญญาณทางบวกที่ดีและสะท้อนถึงความจริงใจของกัมพูชาในการลดความตึงเครียดของสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา และเป็นเป็นผลจากการเจรจาทุกระดับของทั้งสองฝ่ายซึ่งหวังว่าจะนำไปสู่ทางออกอย่างสันติในระยะยาว โดยเฉพาะด้วยการใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่อีกทั้งเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาหรือ JBC ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ซึ่งจัดกันมาถึง 10 ครั้งแล้วนับตั้งแต่ปี 2543 และมีความคืบหน้าเรื่อยมาตลอด 25 ปี ในหลายพื้นที่เช่น สะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองเอี่ยน สตึงบด หรือสะพาน้ามพรมแดนแห่งใหม่ในจังหวัดจันทบุรี
ฝ่ายไทยจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุม JBC ที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพครั้งที่จะถึงนี้จะช่วยลดความตึงเครียดในภาพรวมที่ยังมีความเปราะบางในตอนนี้เพื่อรักษาความสงบในพื้นที่และความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่ง และเขายืนยันความพร้อมของฝ่ายไทยที่จะเข้าร่วมประชุมด้วยสุจริตใจ และพร้อมเห็นความร่วมมือและความตั้งใจที่จะทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างเราดียิ่งขึ้น
“รัฐบาลไทยขอยืนยันความเชื่อมั่นว่าการใช้กลไกที่ไทยและกัมพูชามีอยู่ระหว่างกันเช่น JBC ควบคู่ไปกับคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชาหรือ GBC คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC การใช้กลไกทวิภาคีในทุกระดับทั้งในส่วนของทหารและในส่วนของพลเรือนไปถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศจะเป็นหนทางที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการแก้ไขความขัดแย้งต่างๆ เพื่อให้ประเทศเราทั้งสองในฐานะครอบครัวอาเซียนอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข”
โฆษกกระทรวง กล่าวถึงมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนยังมีการดำเนินการมาตรการต่อไปตามการประเมินของฝ่ายความมั่นคงเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน รวมถึงศูนย์อำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ศอ.ปชด.) ได้ประกาศที่จะยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเทคโนและค้ามนุษย์ เช่นการตัดไฟ ตัดเนตในพื้นที่บ่อนการพนันและสแกมเมอร์รวมถึงการควบคุมสินค้าและยุทโธปกรณ์ที่อาจถูกนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรม โดยจะนำเสนอต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.ต่อไป
ประเด็นสุดท้าย นิกรเดชกล่าวข้อความร่วมมือไม่เผยแพร่ข่าวที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ รวมถึงข่าวที่เป็นการปลุกระดมหรือกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงหรือความขัดแย้งเพิ่มเติม
นิกรเดช ตอบคำถามนักข่าวว่ายืนยันว่าการประชุม JBC กับทางกัมพูชาในวันที่ 14 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ยังมีอยู่ และสถานการณ์ที่เป็นไปในทางบวกก็จะทำให้บรรยากาศในการประชุมดีขึ้น ส่วนมาตรการวีซ่าที่ทางกัมพูชาลดจาก 60 วันเหลือ 7 วัน ทางฝ่ายไทยก็ปรับลดเหลือ 7 วันเช่นเดียวกัน ส่วนจะใช้มาตรการนี้นานแค่ไหนนั้นก็ยังไม่ได้การกำหนดว่าจะถึงเมื่อไหร่เป็นเรื่องที่ยังตอบไม่ได้ ก็รอให้สถานการณ์ดีขึ้นก็คงมาคุยกันถึงเรื่องเพิ่มเวลาต่อไป แต่คงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนตอนนี้
ส่วนสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ความตึงเครียดน้อยลงเพราะเมื่อวานนี้มีการปรับกำลังกลับไปอยู่ในจุดเดิมเมื่อปี 2567 รวมถึงกลบคูเลตแล้ว แต่เขาก็คิดว่าสถานการณ์ยังอยู่ในสภาวะเปราะบางแต่จะต้องกังวลระวังหรือไม่นั้นก็คงไม่ถึงขนาดนั้น ส่วนจะถือว่าสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ 100% ก็ยังคงค่อยเป็นค่อยไป แม้จะมีสัญญาณที่ดีแล้วจากทั้ง 2 ฝ่าย
นิกรเดชตอบถึงเรื่องที่ทางฝ่ายกัมพูชายืนยันว่าจะไม่เอาพื้นที่ประสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือนโต๊ด และสามเหลี่ยมมรกตเข้าเป็นวาระการประชุมนั้น ประเด็นนี้ยังเร็วไปที่เขาจะตอบได้ เพราะตอนนี้ทั้งสองฝ่ายเริ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับวาระการประชุม แต่ทั้งสองฝ่ายก็มีสิทธิที่จะสงวนเรื่องที่พร้อมคุยและไม่พร้อมคุยขอให้รออีกหน่อยเพื่อให้ชัดเจน
ฮุนเซน-กลาโหมกัมพูชายันไม่ได้ถอนทหารเป็นการปรับ
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่มีการรายงานว่าทางกัมพูชาถอยทหารนั้นล่าสุดสื่อในกัมพูชา Khmer Times ได้รายงานถึงแถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเมื่อเวล 14.05 น.ที่ระบุว่า ทางกัมพูชาไม่ได้ถอนกำลังทหารออกจากอาณาเขตอธิปไตยของกัมพูชาแต่อย่างใด
- กองทัพกัมพูชาไม่ได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ใด ๆ ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยึดครองมายาวนาน
- การเตรียมกำลังทหารทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งฐาน การปรับกำลัง การเคลื่อนย้าย หรือการระดมพล ล้วนกระทำภายใต้อธิปไตยของประเทศโดยสมบูรณ์ และมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาเท่านั้น
- แม้ว่ากองทัพกัมพูชาจะสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี แต่ก็พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลกัมพูชาอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติจากการล่วงล้ำใด ๆ
- กองทัพกัมพูชายินดีสนับสนุนการเจรจาพรมแดนกับไทย โดยเฉพาะผ่านคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อดำเนินการปักปันเขตแดนในพื้นที่ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ทั้งนี้ไม่รวมพื้นที่ที่กัมพูชาวางแผนจะยื่นต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)
นอกจากนั้นในแถลงของทางกลาโหมกัมพูชาก็ระบุไว้ด้วยว่า ขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนใช้ข้อมูลจากแหล่งที่ชัดเจนและได้รับการตรวจสอบแล้วเท่านั้น โดยเฉพาะแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากรัฐบาลกัมพูชาและกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และน่าไว้วางใจ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการออกแถลงการณ์นี้เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น. Khmer Times ได้รายงานด้วยว่าทางกระทรวงกลาโหมแถลงด้วยว่าทางผู้บัญชาการทหารของกัมพูชาและไทยได้บรรลุข้อตกลงในการปรับตำแหน่งกำลังทหารบางจุดตามแนวชายแดนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าระหว่างกัน ซึ่งข้อตกลงเกิดจากการประชุมระหว่างผู้แทนทั้ง 2 ฝ่าย แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าทำในพื้นที่ใดบ้าง และปรับกำลังทหารจำนวนเท่าไหร่
รายงานยังระบุถึงความเห็นของ สมเด็จฮุน เซน ด้วยว่าการปรับกำลังทหารเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะที่อาจรุนแรง อีกทั้งประชาชนทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องการสันติภาพและเสถียรภาพ มีการหารือในหลายระดับตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลไปจนถึงนายทหารในภาคสนาม
“ผมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ด้วยวิธีสันติ ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรง และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน” ฮุน เซนระบุ
รมว.กต.กัมพูชา ส่งจดหมายถึง ‘มาริษ’ ขอฝ่ายไทยไปศาลโลก
จากนั้น 9.20 น. สื่อรายเดียวกันนี้ยังได้รายงานถึงหนังสือที่ ปรัค สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ทำส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย มาริษ เสงี่ยมพงษ์ เรียกร้องให้ฝ่ายไทยนำข้อพิพาทพรมแดนเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อแสดงเจตจำนงที่ใช้การเจรจาอย่างสันติ แก้ไขด้วยกฎหมาย และความสัมพันธ์อันดีในฐานะเพื่อนบ้าน
“คำตัดสินของ ICJ ที่ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศจะเป็นทางออกที่เป็นธรรม ไม่ลำเอียง และยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับเขตแดนของทั้งสองฝ่าย และที่สำคัญที่สุด คือการสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศของเรา อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของเราที่จะยึดมั่นในหลักนิติธรรม รักษาความกลมเกลียวในภูมิภาค และส่งเสริมความรุ่งเรืองร่วมกันของประชาชนของเราภายในประชาคมอาเซียน”
อย่างไรก็ตามในจดหมายดังกล่าวมีการกล่าวถึงเหตุปะทะเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมาด้วยว่าทางกองกำลังทหารฝ่ายไทยเปิดฉากยิงใส่ตำแหน่งของทหารกัมพูชาจนทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิตซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขอย่างยั่งยืนและสันติ และกลไกทวิภาคีเพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไปในการหาข้อยุติที่ครอบคลุมและถาวร
