Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและคณะ หารือกับ มานวินข่ายตัน นายกรัฐมนตรีรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ซึ่งเป็นรัฐบาลฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร ช่วงเช้าวันที่ 18 เม.ย. นี้ ที่มา: Facebook Anwar Ibrahim

การเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ช่วงหลังสงกรานต์ที่ผ่านมา เพื่อหารือประเด็นต่างๆกับรัฐบาลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสงครามกลางเมืองในพม่า สร้างความตื่นตัวต่อสาธารณะเป็นอย่างยิ่ง มีการส่งสัญญาณทางการเมืองที่น่าสนใจ แม้บางประเด็นยังเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ มีการเชิญหัวหน้าคณะรัฐประหารของพม่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย มาเข้าร่วมหารือโดยไม่มีการบันทึกภาพการประชุม แต่ขณะเดียวกันได้มีการเผยแพร่ภาพการประชุมออนไลน์ระหว่างผู้นำมาเลเซียกับตัวแทนของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government--NUG) ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณที่สำคัญกับฝ่ายต่อต้าน ที่การปฏิสัมพันธ์กับตัวแทนรัฐบาลของประเทศในอาเซียนได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะ และจะเกิดการพูดคุยที่ใกล้ชิดและขยายไปสู่ประเด็นต่างๆ มากขึ้น

หลังการประชุมอันวาร์ได้กล่าวอ้างถึงท่าทีของมิน อ่อง หล่าย ว่ามีความมุ่งมั่นที่จะร่วมแก้ไขปัญหา ทั้งการยุติสงคราม และการขยายเวลาหยุดยิงเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว

แต่ความมุ่งมั่นที่ปรากฏเป็นจริง คือสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง มันคือความมุ่งมั่นเพื่อก่อสงครามกับประชาชนต่อไป จะพูดให้ตรงประเด็นคือ การหยุดยิงของฝ่ายกองทัพพม่า มันไม่เป็นจริงตั้งแต่ต้น

โฆษณา - Advertising

ผู้หนีภัยการโจมตีทางอากาศ จากรัฐกะเหรี่ยง 215 ราย หนีเข้าพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวฯ บริเวณสำนักสงฆ์ห้วยปลากอง ต.ขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก กลางดึกวันที่ 18 เม.ย. 2568 (ที่มา: แฟ้มภาพ/สำนักข่าวไทย)

นับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหว การโจมตีทางอากาศของฝ่ายกองทัพพม่ายังคงดำเนินต่อไป และหลังจากอันวาร์กลับไปแล้วเพียง 1 วัน กองทัพพม่าก็ยังเปิดการโจมตีทางอากาศยิงถล่มพื้นที่ในหลายเมือง ในภูมิภาคมัณฑะเลย์ โดยมีพลเรือนเสียชีวิตกว่า 13 ศพ อาคารสถานที่หลายแห่งถูกยิงถล่ม ซ้ำเติมความเสียหายที่เกิดจากแผ่นดินไหวไปก่อนหน้านี้ สื่อมวลชนในพม่ารายงานว่า นับตั้งแต่การประกาศหยุดยิงเมื่อวันที่ 2 เมษายน ภายหลังภัยพิบัติแผ่นดินไหว กองทัพพม่าได้มีการโจมตีทางอากาศและการโจมตีด้วยปืนใหญ่รวมกันแล้วกว่า 120 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 12 ภูมิภาค จากทั้งหมด 15 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมุ่งหมายชีวิตพลเรือนเป็นสำคัญ ผลก็คือ มีผู้เสียชีวิตรวมกันกว่า 81 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 120 คน

จะเห็นได้ว่า แค่เริ่มต้น ความพยายามของผู้นำมาเลเซียก็ดูเหมือนจะเริ่มไม่ตรงจุด ห้วงเวลาที่จำกัดเพียงหนึ่งปีของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ คือ ข้อจำกัดเดียวกันกับชาติอื่นๆ ที่วนกันเข้ามาเป็นประธานอาเซียนตามลำดับตัวอักษรในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาสงครามกลางเมืองในพม่า ทำให้ภารกิจของประธานอาเซียนนับตั้งแต่ ปี ค.ศ. 2021 ดูจะยุ่งยาก ซับซ้อน และกลายเป็นหนึ่งปีที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีอะไรคืบหน้า และไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

หรือเอาเข้าจริงแล้ว มาเลเซียควรจะตั้งหลักใหม่และพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า หากแต่ละชาติมีเวลา 1 ปีในฐานะประธานอาเซียน อะไรคือ หลักการพื้นฐานสำคัญ และกรอบการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และประเด็นเบิกทางเข้าสู่การแก้ไขปัญหาควรเป็นเรื่องอะไร ที่จะสามารถดึงจุดร่วมระหว่างสมาชิกอาเซียนเพื่อสนับสนุนการทำงานของประธานอาเซียน และสามารถที่จะประครองการแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้

โฆษณา - Advertising

คำถามแรก ว่าด้วยหลักการพื้นฐานสำคัญเกี่ยวกับ ฉันทามติอาเซียน 5 ข้อ ได้แก่“1. ยุติความรุนแรงทันที 2.สร้างกระบวนการเจรจาพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาโดยสันติวิธี 3.ทูตพิเศษของประธานอาเซียนจะทำหน้าที่ประสานงานอำนวยความสะดวกให้กับกระบวนการพูดคุยเจรจา โดยมีเลขาธิการอาเซียนสนับสนุน 4. อาเซียนจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน และ 5. ทูตพิเศษและคณะทำงานจะเดินทางไปเมียนมาเพื่อพบกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง” ถือเป็นใจความสำคัญ

คำถามคือ ฉันทามติอาเซียน 5 ข้อ ยังใช้การได้หรือไม่ และ ยังเท่าทันต่อสถานการณ์ภายในพม่ามากน้อยเพียงใด

ต้องยอมรับว่า เมื่อมีการตั้งโจทย์ที่จะสร้างฉันทามติ 5 ข้อในตอนนั้น มันเกิดขึ้นจากการประเมินว่า ฝ่ายกองทัพพม่า คือ ศูนย์กลางของการแก้ไขปัญหา และ "จะไม่มีวันแพ้หรือถดถอย" ในภาวะสงครามการเมือง และถูกเชื่อว่า ปัญหาจะยืดเยื้อไม่นาน เพราะจะสามารถมีการเจรจา และกลับคืนสู่ประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งอีกครั้ง แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป ฉันทามติ 5 ข้อ ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถสร้างความคืบหน้าใดๆ และออกไปทางใช้การไม่ได้มากเสียกว่า ด้วยเหตุว่า กองทัพพม่าเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำและสูญเสียการปกครองในพื้นที่ต่างๆ ไปมากกว่าครึ่ง โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณชายแดนที่สูญเสียให้กับกองกำลังชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ

ซ้ำร้าย กองทัพพม่าในฐานะฝ่ายก่อรัฐประหารได้ขยับสถานะของตนไปสู่การเป็นอาชญากรสงครามต่อประชาชนของตัวเองอย่างเต็มตัว กองทัพพม่าเคยถูกมองว่ามีสถานะได้เปรียบกว่าตัวละครการเมืองอื่นในประเทศ ในฐานะที่ยึดการปกครองประเทศมายาวนานและมีความเป็นสถานบันทางการเมืองและทางการปกครองมากที่สุด แต่ ณ ปัจจุบัน ประชาชนในประเทศมองว่า นี่คือ สถาบันที่ไร้ความชอบธรรมมากที่สุด

นอกจากนั้นแล้ว หลายฝ่ายก็ไม่ได้ตั้งคำถามอย่างหนักแน่นเพียงพอต่อฉันทามติ 5 ข้อ ที่ได้ถูกนำเสนอออกมาในครั้งแรก ว่า อาเซียนจะสามารถสร้างความเป็นไปได้ตามสภาพความเป็นจริงอย่างไร ประเด็นเรื่องความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม อันเป็น 1 ใน 5  ข้อ ดูเหมือนจะเป็นความพยายามที่มีความเคลื่อนไหวอันเป็นที่ปรากฏมากที่สุด ในอดีต อาเซียนมีเรื่องราวที่น่าจดจำในภารกิจความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมในพม่า เมื่อคราวพายุไซโคลนนาร์กิส แต่เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ปรากฏหลังรัฐประหารในแง่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมโดยศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน ก็จะพบว่า ยังไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้ โดยพื้นฐานแล้ว ศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน มีความเชี่ยวชาญในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ใช่ในสถานการณ์การสู้รบ ดังนั้นบททดสอบในกรณีพม่าที่ถือว่า เป็นสงครามการเมืองที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนสูง จะท้าทายเกินกว่าที่ศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียนจะใช้แนวทางการประสานผ่านกลไกรัฐตามปกติได้

โฆษณา - Advertising

โดยรวมแล้วฉันทามติทั้ง 5 ข้อ ถูกมองว่า มันถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์แบบเร่งด่วนเพื่อทำให้เห็นว่า อาเซียนได้มีแนวทางบางอย่างเพื่อจัดการปัญหาในพม่า โดยไม่ได้สะท้อนความสามารถที่เป็นไปได้ของอาเซียน

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ ก่อนหน้าการนำเสนอฉันทามติ 5 ข้อ นั้น รัฐมนตรีต่างประเทศของ 4 ชาติอาเซียน ประกอบไปได้ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เดินทางไปพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ณ มณฑลฟูเจี้ยน ในช่วงต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 2021 โดยเป็นการประชุมแบบตัวต่อตัวสี่ครั้งกับรัฐมนตรีทั้งสี่ท่าน ซึ่งวาระการประชุมก็คือเรื่องปัญหาการเมืองในพม่าเป็นสำคัญ และหลังจากนั้นถึงจะเกิดเป็นการประชุมนัดพิเศษที่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาการเมืองในพม่า โดยมีฉันทามติ 5 ข้อ ถือกำเนิดขึ้น

โดยทั้ง 5 ข้อ ไม่มีข้อใดที่จะขัดแย้งต่อผลประโยชน์ของจีนในพม่า และหลังจากนั้นจีนเองก็สามารถทะลุทะลวงเข้าไปความขัดแย้งทางการเมืองของพม่าเพื่อจัดระเบียบภูมิทัศน์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างคู่ขัดแย้งใหม่ อีกทั้งยังสามารถเดินหน้าสานต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนในพม่าได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่รัฐฉาน ขณะที่อาเซียนกลับถูกฉันทามติ 5 ข้อ ที่ตัวเองดำริขึ้น กลายเป็นพันธการที่สร้างข้อจำกัดในการคลี่คลายปัญหาการเมืองในพม่า และไม่สามารถหลุดจากกรอบนั้นได้

ดังนั้นการที่มาเลเซียไม่เริ่มต้นทบทวนฉันทามติ 5 ข้อ จึงนับว่าเป็นการสูญเสียโอกาสเพื่อตั้งต้นการแก้ปัญหาให้ตรงจุดและเป็นระบบ เพราะปัญหาการเมืองในพม่าต้องการแนวทางระยะยาว ไม่ใช่การสนองตอบต่อปัญหาแบบปฏิกิริยา

โฆษณา - Advertising

คำถามที่สอง คือ อาเซียนควรจะวางแนวทางและบทบาทของประธานอาเซียนและทูตพิเศษอาเซียนในพม่าในระยะยาวอย่างไร ที่ผ่านมา แม้จะมีการประสานงานกันระหว่างทูตพิเศษที่เพิ่งหมดวาระ ทูตพิเศษปัจจุบัน และทูตพิเศษที่จะเข้ารับตำแหน่งในอนาคต แต่แนวนโยบายต่างประเทศ ลักษณะแนวปฏิบัติเชิงนโยบาย ผลประโยชน์แห่งชาติ และจุดยืนทางการเมืองของประธานอาเซียนแต่ละชาติ ก็ทรงอิทธิพลมากกว่า ในการกำหนดทิศทางของการแก้ไขปัญหา

มาเลเซียในฐานะชาติอาเซียนที่มีประสบการณ์ด้านการต่างประเทศเพื่อการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองของชาติในอาเซียนมากที่สุด น่าจะใช้โอกาสนี้สร้างบรรทัดฐานใหม่และแนวปฏิบัติให้กับอาเซียนเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาสงครามกลางเมืองในพม่า และฟื้นฟูระเบียบทางการเมืองและรูปแบบการปกครองที่ประชาชนยอมรับ เช่น บทบาทนำในInternational Monitoring Team (IMT) ระหว่างปี ค.ศ. 2004 – 2022 เพื่อยุติการสู้รบและสร้างกระบวนการสันติภาพบนเกาะมินดาเนาของฟิลิปปินส์ มีการออกแบบตำแหน่งและสัดส่วนความเชี่ยวชาญของผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นระบบ ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจและพลเรือน ซึ่งเข้าไปอยู่ในกรอบและแนวปฏิบัติทางการทูตอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้ว มาเลเซียสามารถส่งเสริมบทบาทของไทย ในฐานะประเทศหน้าด่านหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาในพม่า ไทยเองที่มีความใกล้ชิดกับพม่ามากที่สุดในทุกๆ องคาพยพ สามารถที่จะเป็นหลักให้อาเซียนในการวางแนวทางแก้ปัญหาทางการเมืองระยะยาวในพม่า แม้ว่าประธานอาเซียนจะเปลี่ยนไปทุกปี ด้วยศักยภาพที่มีของภาคส่วนต่างๆ

คำถามที่สาม การแสวงหาจุดร่วมของชาติอาเซียนต่อปัญหาในพม่าเพื่อสร้างศักยภาพในการแก้ไขปัญหา พม่าในฐานะชาติสมาชิกหน้าใหม่ของอาเซียนเมื่อกว่าสองทศวรรษที่แล้ว ได้สร้างบทดสอบครั้งสำคัญต่ออาเซียนในการนิยามสิ่งที่เรียกว่า Constructive Engagement

โฆษณา - Advertising

เมืองใหม่ชเวก๊กโก่ รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ภาพถ่ายปี 2566 ที่มา: ประชาไท/แฟ้มภาพ

ก่อนหน้ารัฐประหารปี ค.ศ. 2021 ปัญหาการเมืองภายในรวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของพม่า อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์สาธารณะ และความรู้สึกโดยรวมของพลเมืองในชาติสมาชิกอาเซียนมากนัก (ในคำอธิบายนี้  ยกเว้นไทย ซึ่งถือว่าเป็นชาติสมาชิกที่สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ในพม่าได้อย่างชัดเจน ด้วยพรมแดนที่ติดกับพม่ากว่า 2,401 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญทางเศรษฐกิจของขนาดของชุมชนแรงงานพม่าในไทย ปัญหาผู้ลี้ภัย ปัญหายาเสพติดข้ามแดน และอื่นๆ)

แต่หลังรัฐประหารเป็นต้นมา ปัญหาค้ามนุษย์ และแก๊งคอล เซ็นเตอร์ ในฐานะอาชญากรรมข้ามชาติโดยเครือข่ายชาวจีนที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินแดนที่ "ไร้ขื่อแป" ตามพื้นที่ชายแดนของพม่า ได้ส่งผลกระทบโดยตรงอย่างมหาศาลต่อพลเมืองหลายประเทศในโลก รวมทั้งประเทศในอาเซียน อาทิ เช่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เป็นต้น เจ้าหน้าที่สถานทูตของหลายชาติสมาชิกอาเซียนที่ตั้งอยู่ในไทย ซึ่งมีความรับผิดชอบดูแลสวัสดิภาพพลเมืองของตน ต้องแบกรับภาระงานช่วยเหลือพลเมืองของตนที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในพื้นที่ไร้ขื่อแปตามแนวชายแดนพม่า-ไทย มากขึ้นเป็นทวีคูณ

มันไม่ใช่แค่ความสูญเสียที่เกิดกับพลเมืองของชาติเหล่านี้ในฐานะเหยื่อการค้ามนุษย์ในพื้นที่ดังกล่าว แต่ยังเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่พลเมืองชาติต่างๆ ถูกหลอกให้เสียทรัพย์ไปเป็นจำนวนมาก หากดูตามข้อมูลย้อนหลัง เหยื่อการค้ามนุษย์ชาวมาเลเซีย เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ร้องขอความช่วยเหลือจากทางการไทย เพื่อออกจากอาณาจักรแก๊งคอลเซนเตอร์ในเมืองเมียวดี หนึ่งในพื้นที่ปฏิบัติการของแก๊งเหล่านี้

ข้อมูลจาก The Global Anti-Scam Alliance (GASA) ชี้ว่า ในรอบปี ค.ศ.  2024 ความสูญเสียทางเศรษฐกิจของมาเลเซียจากการที่พลเมืองของตนถูกหลอกโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีมูลค่าสูงถึง 12,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ราว 420,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3 % ของ GDP โดยที่พลเมืองราว 74% เคยประสบพบเจอกับการเข้ามาหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกๆ เดือน หากเราเอาตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจอันเกิดจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่อชาติต่างๆ ในอาเซียนมากางดู ก็จะพบว่าต่างตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน

พื้นที่ซึ่งแก๊งคอลเซนเตอร์โดยทุนจีนเข้าไปแสวงหาประโยชน์ ต่างเป็นพื้นที่เขตปกครองของกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพพม่า อาศัยบางกลไกทางการบริหารของรัฐบาลกลางพม่าในการจัดการ หรืออยู่ในสถานภาพที่เกื้อกูลประโยชน์ต่อกัน และต่างไม่ได้ร่วมอยู่ในการเคลื่อนไหวต่อต้านกองทัพพม่าทั้งสิ้น

ปัญหาดังกล่าวสะท้อนว่า สงครามการเมืองได้ลดทอนความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายกองทัพพม่า พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่หาประโยชน์ โดยไม่ได้คำนึงถึงสวัสดิประชาชน ธรรมาภิบาล และความมีขื่อมีแปของบ้านเป็นสำคัญ มันได้กลายเป็นพื้นที่เป้าหมายของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ โดยที่อำนาจรัฐจากการทำรัฐประหารของกองทัพพม่าไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อธำรงไว้เพื่อการรักษากฎหมายและจริงจังกับการปราบปราบอาชญากรรมเหล่านี้

ปัญหาร่วมกันในประเด็นนี้ของชาติอาเซียนเป็นประเด็นหนึ่งที่ควรจะได้รับการพิจารณาเพื่อออกเป็นแนวทางในการฟื้นฟูความมีชื่อมีแปในพม่าขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่า อาเซียนสามารถที่จะกดดันกองทัพพม่าได้โดยตรง และจะได้รับแรงสนับสนุนอย่างมากจากพลมืองในแต่ละชาติอาเซียน เพื่อหนุนให้รัฐบาลของตนและอาเซียนลงทุนลงแรงเพื่อแก้ปัญหาในพม่า และหลังจากนั้น เราก็จะสามารถมองเห็นช่องทางอื่นว่า ตัวละครอื่นๆ ในประเทศจะถูกดึงเข้ามาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งได้อย่างไร และอาเซียนเองก็จะร่วมกันออกแบบแนวทางการดำเนินการระยะยาวต่อไป

มีความหวังว่ามาเลเซียจะได้พิจารณาประเด็นคำถามเหล่านี้ เพื่อทำให้วาระ 1 ปี ในฐานะประธานอาเซียนมีคุณค่าและความหมายมากกว่าที่ผ่านมา ซึ่งมันดูจะเป็นการแค่รับไม้ต่อและส่งไม้ต่อให้กับสมาชิกชาติอื่นๆ เมื่อวาระเวียนมาถึง

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising