เมื่อ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้สั่งจำหน่ายคดีชาวบ้านกัมพูชา 23 ครอบครัวฟ้องคดีแบบกลุ่มเรียกค่าเสียหายบริษัทมิตรผล กรณีชาวบ้านถูกรัฐบาลกัมพูชาเวนคืนที่ดิน เพื่อสัมปทานปลูกอ้อยให้กับบริษัทลูกของมิตรผลในจังหวัดอุดรมีชัย โดยขั้นตอนก่อนสืบพยาน ศาลได้ทำการไกล่เกลี่ยและคู่ความสามารถตกลงกันได้ ทั้งสองฝ่ายได้รับโอกาสในการแสดงมุมมองของตนเอง ส่งผลให้มีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น โดยบริษัทมิตรผลซึ่งเคยยุติการลงทุนและคืนที่ดินสัมปทานให้รัฐบาลกัมพูชาไปแล้ว ตกลงที่จะให้เงินบริจาคและสนับสนุนชุมชนอีกด้วย โดยคดีซึ่งยื่นฟ้องในปี 2561 นี้ถือเป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทข้ามชาติไทยที่ลงทุนและเกิดผลกระทบในต่างประเทศ

ทีมทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และตัวแทนของชาวบ้านกัมพูชา เดินทางมาที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2568 (ที่มา: แฟ้มภาพ/มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน)
กรณีชาวบ้านกัมพูชา นางฮอย ไม (Hoy Mai) และนายสมิน เต็ต (Smin Tet) ร่วมกับชาวบ้าน 23 ครอบครัว เป็นโจทก์ฟ้องคดีแบบกลุ่มเมื่อปี 2561 เรียกค่าเสียหาย บริษัท มิตรผล จำกัด โดยกล่าวหาว่าถูกละเมิดสิทธิจากการประกอบกิจการของบริษัท อังกอร์ ชูการ์ บริษัทลูกของบริษัทมิตรผล โดยเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองและสมาชิกกลุ่มรวม 23 ครอบครัว เป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป
ฝ่ายโจทก์ฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหายต่อชีวิตร่างกายเป็นค่าพยาบาลและสถานพยาบาล ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินที่เป็นบ้านและพืชผลจากถูกเผาทำลาย และยังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เหตุจากการบริษัทลูกของมิตรผลได้รับสัมปทานทำไร่อ้อยจากรัฐบาลกัมพูชาที่มีนโยบายให้เอกชนเข้าไปใช้ที่ดินที่ซ้อนทับกับที่อยู่และที่ทำกินของชาวบ้าน โดยเมื่อ 31 ก.ค. 2563 ศาลอุทธรณ์รับพิจารณาเป็นคดีแบบกลุ่ม และเริ่มนัดตรวจพยานหลักฐานในเดือนพฤศจิกายน 2566 นับเป็นคดีแรกในกระบวนการยุติธรรมไทยที่มีการฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทข้ามชาติไทยที่ลงทุนและเกิดผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)
ล่าสุด ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เปิดเผยความคืบหน้าของคดีผ่านใบแถลงข่าวของมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ระบุว่า “หลังมีการไกล่เกลี่ยกันหลายครั้ง 28 กุมภาพันธ์ 2568 หลังคู่ความทั้งสองฝ่ายได้รับโอกาสในการแสดงมุมมอง ส่งผลให้มีความเข้าใจกันมากขึ้น หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงและพอใจกับผลการไกล่เกลี่ย ซึ่งจำเลยได้ตกลงที่จะให้เงินบริจาคและสนับสนุนชุมชน”
ก่อนหน้านี้ วันที่ 5 มีนาคม 2568 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ออกประกาศศาล เพื่อแจ้งให้สมาชิก (ฟ้องคดีแบบกลุ่ม) ใช้สิทธิคัดค้านการขอถอนฟ้องคดีแบบกลุ่ม กรณีสัมปทานปลูกอ้อยในจังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา คดีหมายเลขดำที่ คดีหมายเลขดำที่ พ 718/2561 หมายเลขแดงที่ พ 180/2566 ระหว่าง นางฮอย ไม (Hoy Mai) ที่ 1 นายสมิน เทด (Smin Tet) ที่ 2 โจทก์ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด จำเลย
ประกาศของศาลระบุรายละเอียดโดยย่อ ดังนี้ “คดีนี้ นางฮอย ไม (Hoy Mai) และ นายสมิน เต็ต (Smin Tet) เป็นตัวแทนของชาวกัมพูชากว่า 700 ครัวเรือนที่ ยื่นฟ้องบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด เป็นคดีแบบกลุ่ม ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2561 ซึ่งศาลมีคำสั่งรับดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีแบบกลุ่ม เนื่องจากเห็นว่าเหตุตามฟ้องที่เกิดความเสียหายกับบ้านเรือนและทรัพย์สินของสมาชิกกลุ่มบางส่วนรวม 23 ครอบครัว จาก 700 ครอบครัว ถือเป็นการละเมิดต่อกลุ่มบุคคลอย่างเดียวกัน และเป็นการเฉพาะกลุ่มโดยมีข้อเรียกร้องอย่างเดียวกัน แม้ความเสียหายจะแตกต่างกันแต่การฟ้องคดีแบบกลุ่มเป็นไปเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ตลอดทั้งป้องกันความซ้ำซ้อนในการดำเนินคดีและความขัดแย้งต่อคำพิพากษา”
“ต่อมา ก่อนการสืบพยานในชั้นพิจารณาศาลได้ทำการไกล่เกลี่ยและคู่ความสามารถตกลงกันได้ โดยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอ้างเหตุว่า จากการดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยของศาล ทั้งสองฝ่ายได้รับโอกาสในการแสดงมุมมองของตนเอง ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น และยอมรับมุมมองของกันและกันอย่างครอบคลุมมากขึ้นหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงและพอใจกับผลของการไกล่เกลี่ยที่จะยุติคดีนี้”
“14 พฤษภาคม 2568 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยมีคำสั่งให้คืนเงินค่าธรรมเนียมเป็นกรณีพิเศษด้วย” ใบแถลงข่าวของมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนระบุ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ร้องทุกข์ปี 2551 สู้คดีแบบกลุ่มปี 2561
สำหรับความเป็นมาของการฟ้องร้องคดีแบบกลุ่มดังกล่าว เริ่มต้นช่วงปี 2551-2552 ชาวกัมพูชาในจังหวัดอุดรมีชัย หรือโอดอร์ เมียนเจย ร้องเรียนว่าบริษัทลูกของมิตรผลได้บีบให้ครอบครัวของพวกเขาต้องออกจากที่ดินจนไร้ที่อยู่ เพื่อแปลงสภาพเป็นไร่อ้อยขนาดใหญ่ที่จะส่งให้กับโรงงานบริษัทลูกของมิตรผลรวมถึงบริษัทน้ำตาลอังกอร์ รวม 3 บริษัท ใช้ที่ดินจำนวน 19,736 เฮคตาร์ (123,350 ไร่) ในจำนวนนั้นมีผืนป่าชุมชนที่ชาวบ้าน 26 หมู่บ้านบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งในท้ายที่สุดโครงการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ และบริษัทลูกของมิตรผลปิดตัวลง

ชาวบ้านที่จังหวัดอุดรมีชัยหรือโอดอร์ เมียนเจย ยืนมองสิ่งปลูกสร้างถูกจุดไฟ ซึ่งอยู่ถัดจากพื้นที่ปลูกอ้อย โดยเจ้าหน้าที่กัมพูชาเข้ามาจุดไฟเผาสิ่งปลูกสร้างของชาวบ้านในช่วงเวนคืนเมื่อปี 2552 ทั้งนี้ชาวบ้านกัมพูชาเริ่มต้นร้องเรียนตั้งแต่ช่วงปี 2551-2552 ว่าถูกบีบให้ออกจากที่ดินจนไร้ที่อยู่ เพื่อแปลงสภาพเป็นไร่อ้อยขนาดใหญ่ จนกระทั่งมีการฟ้องคดีแบบกลุ่มในปี 2561 (ที่มา: แฟ้มภาพ/มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน)
ในเวลาต่อมามิตรผลฯ ได้ชี้แจงกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่า ยุติการลงทุนแล้ว และคืนที่ดินสัมปทานให้รัฐบาลกัมพูชา นอกจากนี้ทางมิตรผลก็ยังได้แนะนำรัฐบาลกัมพูชาให้คืนสิทธิในที่ดินแก่ชาวบ้านด้วย แต่ชาวบ้านแย้งว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับที่ดินผืนเดิมคืนจากรัฐบาล
ส่วนขั้นตอนการต่อสู้ทางคดีที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 28 มีนาคม 2561 นั้น เป็นการฟ้องร้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยเป็นกรณีที่นางฮอย ไม และนายสมิน เทค เป็นตัวแทนชาวบ้านกว่า 700 ครอบครัวจาก 5 หมู่บ้าน ในจังหวัดอุดรมีชัย หรือโอดอร์ เมียนเจย ทางตะวันตกของประเทศกัมพูชาร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท มิตรผล จำกัด เป็นจำเลย เนื่องจากถูกละเมิดสิทธิจากการประกอบกิจการของบริษัท อังกอร์ ชูการ์ บริษัทลูกของบริษัทมิตรผล โดยเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้ง 2 คนและสมาชิกกลุ่ม

ทีมทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ทนายความจากสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม และตัวแทนของชาวบ้านกัมพูชา เดินทางมาที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามที่ผู้พิพากษานัดพร้อมเพื่อตรวจสอบเอกสารในคดีหมายเลขดำที่ พ 718/2561 เมื่อ 6 พ.ย. 2566 (ภาพ: บุรพัฒน์ จันทร์ประทัด)
ทั้งนี้ นับเป็นคดีแรกในกระบวนการยุติธรรมไทยที่มีการฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทข้ามชาติไทยที่ลงทุนและเกิดผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ
4 กรกฎาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้รับพิจารณาคดีนี้เป็นคดีแบบกลุ่ม เนื่องจากเห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาไม่สามารถสื่อสารกับทนายโจทก์เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ อีกทั้งที่เกิดเหตุในกัมพูชาเป็นพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถเดินทางไปได้ง่ายในการจัดส่งหมายศาล ชาวบ้านจึงทำการยื่นอุทธรณ์
31 กรกฎาคม 2563 ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับฟ้องคดีเป็นคดีแบบกลุ่ม เนื่องจากเห็นว่า เหตุที่เกิดความเสียหายกับบ้านเรือนและทรัพย์สินของสมาชิกกลุ่ม ถือเป็นการละเมิดต่อกลุ่มบุคคลอย่างเดียวกัน และเป็นการเฉพาะกลุ่มโดยมีข้อเรียกร้องอย่างเดียวกัน แม้ความเสียหายจะแตกต่างกันแต่การฟ้องคดีแบบกลุ่มเป็นไปเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ตลอดทั้งป้องกันความซ้ำซ้อนในการดำเนินคดีและความขัดแย้งต่อคำพิพากษา
ต่อมา เมื่อปี 2565 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายชี้ขาดก่อนสืบพยาน ขอให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดประเด็นข้อกฎหมายว่า คดีนี้ฟ้องเมื่อขาดอายุความหนึ่งปีตามกฎหมายประเทศไทย โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นข้อโต้แย้งกันยังไม่สิ้นสุดจึงต้องมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วเสร็จก่อน ให้ยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเช่นกันว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
อย่างไรก็ดี เนื่องจากคดีแบบกลุ่ม คู่ความต้องทำการตรวจพยานหลักฐานให้แล้วเสร็จก่อนการสืบพยาน และคดีนี้มูลเหตุเกิดที่ประเทศกัมพูชามีพยานบุคคลและเอกสารส่วนใหญ่อยู่ที่ประเทศกัมพูชา ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการจัดเตรียมเอกสาร จึงทำให้มีการเลื่อนการตรวจพยานก่อนพิจารณาหลายครั้ง ระหว่างปี 2566-2567 ก่อนที่ต่อมาศาลจะมีการกำหนดนัดไกล่เกลี่ยก่อนการสืบพยาน

ภาพถ่ายเมื่อปี 2566 ฮอย ไม หนึ่งในโจทก์ของคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม กำลังกำจัดวัชพืชในไร่มันสำปะหลังของเธอ เธอสูญเสียที่ดินทำกินจำนวน 5 เฮกตาร์ในจังหวัดอุดรมีชัย หลังจากรัฐบาลกัมพูชามอบสัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจในปี 2008 ให้กับบริษัทอังกอร์ซูการ์ บริษัทลูกของบริษัทน้ำตาลมิตรผล (ภาพ: Lay Sophanna)
หลังมีการไกล่เกลี่ยกันหลายครั้ง, 28 กุมภาพันธ์ 2568 หลังคู่ความทั้งสองฝ่ายได้รับโอกาสในการแสดงมุมมอง ส่งผลให้มีความเข้าใจกันมากขึ้น หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงและพอใจกับผลการไกล่เกลี่ย ซึ่งจำเลยได้ตกลงที่จะให้เงินบริจาคและสนับสนุนชุมชน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยมีคำสั่งให้คืนเงินค่าธรรมเนียมเป็นกรณีพิเศษด้วย
