Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ตำรวจไซเบอร์ออกหมายจับกลุ่มแฮกเกอร์ชาวกัมพูชาโจมตีเว็บไซต์ราชการส่วนท้องถิ่นและข้อความโจมตีไทย 13 เว็บไซต์ - ตำรวจไซเบอร์จับกุมหญิงชาวอุบลราชธานี หลังโพสต์ข่าวปลอม กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา จนมีผู้หลงเชื่อแชร์-กดถูกใจจำนวนมาก ด้านผู้ต้องหารับสารภาพ ทำไปเพราะอคติส่วนตัว

10 มิถุนายน 2568 NBT Connext  รายงานว่า ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบพบหลักฐานการโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานภาครัฐของไทยจากกลุ่มแฮกเกอร์ต่างชาติในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนที่ผ่านมา หลังได้รับแจ้งว่ากลุ่มแฮกเกอร์ชาวกัมพูชา ได้ประกาศจะโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานราชการและเอกชนในไทยด้วยวิธีการขัดขวางการให้บริการ และเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ เพื่อตอบโต้ประเทศไทย จากกรณีข้อพิพาทในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทั้งนี้ พบว่าเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการหลายแห่ง ถูกแฮกและเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์พร้อมข้อความแสดงตัวจากกลุ่มแฮกเกอร์ 3 กลุ่ม (กลุ่ม “ANONSEC-KH”, กลุ่ม “H3C4KEDZ” และกลุ่ม “NXBBSEC (Hacker Cambodia)”) และมีข้อความโจมตีประเทศไทยอย่างรุนแรงบน 13 เว็บไซต์ จึงสืบสวนจนพบบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก และ TikTok ของผู้ใช้งานรายหนึ่งพบว่าได้เผยแพร่เนื้อหาสนับสนุนการกระทำความผิดของกลุ่มแฮกเกอร์ และเชิญชวนให้ติดตาม Telegram ของกลุ่มดังกล่าว จนพบความเชื่อมโยงถึงผู้ที่ร่วมกันวางแผนและสนับสนุนการกระทำความผิดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งจบหลักสูตร Cybersecurity จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา พนักงานสอบสวนจึงได้ขอศาลอนุมัติออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นชาวกัมพูชา 2 ราย อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ และเฝ้าติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหารายดังกล่าว เพื่อมาดำเนินการตามกฎหมายของประเทศไทย

ตำรวจไซเบอร์จับกุมหญิงชาวอุบลราชธานี หลังโพสต์ข่าวปลอม กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 Thai PBS รายงานว่า พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ตำรวจไซเบอร์รวบสาวเจ้ากรมข่าวลือ โพสต์ข่าวปลอม (FAKE NEWS) ใส่ไฟกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.3 ตรวจพบผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก ชื่อ “Lucky Farm” ได้โพตส์ข้อความเกี่ยวกับปัญหาแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยมีข้อความบางส่วนเป็นข้อมูลที่ไม่เกิดขึ้นจริง ที่อาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อแตกตื่นได้ อาทิ โพสต์ว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จนทำให้มีทหารเสียชีวิตหลายราย โพสต์ว่ามีการสั่งให้อพยพประชาชนบริเวณชายแดน และโพสต์ข้อความอื่น ๆ อีกหลายครั้ง จนมีบัญชีเฟซบุ๊กของคนทั่วไปเข้ามากดถูกใจให้กับโพสต์ดังกล่าวจำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสังคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับผู้กระทำผิดดังกล่าว และได้ทำการตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ต.กุดลาด อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี

ผลการตรวจค้นสามารถจับกุม น.ส.ภิรัญญาฯ อายุ 32 ปี ชาวอุบลราชธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ในข้อหา “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิด ความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศฯ” พร้อมตรวจยึดของกลางเป็น โทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง

เบื้องต้น ผู้ต้องหาเปิดเผยถึงสาเหตุที่โพสต์ข้อความเท็จต่าง ๆ เพราะได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อโซเชียล และไม่ทราบว่า เป็นข้อมูลที่จริงหรือไม่ อีกทั้งมีอคติเกี่ยวกับกรณีพิพาทระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา อยู่แล้ว จึงได้คิดข้อความและโพสต์ลงในสื่อโซเชียลของตนเอง โดยที่โพสต์ไปไม่ได้ทำเพื่อสร้างรายได้ใด ๆ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.3 ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับ ไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม ตำรวจไซเบอร์ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่มีหน้าที่ในการปกป้องสังคมจาก “ข้อมูลเท็จที่สร้างผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ” โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามใช้ “ข้อมูลเท็จปลอมเป็นข่าว” เพื่อบิดเบือน หรือสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้างผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

การดำเนินการในกรณีนี้ เป็นไปเพื่อมุ่งปกป้องสิทธิของประชาชนที่มีต่อข่าวสารที่ถูกต้อง และไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของข้อมูลที่ถูกจัดทำขึ้นโดยมีเป้าหมายอื่นแอบแฝง ดังนั้น การใช้สิทธิเสรีภาพควรมาพร้อมกับความรับผิดชอบ เพราะข่าวปลอมเพียงโพสต์เดียวอาจส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดเป็นวงกว้าง เกิดความตื่นตระหนก สร้างความเสียหายทั้งต่อบุคคลและสาธารณะได้

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง