ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ทั้งกก สาย และรวก ในพื้นที่เหนือสุดของไทย อันเกิดจากการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำตามเมืองต่างๆ ของรัฐฉานฝั่งตะวันออก ถือเป็น “ผลกระทบข้ามแดนจากพม่าสู่ไทยอันรุนแรงและโดยตรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุรัฐประหารปี ค.ศ. 2021” เพราะมีประชากรกว่า 1.2 ล้าน คน ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงรายได้รับผลกระทบทันที
ผ่านไปนานกว่าสองเดือน นอกจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลไทยได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติปกติในการขอความร่วมมือและเรียกร้องกับทางเจ้าหน้ารัฐของฝ่ายพม่าผ่านช่องทางการติดต่อทางราชการทั่วไปแล้ว แต่สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต่างตั้งตาคอยที่จะได้เห็น คือ มาตรการ “เชิงรุก” ที่บ่งชี้ว่ามีการเตรียมพร้อมเรื่องของมูลและวางแนวทางเชิงรุกอย่างเฉียบคม ด้วยความเข้าใจในคู่กรณีในพม่าอย่างถ่องแท้และครบถ้วน พร้อมยุทธศาสตร์ในการกดดันเพื่อหวังผลสูงสุดให้กับประชาชนเรือนล้านในพื้นที่
ความเข้าใจอันจำกัดในพื้นที่รัฐฉานฝั่งตะวันออก (ซีกตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน) อันเป็นพื้นที่ต้นทางของกิจกรรมเหมืองที่ปล่อยสารพิษลงแหล่งน้ำข้ามพรมแดน ส่งผลต่อการกำหนดทิศทางและแนวทางการเดินเกมเชิงรุกต่อคู่กรณีพอสมควร
ตำแหน่งที่ตั้งของเหมืองรูปแบบต่างๆ อันส่งผบกระทบก่อมลพิษให้กับคนปลายน้ำในไทย ซึ่งดูจะหนักหนาและรุนแรงที่สุด ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army/UWSA) สถานปนาอำนาจนำเอาไว้ คือ พื้นที่ชายแดนที่ติดกับจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ แม้รัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. 2008 ของพม่า ยังมิได้บัญญัติอำนาจการปกครองในพื้นที่ที่เราได้ยินทางหน้าสื่อว่า “ว้าใต้” ให้อยู่ภายใต้การจัดการของ UWSA ก็ตาม
ขณะที่เหมืองอีกจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งแม่น้ำรวก ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สภาบริหารแห่งรัฐของพม่า (State Administrative Council –SAC) มีอำนาจนำในทางปฏิบัติเพื่อจัดการ โดยมีบริษัทที่ UWSA ดำเนินกิจการอยู่
แต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันคือ กิจการเหมืองเหล่านี้ทำให้ทั้งสองฝ่าย “ต่างสมประโยชน์ซึ่งกันและกัน” การจะตัด SAC ออกจากแผนการกดดัน หรือ จะใช้ช่องทางเพื่อกดดัน UWSA เท่านั้น อาจจะทำให้การเดินเกมเชิงรุก เรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ นอกจากนั้นแล้ว เหมืองเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการทางทรัพยากรเพื่อสนองต่อระบบอุตสาหกรรมการผลิตในจีนเป็นสำคัญ การวางแนวทางกดดันเชิงรุกต่อทั้ง พม่า ว้า และ จีน จึงควรจะเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวทางเชิงรุกนี้ โดยจะต้องมีการทำงานเชิงข้อมูลในหลายระดับ อย่างละเอียดอย่างครอบคลุมเพื่อจะเข้าใจสมการในความสัมพันธ์นี้อย่างครอบคลุม
ความสัมพันธ์พิเศษของมินอ่องหล่าย กับรัฐฉานฝั่งตะวันออก และการกำเนิดอำนาจนำของ “ว้าใต้”

ภาพจากปี ค.ศ. 2018 มินอ่องหล่ายรุดเยี่ยม จ้าว กั๋ว อัน (Zhao Guo An) รองประธานของกองกำลังสหรัฐว้าในช่วงเวลา
ระหว่างการพักรักษาตัวใน รพ ที่กรุงเนิปดอว์ หลังจากเป็นลมล้มลงก่อนการประชุมกับออง ซาน ซูจี ในภาพคือ
เขากำลังเสริฟซุปรังนกเพื่อบำรุงสุขภาพให้แกนนำสหรัฐว้ารายนี้ (ที่มา : Irrawaddy)
เริ่มจากฝ่ายพม่า มินอ่องหล่าย คือ ตัวละครสำคัญ ซึ่งผู้นำทางการเมืองในฝั่งไทย ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ต่างอ้างถึงความสัมพันธ์อันดีที่มีระหว่างกันอยู่เสมอ เขามีความผูกพันใกล้ชิดกับภูมิภาคแห่งนี้ ทั้งในทางหน้าที่การงาน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และจิตวิญญาณ ในปี ค.ศ. 2002 เขาได้รับการตั้งแต่งให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพภาคสามเหลี่ยม (Triangle Regional Command) และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการขยายอำนาจของเขาในกองทัพพม่า โดยการเดินเกมประสานประโยชน์กับกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ในพื้นที่รัฐฉานฝั่งตะวันออก อย่าง UWSA และกองทัพสัมพันธมิตรชาติประชาธิปไตย (National Democracy Alliance Army – NDAA) หรือที่รู้จักกันในชื่อ กองกำลังเมืองลา สองตัวละครสำคัญที่เสริมบารมี ความมั่งคั่ง และอำนาจให้กับมิน อ่อง หล่าย จนถึงทุกวันนี้
ก่อนหน้าที่ มินอ่องหล่าย จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองทัพภาคสามเหลี่ยม รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าในนาม สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ (The State Law and Order Restoration Council -- SLORC) ได้ดำเนินแผนการหาทางสร้างความสงบเรียบร้อยกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าอย่าง NDAA และ UWSA กองกำลังชาติพันธุ์ทั้งสองกลุ่มต่างสถานปนาขึ้นในปี ค.ศ. 1989 และบรรลุข้อตกลงหยุดหยิงแบบทวิภาคีกับ SLORC ทันทีในปีเดียวกัน โดยหลังจากนั้น SLORC ก็สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงแบบทวิภาคีกับกองกำลังชาติพันธุ์กลุ่มอื่นๆ ในพื้นที่ตอนเหนือของประเทศในห้วงเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งถือเป็นการปลดล็อคภาระทางการทหารที่สำคัญ โดยทำให้ SLORC สามารถมุ่งไปที่การจัดการกับกลุ่มนักศึกษาและประชาชนในเขตเมืองที่ลุกฮือเรียกร้องประชาธิปไตยในปี ค.ศ. 1988 ซึ่งขยายพื้นที่การต่อสู้ไปสู่การจับอาวุธในเวลาต่อมา
บรรดากองกำลังชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ ที่บรรลุข้อตกลงหยุดยิงแบบทวิภาคีในช่วงเวลานั้น สามารถคงไว้ซึ่งการติดอาวุธ และยังควบคุมพื้นที่เขตอิทธิพลของตนต่อไป โดยข้อตกลงของแต่ละกลุ่มก็จะมีรายละเอียดต่างกันไป แต่สิ่งที่ทำให้การบรรลุข้อตกลงมีนัยยะสำคัญคือ การที่กองกำลังหลายกลุ่มประสบความสำเร็จในการหาประโยชน์จากการประกอบธุรกิจแบบเทาๆ ได้อย่างเสรี ทั้งทำไม้ ทำเหมือง ตั้งด่านเก็บภาษีจากสินค้าผ่านแดน จนไปถึงธุรกิจผิดฏหมายอย่าง ค้ายาเสพติด
ขิ่นยุ้นต์ ผู้นำทหารพม่าคนสำคัญในขณะนั้น ในฐานะหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของกองทัพ ถือว่าเป็นมันสมองสำคัญของการวางยุทธศาสตร์ประสานประโยชน์ในการจัดทำข้อตกลงหยุดยิงแบบทวิภาคี ความสำเร็จในครั้งนั้นคือจุดเริ่มต้นของการแสวงหาผลประโยชน์ระหว่างนายทหารในเครือข่ายงานข่าวกรองกับกองกำลังชาติพันธุ์ในพื้นที่ดังกล่าว กรณีของ NDAA และ UWSA ที่ครอบครองพื้นที่ติดกับชายแดนจีนในรัฐฉานฝั่งตะวันออก มีความก้าวหน้าในทางความสัมพันธ์กับ SLORC มากกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UWSA
ข้อตกลงหยุดยิงแบบทวิภาคีทำให้ UWSA กอบโกยรายได้จากการประกอบธุรกิจผิดฏหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งยาเสพติดจำนวนมหาศาล SLORC ร่วมมือกับ UWSA ขจัดอิทธิพลของกองทัพเมืองไต (Muang Tai Army –MTA) ของขุนส่า ราชายาเสพติดในขณะนั้น MTA ได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1996 โดย UWSA เข้ายึดพื้นที่สำคัญตามแนวชายแดนพม่ากับภาคเหนือของไทยแทนที่ MTA การเคลื่อนพลบางส่วนลงมาในครั้งนั้น UWSA มี เหว่ย เซียะ กัง (Wei Hsueh-kang) รับหน้าที่เป็นแกน ซึ่งสังคมไทยจะคุ้นเคยกับชื่อนี้เป็นอย่างดี ในฐานะราชายาเสพติด
ในทางกลับกัน การได้รับตั้งแต่งให้มาปฏิบัติภารกิจในรัฐฉาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกองทัพภาคสามเหลี่ยม เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจนายทหารในกองทัพพม่าอย่างยิ่ง ตำเหน่งประจำการในรัฐฉานฝั่งตะวันออกในทางก็ไม่ต่างอะไรกับ “ตั๋วช้าง” ที่ความต้องการกับผลตอบแทนสูงจนบรรจบกัน นายทหารระดับสูงของกองทัพพม่ายังสามารถวางฐานอำนาจของตนเพื่อเข้าถึงทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยการจัดตั้งกองกำลังทหารบ้าน หรือ ปยีตู่จิ้ต (Pyithusit) เพื่อเป็นตัวแทนในการกอบโกยผลประโยชน์จากธุรกิจเทาๆ ที่นายทหารเหล่านี้ไม่อาจจะออกหน้าได้โดยตรง กล่าวกันว่า รัฐฉานคือ ดินแดนที่มีจำนวนกลุ่มทหารบ้านที่จัดตั้งโดยนายทหารระดับสูงของกองทัพมากที่สุดในพม่า
ในช่วงหลังรัฐประหาร มินอ่องหล่าย ไม่สามารถเดินทางไปในหลายพื้นที่ของประเทศ แต่สำหรับรัฐฉานฝั่งตะวันออกนั้น ปลอดภัยสำหรับเขาเสมอ เขาเดินทางมาเยือนทุกปีอย่างสม่ำเสมอ และผู้นำสูงสุดของ UWSA ก็ยังส่งคำเชิญให้เขาไปเยือนดินแดนว้าอยู่เสมอ
ระหว่างวันที่ 24-25 พ.ค. เขาเยือนเชียงตุง อันเป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการกองทัพภาคสามเหลี่ยม เพื่อภารกิจต่างๆ ทั้งตอนรับผู้นำระดับสูงของ NDAA มีการหารือความร่วมมือด้านต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ และการสร้างสเถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการลำเลียงอาวุธให้กับกลุ่มต่อต้าน ซึ่งฝ่ายมินอ่องหล่าย ไม่สบายใจ และการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน นอกจากนั้นเขายังไปเป็นประธานในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เสริมดวงชะตา ณ วัดพุทธอูหยิ่น โดยมีหลวงพ่อกอวิตะ เกจิอาจารย์ชื่อดังผู้เป็นที่ปรึกษาทางโหราศาสตร์ให้กับมิน อ่อง หล่าย ซึ่งสนิทสนมกันมานานกว่า 20 ปี เป็นผู้ประกอบพิธีเสริมดวงยกฉัตรขึ้นสู่ยอดเจดีย์
หลังจากการเยือนไม่นาน สื่อในพม่าก็รายงานข่าวว่าทั้ง UWSA และ NDAA ได้ร่วมสมทบทุนกับบรรดาเครือข่ายนักธุรกิจที่ใกล้ชิดกับกองทัพพม่า เพื่อฟื้นฟูอาคารที่พักอาศัยของข้านราชการภายใต้ SAC ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผนดินไหวที่ผ่านมา มูลค่ารวมกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ น้ำใจจาก UWSA และ NDAA ที่ส่งมายังมิน อ่อง หล่าย นั้น ลึกซึ้งและแนบแน่นมากกว่าตัวเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่ผู้นำสูงสุดของกองทัพพม่า ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากมากกว่า อดีตผู้นำคนอื่นๆ ของกองทัพพม่าก่อนหน้านี้
ว้า กับ การร่วมจัดการพื้นที่อิทธิพลร่วมกับกองทัพพม่า

แผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งของรัฐฉานฝั่งตะวันออก ซึ่งมีพรมแดนติดกับจีน ลาว และไทย มีเขตปกครองตนเองของทั้ง UWSA และ NDAA อยู่ด้านบนติดชายแดนจีนและลาว และพื้นที่ที่ UWSA สถาปนาอำนาจนำติดกับชายแดนไทย (ที่มา: Irrawaddy)
เวลาเราพูดถึงพื้นที่อิทธิพลของกองกำลังชนกลุ่มน้อยในพม่า หลายครั้งไม่ได้มีการอธิบายกันละเอียดว่า กลุ่มต่างๆ จัดการพื้นที่อย่างไร มีอำนาจเต็มเพื่อจัดระเบียบการปกครองหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วมันเป็นการยึดครองพื้นที่เป็นส่วนๆ ไม่รวมเป็นแผ่นดินเดียวกัน แต่มีฐานทัพของกองทัพพม่า หรือ กองกำลังอื่นๆ คั่นอยู่
แต่ในดินแดนรัฐฉานตะวันออก UWSA และ NDAA มีสถานะและอำนาจการควบคุมพื้นที่ที่ต่างไป เพราะกองกำลังทั้งสอง สามารถจัดระเบียบการปักปันเขตแดน (demarcation) ชัดเจนและใช้อำนาจของตนปกครองดินแดนนั้นอย่างสมบูรณ์
ในกรณีของ UWSA ดินแดนของพวกเขาได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 2008 ของพม่าว่าเป็น “เขตบริหารจัดการตนเองว้า” (Wa Self-Administered Division) ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐฉาน มีชายแดนติดกับจีน เดิมทีนั้นทางการพม่าใช้ชื่อทางการว่า “ภูมิภาคพิเศษแห่งรัฐฉานที่ 2” (Shan State Special Region No.2) เป็นที่ทราบกันดีว่าดินแดนแห่งนี้ไม่มีอำนาจรัฐพม่าแทรกซึมเข้าไป
แต่ในพื้นที่ด้านใต้ของรัฐฉานฝั่งตะวันออก หรือ “ว้าใต้” นั้น ยังไม่มีการรับรองสถานะในรัฐธรรมนูญตามที่กล่าวไปข้างต้น อีกทั้งยังปรากฏการมีอยู่ฐานปฏิบัติการทางทหารของกองทัพพม่าด้วยเช่นกัน ซึ่งฐานเหล่านี้ก็มีปัญหาการปักปันเขตแดนที่ยังไม่แล้วเสร็จกับไทย ด้วยการยึดถือแผนที่คนละฉบับ
ในทางปฏิบัติ ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า UWSA สามารถสถาปนาอำนาจนำเหนือกองกำลังกลุ่มอื่นๆ ในอาณาบริเวณดังกล่าว ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร ซึ่งแม้แต่กองทัพพม่าเอง ก็ยังหลีกทางให้อำนาจนำดังกล่าว โดยทั้งสองเลือกที่จะแบ่งประโยชน์ตอบแทนซึ่งกันและกัน นอกจากผลประโยชน์จากการค้ายาเสพติดแล้ว UWSA ยังบริหารจัดการพื้นที่ในส่วนนี้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจรูปแบบอื่น สวนยางพารา ไร่ข้าวโพด และเหมืองแร่ประเภทต่างๆ ซึ่งกำลังสร้างปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำให้กับไทย
ด้วยลักษณะอันคลุมเครือเช่นนี้ ทั้งสองฝ่ายก็มักจะใช้เป็นช่องโหว่ในการเบี่ยงเบนที่จะทำตามข้อเรียกร้องจากไทยในหลายกรณี เช่น ไทยเรียกร้องกับกองทัพพม่าผ่านกลไกความร่วมมือทวิภาคี ให้ช่วยเจรจากับ UWSA เพื่อรื้อถอนฐานปฏิบัติการ ณ ขอบชายแดนไทยออกไป โดยมีการเรียกร้องหลายครั้งในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เกิดผลใดๆ ในทาง ขณะที่การเรียกร้องไปยัง UWSA ในวาระอย่างไม่เป็นทางการ ก็จะถูกบ่ายเบี่ยงว่า อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่แกนนำในเมืองปางซาง โดยรวมแล้ว มันเป็นไปในลักษณะของ “โยนกันไปโยนกันมา” อย่างที่ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมืองเคยได้ปรารภไว้
สิ่งที่น่าวิตกกังวลคือ นับตั้งแต่หลังรัฐประหารเป็นต้นมา การแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรทางธรรมชาติต่างๆ ด้วยการขยายพื้นที่ทำเหมือง และแปลงเกษตรขนาดใหญ่เป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็วมากขึ้น ขาดการกำกับและควบคุมด้วยกลไกทางกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก จนเกิดการอพยพย้ายถิ่นของผู้คน และผลกระทบรุนแรงในทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
อาณาจักรทางธุรกิจกับการขยายตัวของอิทธิพล
UWSA เป็นกองกำลังติดอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในพม่า ทั้งกำลังทหารกว่า 30,000 นาย และการครอบครองอาวุธแสนยานุภาพสูง เช่น จรวดต่อสู้อกาศยาน เป็นต้น
ในแง่ของการขยายตัวทางธุรกิจเพื่อฟอกเงินจากการค้ายาเสพติด UWSA ได้ก่อตั้งหงปัง กรุ๊ป ขึ้นมาในปี ค.ศ 1998 ณ เมืองปางซาง เมืองหลวงของ “เขตบริหารจัดการตนเองว้า” ศูนย์กลางทางอำนาจในดินแดนฝั่งเหนือที่ติดกับชายแดนจีน โดยเข้าไปลงทุนในกิจการอันหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจเหมือง ธุรกิจก่อสร้าง อัญมณี เชื้อเพลิง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสายการบิน โดยมีการตั้งสำนักงานและบริษัทในเมืองสำคัญๆ ทั่วพม่า จนกลายเป็นอาณาจักรทางธุรกิจที่ทรงอิทธิพลแห่งหนึ่งของประเทศ ในแง่นี้ความสัมพันธ์ระหว่างนายทหารระดับสูงในกองทัพพม่ากับ UWSA จึงพัฒนาไปตามการขยายตัวทางธุรกิจภายใต้การนำของหงปัง กรุ๊ป ทั้งเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นร่วม ให้เอาชื่อไปใช้เป็นใบเบิกทางเพื่อลงทุน หรือจะเป็นการร่วมจัดตั้งนอมินีเพื่อขยายการลงทุน
พัฒนาการที่กล่าวมาข้างต้นจึงสามารถที่จะบ่งชี้ได้ว่า หากใครขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจสุงสุดในพื้นที่รัฐฉานฝั่งตะวันออก ในฐานะผู้บัญชาการกองทัพภาคสามเหลี่ยม ก็จะตั้งรักษาการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันกับ UWSA เอาไว้
ในปี ค.ศ. 2008 กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา โดยสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (Office of Foreign Assets Control--OFAC) ประกาศขึ้นบัญชีดำกับบุคคลและบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวกับ เหว่ย เซียะ กัง และ UWSA ในฐานะผู้ค้ายาเสพติดที่ถูกกำหนดโดยเฉพาะ (Specially Designated Narcotics Traffickers)
โดยเป็นกลุ่มบุคคลรวม 26 ราย และบริษัทรวม 17 แห่ง อันเป็นบริษัทลูกของหงปัง กรุ๊ป อาทิเช่น Hongpang Mining Co.Ltd., Hongpang Gems and Jewelyco. Ltd, Tet Kham Co.Ltd. , Tet Kham Gems Co. Ltd. เป็นต้น ซึ่งบริษัทเหล่านี้จดทะเบียนประกอบธุรกิจในพม่า ไทย ฮ่องกง และสิงคโปร์
จนในปี ค.ศ. 2012 หงปัง กรุ๊ป ในฐานะบริษัทแม่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ธอดา วิน จำกัด แต่คำว่า หงปัง ก็ยังปรากฏอยู่ในนามของบริษัทลูกที่ลงทุนในพื้นที่รัฐฉาน
ปัจจัยเรื่องภาวะ “ไร้การสู้รบ” ในพื้นที่ และการเป็นทองแผ่นเดียวกันกับกองทัพพม่า ทำให้ UWSA และเครื่องจักรทางธุรกิจสามารถขยายอำนาจนำและอิทธิพลของตนไปได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง
ประกอบกับลักษณะพื้นที่ที่ด้านตะวันออกของตน ติดกับจีน ซึ่งสามารถดำเนินธุรกิจเพื่อความมั่งคั่งจากการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติอย่าง ดีบุก และแร่ประเภทอื่นๆ ได้อย่างเป็นทางการ ด้านใต้ติดกับไทย ซึ่งสามารถส่งออกสิ่งผิดกฏหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาเสพติดผ่านช่องทางไม่เป็นทางการ ตามแนวชายแดนภาคเหนือของไทย และบางส่วนทะลักไปยังชายแดนที่กองทัพพม่าดูฝั่งที่ติดกับลาว ส่วนทางเหนือติดกับ เขตปกครองตนเองของชาวโกก้าง (Kokang Self-Administrated Zone—Kokang SAZ) ซึ่งปัจจุบัน กองทัพสัมพันธมิตรชาติประชาธิปไตยเมียนมา (Myanmar National Democratic Alliance Army – MNDAA) หรือ กองทัพชาวโกก้าง เป็นผู้ปกครองพื้นที่ และพื้นที่ยึดครองของกองกำลังติดอาวุธกลุ่มอื่นๆ ที่ยังคงรักษาความเป็นพันธมิตรอย่างแนบแน่นภายใต้โครงสร้าง คณะกรรมการเจรจาและปรึกษาหารือทางการเมืองระดับสหพันธ์ (Federal Political Negotiation and Consultative Committee--FPNCC) โดย UWSA ได้ประโยชน์จากการขายอาวุธและการลงทุนเพื่อจัดการทรัพยการธรรมชาติ รวมไปถึงการจัดระเบียบเพื่อสร้างพื้นที่ไร้การสู้รับกับกลุ่มต่างๆ ๆ เหล่านี้
ว้า ฐานะผู้ทรงอิทธิพลในกิจการเหมือง
สมาคมแร่ดีบุกระหว่างประเทศ เคยคำนวณไว้ในปี ค.ศ. 2022 จำนวนการผลิตแร่ดีบุกราว 40,000 เมตริกตัน ในพม่านั้นมาจากเหมืองมานหม่อ หรือ บ้านหม่อ ในภาษาไต ในเขตปกครองของ UWSA กว่า 70 % ซึ่งหากคิดในแง่จำนวน UWSA คือผู้ผลิตดีบุกอันดับสามของโลก รองจากจีนและอินโดนีเซีย
โดยมีจีนเป็นผู้นำเข้าสำคัญ ทั้งนี้บรรดาบริษัทแบรนด์ดังของโลกมากกว่า 500 บริษัท ที่ลงทุนในจีน ต่างอิงอยู่กับวัตถุดิบนี้จากแหล่งผลิตที่ UWSA ครอบครอง
เหมืองมานหม่อ กลายเป็นที่สนใจของตลาดโลกเพราะการปิดชั่วคราวระหว่างเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2023 – มกราคม ค.ศ. 2024 ส่งผลกระทบต่อราคาดีบุกของโลกในช่วงนั้น ด้วยจำนวนการผลิตที่มากและคุณภาพที่ดี ซึ่งเหมืองมานหม่อนี้ ก็เพิ่งจะเริ่มต้นการดำเนินการเมื่อปี ค.ศ. 2013 โดยกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการดึงดูดการลงทุนจากจีนอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่ง UWSA สามารถเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญให้กับจีนเพื่อทะลุทะลวงเข้าไปลงทุนในกิจการเหมืองในพื้นที่อื่นๆ ของพม่า ที่ครอบครองโดยกลุ่มที่มีความสัมพันธ์อันดีกับ UWSA เหมืองแร่อื่นๆ ทั้งทอง แมงกานีส และ แร่หายาก จึงขยายตัวอย่างมากในระยะหลังมานี้
ที่กล่าวมายืดยาวนี้ ก็เพื่อจะอธิบายว่า การสังเคราะห์ข้อมูลของ “คู่กรณี” ในมิติต่างๆ เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยจากหน่วยงานต่างๆ น่าจะประสานงานระหว่างกันอย่างด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเรื่องของบริษัทที่ลงทุนในพื้นที่ที่สร้างมลพิษดังกล่าว และเชื่อมโยงไปยังผู้ถือหุ้น และลักษณะการเข้าไปประกอบการว่า มีใครเกี่ยวข้องในระดับใด ความสัมพันธ์และเชื่อมโยงในหลากมิติ ที่ UWSA สามารถมีอำนาจต่อรองกับทั้งต่อ ผู้นำระดับสูงในกองทัพพม่า และจีนได้ จึงเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลในการแก้โจทย์นี้ด้วยการลงทุนเชิงข้อมูลและการข่าว ที่ต้องมากกว่า งานข่าวกรองทางความมั่นคงปกติ ข้าพเจ้าหวังใจว่า รัฐบาลไทยจะแก้ปัญหานี้ให้กับพลเมืองของตนอย่างจริงจังเร่งด่วน และจะใส่ใจกับปัญหามากกว่า ผู้ปกครองในดินแดนไต อันเป็นที่รักของข้าพเจ้า
เอกสารอ้างอิง
- Yadaya: How Myanmar’s Junta Boss Hopes to Hex His Way to Presidency, https://www.irrawaddy.com/news/burma/yadaya-how-myanmars-junta-boss-hopes-to-hex-his-way-to-presidency.html
- Myanmar junta’s capital reconstruction funded by Wa army, Mongla armed group as well as cronies, https://myanmar-now.org/en/news/myanmar-juntas-capital-reconstruction-funded-by-wa-army-mongla-armed-group-as-well-as-cronies/
- O’ Northern Road: Subcontracting Sovereignty, https://ispmyanmar.com/op-24/
- Myanmar Junta Boss Seeks to Block Flow of Arms Through Mong La, https://www.irrawaddy.com/news/ethnic-issues/myanmar-junta-boss-seeks-to-block-flow-of-arms-through-mong-la.html
- นํ้าท่วมเชียงรายและภาวะไร้พรมแดนที่ยังไร้ทางออก, https://prachatai.com/journal/2024/10/110933
- Treasury Action Targets Burmese Drug Cartel, https://home.treasury.gov/news/press-releases/hp1268
7.Myanmar's Wa State Army keeps global tin market guessing, https://www.reuters.com/markets/commodities/myanmars-wa-state-army-keeps-global-tin-market-guessing-2024-01-10/
8. Wa State Aims to Boost Economy Through Chinese Projects, https://www.irrawaddy.com/news/ethnic-issues/wa-state-aims-to-boost-economy-through-chinese-projects.html#google_vignette
