Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กต.แถลงชี้แจงการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ย้ำจุดยืนไทยไม่ไปศาลโลกจะใช้กลไกทวิภาคีและถึงไปศาลโลกแต่หลังตัดสินก็ยังต้องใช้กลไกทวิภาคีมาทำเรื่องปักปันเขตแดนอยู่ดีและการยื่นคำขาดของกัมพูชาจะปิดด่านมีแต่จะสร้างผลกระทบ 'แพทองธาร' แถลงท้วงนายกฯ กัมพูชาสื่อสารไม่มืออาชีพคุยหลังไมค์แล้วไม่เป็นตามที่คุยสร้างผลกระทบให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ 

16 มิ.ย.2568 ที่กระทรวงการต่างประเทศมีจัดแถลงข่าวเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (Joint Boundary Commission – JBC) ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้โดยมีทั้งในส่วนของผลการประชุมและได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้กลไกทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาหลังจากนี้และประเด็นเรื่องการใช้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลกของทางกัมพูชาที่ทางไทยยืนยันว่าไม่เข้าร่วม

นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมจากแถลการณ์เมื่อวานว่า เรื่องกลไกทวิภาคี ที่รัฐบาลไทยแถลงยืนยันว่าจะยึดมั่นใช้ทวิถาคีเพื่อแก้ปัญหาเขตแดนไทยกัมพูชาโดยสุจริตใจ รวมถึงการเข้าร่วมเจบีซีครั้งล่าสุดที่ผ่านมา เห็นแล้วว่ากัมพูชาไมไ่ด้ตอบสนองแต่ยังเลือกพื้นที่สี่จุดส่งต่อไอซีเจคือปราสาทตาเมืนอธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และช่องบก และทางกัมพูชาไม่เอาทั้งสี่จุดเข้ามาในการประชุมเจบีซีด้วย ฝ่ายไทยจึงแสดงความผิดหวังอย่างยิ่งเพราะประเด็นด้านเขตแดนทั้งหมดอยู่ใน TOR ของเจบีซีซึ่งเป้นประเด็นทางเทคนิก

นิกรเดชกล่าวว่า ขอย้ำถึงความสำเร็จจากากรประชุมเจบีซีล่าสุดนี้ว่า กลไกเจบีซีนี้ยังดำเนินการได้้อยู่และช่วยลดความตึงเครียดของสถานการณ์และนำไปสุ่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคตและไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมเจบีซ๊สมัยพิเศษในเดือนกันยายนนี้ และทางฝ่าายกัมพูชาก็ได้ตอบตกลงที่จะเข้าร่วมแล้ว

เรื่องไอซีเจไม่ยอมรับเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 และทางประธานเจีบีซีของฝ่ายไทยก็ได้ย้ำเรื่องนี้ในการประชุมเจบีซีและประธานฝ่ายกัมพูชารับทราบท่าทีไทยในเรื่องนี้ และทาง กต.ก็ได้เตรียมการรับมือเรื่องนี้แล้วเช่นกัน

มาตรการตอบโต้ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กำลังเกิดขึ้นอยุ่นี้นิกรเดช กล่าวว่ามาตรการของทางกัมพูชารวมถึง “คำขู่” (ultimatum) ล่าสุดว่าจะปิดด่านและห้ามนำเข้าสิ่งของจากไทย หากไม่เปิดด่าน และคำขู่อื่นๆ

“ผมขอยืนยันหลักการ ความเชื่อว่าไทยปฏิบัติตามหลักสากลว่าการเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ดีจะไม่ใช้การยื่นคำขาดต่อกันหรือ (ultimatum) โดยไม่ได้มีการหารือหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน”

ผลกระทบของมาตรการดังกล่าวจะมีผลเสียต่อประชาชนทั้งสองฝ่ายที่สุดซึ่งไทยยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนมาตลอดจะเห็นได้ว่ามาตรการของไทยเป้นการตอบโต้ในระดับรัฐบาลไม่มีเป้าหมายโจมตีประชาชน แนวทางการสื่อสารทางโซเชียลถือว่าไม่ใช่ช่องทางที่เป็นทางการ การยื่นคำขาดต่อกันและข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใใจผิดระดับประชาชนนั้น สะท้อนถึงว่ากัมพูชาขาดความตั้งใจจริงในการใช้กลไกทวิภาคีร่วมกันบนพื้นฐานการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

รัฐบาลใช้วิจารณาญาณความมีสติในการออกมาตรการตอบโต้อย่างรอบคอบและมีวุฒิภาวะไม่ใช่อารมณ์และไม่เอาความสัมพันระหว่างประเทศมาเป็นประเด็นทางการเมืองเช่นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวเมื่อวานนี้ว่าในกรณีแรงงานต่างชาติที่รัฐบาลไม่เคยมีแนวคิดผลักดันแรงงานต่างประเทศใดออกนอกราชอาณาจักรไทย แต่ขึ้นกับความสมัครใจของแรงงานเองในการเดินทางกลับเป้นเสรีภาพของแรงงาน

ส่วนการชี้แจงต่อประชาคมระหว่างประเทศนั้น ทางการไทยดำเนินการอยู่และทำมาเป็นเวลาพักหนึ่งแล้วเราไม่เคยนิ่งนอใจ และวันนี้ กต.ก็จะมีการทำบรรยายสรุปให้กับคณะทูตเรื่องนี้เพื่อให้ข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น นโยบายสันติที่ไทยดำเนินมาโดยตลอดและแนวทางที่ไทยจะใช้ต่อไป

ประธาน JBC ไทยแจงขั้นตอน เสียดายกัมพูชาไม่คุย 4 พื้นที่ที่มีปัญหา

จากนั้นประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ในฐานะประธาน JBC ฝ่ายไทย เริ่มจากเล่าถึงบรรยากาศการประชุมเมื่อวานนี้ว่าเป็นครั้งที่ราบลื่นที่สุดเท่าที่เขาเคยเข้าประชุมทั้ง 5 ครั้งตั้งแต่เขาได้เคยเข้าร่วมมาตั้งแต่ตอนยังเป็นเจ้าหน้าที่จนกระทั่งได้มาเป้นประธาน ก่อนหน้านี้เคยทะเลาะกันแรงกว่านี้เยอะแต่ก็ได้รับความสำเร็จในการหาทางทำงานกันต่อและครั้งนี้ก็ยังถือว่าสำเร็จในทางเทคนิก

ประศาสน์กล่าวว่าในการทำงานของ JBC มีทั้งหมดอยู่ 5 ขั้นตอนและขั้นตอนเหล่านี้ไม่ได้เป้นขั้นตอนว่าอันไหนต้องทำก่อนหรือหลังแต่เป็นการทำไปด้วยกันใน 2 ทาง ขั้นตอนแรกคือการตรวจหาหลักเขตที่เคยปักไว้ในสมัยรัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2462-2463 ที่มีอยู๋ 73 หลัก ทำเสร็จไปแล้ว 2561 ในแง่การตรวจหาและระหว่างไทยกับกัมพูชาให้ความเห็นชอบกันแล้ว 45 หลัก แต่ยังมี 29 หลักที่ยังเห็นต่างกันและยังต้องคุยกับทางกัมพูชาต่อ

จากนั้นคือการถ่ายภาพทางอากาศ ที่ทำเพราะทางกัมพูชาเสนอว่าให้หาหลักเขตเก่า แต่ทางเราก็บอกว่าไม่พอเพราะจุดประสงค์ของเราคือต้องการทำแบบมาเลเซียเพื่อให้เห็นเหตุเขตแดนชัดขึ้นว่าอยู่ที่ไหน ก็เลยเสนอให้ปักหลักเขตเพิ่มให้ถี่ขึ้้นเพื่อให้เป็นประโยชน์กับทั้งประชาชนและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่

ขั้นตอนที่สามคือ เอาภาพถ่ายทางอากาศมาทำแผนที่ เมื่อทำแผนที่แล้วทั้งสองฝ่ายก็มาคุยกันว่าจะเดินในแนวทางไหนบ้าง ใช้สันเขาไหนบ้าง ถ้าเห็นสันเขาต่างกันก็มาเดินทั้งสองแนวแล้วลากเส้นกำหนดไว้เป็นคุ่มือให้เจ้าหน้าที่ไปทำงาน

ขั้นตอนที่ 4 ก็ส่งชุดลงไปทำงาน ถ้าเห้นพ้องตรงกันก็ทำหลักเขตเพิ่มให้ถี่ขึ้น

ขั้นตอนที่ 5 ก็เอาจุดที่เห็นชอบร่วมกันแล้วมาทำแผนที่ฉบับใหม่แทนที่จะใช้แผนที่ของฝรั่งเศสต่อไป

ประศาสน์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นจุดมุ่งหมายที่จะทำงานกัน ในการประชุมเมื่อวานจึงมีการตกลงกันว่าจะให้ความเห็นชอบผลการประชุมอนุกรรมการระดับเทคนิกที่เรียกว่า ประชุมคณะอนุกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Technical Sub-Committee (JTSC) เมื่อปีที่แล้วว่าประธาน JBC เห็นชอบหลักเขตที่ตกลงกันได้แล้ว 45 หลัก มี 29 หลักที่เห็นต่างกัน การประชุมเมื่อวานสามารถตกลงกันเรื่องนี้ได้เพราะเห้นชอบตรงกันทั้งสองฝ่าย

ประธาน JBC ฝั่งไทยบอกว่า อีกเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ก็คือจะใช้โดรนไลดาร์ (LiDAR) ยิงเลเซอร์ลงไปเพื่อสำรวจและทำแผนที่แทนการใช้เครื่องบินขึ้นไปถ่ายภาพทางอากาศเพราะมีความแม่นยำกว่า หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายจะไปเดินสำรวจกันอย่างไรต่อ แล้วก็ทำคู่มือแนวทางปฏิบัติออกมาเป็น TOR ค่อยตกลงกันอีกทีว่าใครจะเป็นคนจ่ายซึ่งก็คงต้องออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง

เรื่องที่สาม ประศาสน์อธิบายว่าแม้ทั้งสองฝ่ายจะให้ความเห็นชอบร่วมกันได้เรื่องหลักเขต 45 หลักแล้วแต่ที่ยังไม่ได้ส่งคนลงไปเพราะยังไม่ได้ทำคู่มือออกมาว่าทั้งสองฝ่ายจะลงสำรวจพื้นที่อย่างไรจึงต้องตกลงว่าทำคู่มือกันก่อนและสองก็คือต้องใช้ไลดาร์ก่อนเพื่อกำหนดแนวเดินจะไปเดินอย่างไม่รู้ทิศทางไม่ได้เพราะยังมีประเด็นเรื่องกับระเบิดที่ยังมีอยู่เยอะจึงต้องห่วงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายที่ลงไปสำรวจด้วย

ส่วนประเด็นว่าใช้แผนที่ 1:200,000 และทางไทยยอมรับนั้น เป็นเรื่องที่เขาไม่ได้พูดในที่ประชุมและเรื่องแผนที่ที่กำลังทำกันอยู่ก็ไม่เกี่ยวกับแผนที่ 1:200,000 หรือ 1:50,000 เลยเป้นแผนที่ที่มาจากภาพถ่ายทางอากาศอันใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายทำร่วมกันและเป็นแนวทางในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ และแผนที่ 1:50,000 ก็เป็นแผนที่ทางยุทธการที่ใช้ในการปฏิบัติการในพื้นที่จริงมีความละเอียดสูง อันที่ทำอยู่จึงอาจจะเป็นแผนที่ขนาด 1:50,000 แต่ว่ามีผลบังคับในการเจรจาเพราะว่าเป็นแผนที่ที่ทำมาด้วยกันเพื่อใช้เป็นแนวทางในการเดิน ส่วนแผนที่ที่แต่ละฝ่ายอ้างอยู่นั้นเป็นแผนที่ที่ทำฝ่ายเดียวไม่มีกฎหมายรองรับ  ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวกับแผนที่ 1:200,000 แล้วแต่ที่ใช้กันเป็นแผนที่ที่ทำขึ้นใหม่มาใช้ร่วมกัน

ส่วนทางไทยจะนำเรื่อง 4 พื้นที่เข้าการประชุมครั้งเดือนกันยายนหรือไม่เพราะทางกัมพูชายืนยันว่าจะไม่เอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมนั้น ประศาสน์ตอบว่า ตามที่ฮุนมาเนตโพสต์ก่อนการประชุมว่าจะไม่เอาเรื่อง 4 พื้นที่เข้าการประชุม ในการประชุมเขาเองก็ทราบว่าประธานฝั่งกัมพูชาจะไม่พูด แต่เราเสียดายเพราะจุดหนึ่งเป้นจุดที่เกิดการปะทะกัน เราไม่คุยเรื่องเขตแดนถ้าเขาจะขึ้นศาลโลกก็เป็นสิทธิของเขา เพราะในทางเทคนิกเมื่อก่อนตอนเกิดปัญหากันประธานเจบีซีก็เคยไปเจอกันที่ชายแดนแล้วก็กำหนดมาตรการชั่วคราวออกมาว่าจะทำยังไงให้ไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก โดยตีกรอบพื้นที่ว่าไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเข้าไปทำกิจกรรมใดๆ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใกล้กันแล้วเกิดการกระทบกระทั่งกัน

ประศาสน์บอกว่าเรื่องนี้ก็ได้ถามในที่ประชุมวงเล็กกับทางกัมพูชาว่าขอยกเรื่องกำหนดมาตรการตีกรอบพื้นที่นี้มาพูดได้หรือไม่ ส่วนเรื่องจะไปศาลโลกไม่พูดก็ไม่พูด แต่ทางกัมพูชาก็ยืนยันว่าพูดไม่ได้เพราะได้รับคำสั่งชัดเจนว่าไม่ให้พูด

ประศาสน์อธิบายเพิ่มว่า MOU43 เป็นกรอบการทำงานของเจบีซีแล้วก็จะมี TOR และจะทำคู่มืออีกทีว่าจะส่งชุดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติลงไปทำงานอย่างไรเป็นสามขั้นตอน โดยสนธิสัญญาที่ไทยทำกับฝรั่งเศสไว้เมื่อค.ศ. 1904 โดยเอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ เอกสารอื่นๆ คือเอกสารของข้าหลวงฯ ที่ไปร่วมปักปันกัน

อย่างไรก็ตามประศาสน์ก็อธิบายถึงเรื่องแผนที่สัดส่วน 1:50,000 ว่ามีแผนที่สัดส่วน 1:50,000 ที่ทำออกมาในปีพ.ศ. 2495 ที่สหรัฐฯ เคยให้ประเทศในอินโดจีนคือ ไทย กัมพูชา ลาว ไปทำแผนที่ร่วมกันที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แต่ภายหลังจากนั้นแต่ละประเทศก็ไปทำแผนที่ทางยุทธการที่แต่ละประเทศไปทำกันเองส่วนนี้จะไม่มีผลผูกพันอยู่แล้วแม้ว่าจะทำร่วมกันก็ตามเพราะไม่ใช่แผนที่ตามสนธิสัญญา แม้ว่าในทางทหารจะใช้แผนที่ที่ออกมาที่หลังนี้ได้แต่ไม่มีผลผูกพันระหว่างประเทศ

เสียดายกัมพูชาจะไปแต่ศาลโลก ปิดโอกาสพูดคุย

เบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ตอบเรื่องที่กัมพูชานำเรื่อง 4 พื้นที่ไปศาลโลก ซึ่งเขาก็เห็นตรงกับประศาสน์ว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ทางกัมพูชาจะไม่เอาเรื่อง 4 พื้นที่กลับเข้ามาในเจบีซีอีก เพราะตามกลไกทวิภาคีก็ยังดำเนินไปด้วยดีมีความคืบหน้าจริงทำให้ยืนยันหลักเขตได้เกินครึ่งแล้ว

ตอนนี้รัฐบาลยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการใดๆ จากทางฝ่ายกัมพูชาหรือศาลโลก และทางสถานทูตที่กรุงเฮกก็ติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ใกล้ชิดก็ยังไม่ทราบรายละเอียดคำฟ้องของทางกัมพูชาว่าฟ้องไทยอย่างไร และใช้ฐานอำนาจอะไรมาฟ้อง แต่ทางกรมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและเตรียมทีมรับมือแล้วในทุกฉากทัศน์และได้จ้างที่ปรึกษาทางกฎหมายที่มีชื่อเสียงระดับโลกให้กับไทย

การจะนำเรื่องเข้าสู่ศาลโลกทั้งสองฝ่ายจะต้องยอมรับอำนาจของศาลเสียก่อน ในกรณีของไทยก็ชัดเจนว่าเราไม่รับอำนาจของศาลโลกแล้วตั้งแต่ 2503 เช่นเดียวกับอีก 118 ประเทศที่ก็ไม่รับอำนาจศาลโลกเหมือนกัน เราก็ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในส่วนของกลไกต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาท การจะไปศาลโลกก็เป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายควรจะมาตกลงกันว่าจะไปขึ้นด้วยเรื่องอะไรและอย่างไร เพราะไม่ได้เหมือนการไปศาลตามปกติ แต่มีกรอบที่ต้องขึ้นตีขึ้นมาเพื่อจะไปศาลด้วยกัน

อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ กล่าวต่อว่า ทางกัมพูชาก็นำเสนอว่าจะไปศาลโลกต่อสาธารณชนก่อนแทนที่จะมาพูดกับทางรัฐบาลไทย ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอีกเหมือนกันเพราะเป็นการปิดโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะได้มาพูดคุยกันอย่างเปิดอกถึงเรื่องข้อติดขัดที่มีอยู่

เบญจมินทร์กล่าวย้อนไปถึงเเรื่อง MOU43 ว่าเป็นสนธิสัญญาการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา และในข้อ 8 ของ MOU ก็กำหนดไว้ชัดเจนว่าหากเกิดปัญหาการตีความหรือบังคับใช้ MOU ก็ให้ทั้งสองฝ่ายปรึกษาหารือหรือเจรจากันก่อน การไปศาลโลกก็เป็นการข้ามขั้นตอน และในกลไกของสหประชาชาติก็เน้นให้คู่กรณีพูดคุยกันก่อนรวมถึงยังมีกลไกอื่นๆ อีกมากก่อนที่จะนำเรื่องไปศาลในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีทางตกลงกันได้แล้วจริงๆ ปัญหาข้อเท็จจริงในกรณีนี้ก้คือยังไม่เคยมีการพูดถึงปัญหาของพื้นที่ทั้ง 4 แห่งนี้กันมาก่อนเลย

ส่วนเรื่องการทำเขตแดนก็เป็นเรื่องทางเทคนิกที่มีค่าใช้จ่ายมากมายและใช้กำลังคนเพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้จะมีผลออกมาเลย เพราะเรากำลังพูดถึงเรื่องอีก 10 ปี 20 ปี ปกติแล้วแม้ต่อให้ศาลโลกตัดสินก็มักจะตัดสินในหลักการและบอกให้คู่กรณีไปตกลงพื้นที่รายละเอียดกันเอง

“มันก็หนีไม่พ้นการย้อนกลับมาปักปันเขตแดนด้วยกลไกทวิภาคีที่เรามีอยู่ ไม่ใช่ว่าเราหลีกหรือหนีอะไร แต่อยากให้อยู่กับข้อเท็จจริงตอนนี้เรามีกรอบทางกฎหมาย เรามีสนธิสัญญาเป็น MOU ฉบับนี้ที่พร้อมในการที่จะใช้ปฏิบัติงาน สุดท้ายก็ขอย้ำอีกครั้งว่าเรามีกลไกทวิภาคีที่ยีงมีประสิทธิภาพอยู่” อธิบดีกล่าวถึงกลไกทวิภาคีเช่น คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และ JBC

เบญจมินทร์ทิ้งท้ายด้วยการเรียกร้องให้ทางกัมพูชากลับมาใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่ก่อนจะไปศาลโลก

ภายหลังการแถลงข่าว ทางกระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่แถลงการณ์จุดยืนของทางรัฐบาลไทยต่อประเด็นนี้เพิ่มเติมด้วยโดยมี 5 ข้อดังนี้

  1. ประเทศไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 ซึ่งเป็นท่าทีเดียวกับประเทศสมาชิกสหประชาชาติอีก 118 ประเทศ
  2. ประเทศไทยยืนยันความยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ ตามกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ การที่ไทยตัดสินใจไม่ยอมรับอำนาจของ ICJ สะท้อนท่าทีของไทยที่ได้พิจารณาแล้วว่า การใช้แนวทางใดๆ เพื่อแก้ไขความเห็นที่แตกต่างระหว่างรัฐ จะต้องคำนึงถึงบริบทเฉพาะของเรื่องนั้น ๆ ลักษณะของสถานการณ์ และนัยต่ออธิปไตยของประเทศ
  3. ประเทศไทยมีความเห็นว่า การนำเรื่องไปสู่ฝ่ายที่สาม อาจมิใช่หนทางที่ดีที่สุดที่จะรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างรัฐไว้ได้เสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นละเอียดอ่อน ที่มีมิติทางประวัติศาสตร์ ดินแดน และการเมืองที่ซับซ้อน ดังนั้น ไทยจึงสนับสนุนแนวทางแก้ไขความเห็นที่แตกต่างระหว่างรัฐที่มีความยืดหยุ่น เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้แต่ละรัฐสามารถหารือกันอย่างสร้างสรรค์โดยเป็นไปตามสภาวการณ์ในเรื่องนั้น ๆ และผลประโยชน์ร่วมกัน
  4. ดังที่ได้ระบุไว้ในหลาย ๆ โอกาส ประเทศไทยขอยืนยันท่าทีที่ว่า ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเขตแดนในปัจจุบัน ควรที่จะได้รับการแก้ไขตามกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ระหว่างสองฝ่าย ซึ่งรวมไปถึงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ตลอดจนเวทีทวิภาคีอื่น ๆ
  5. นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าเสียใจว่า แม้ไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์อันใกล้ชิด ทั้งในระดับผู้นำและระดับประชาชน ประเทศไทยไม่เคยได้รับการติดต่อจากฝ่ายกัมพูชาเพื่อหารือหรือพิจารณาอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ในการนำข้อพิพาทในพื้นที่ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อยุติความเห็นที่แตกต่างกัน

'แพทองธาร' ท้วงนายกฯ กัมพูชาโพสต์ไม่มืออาชีพสร้างปัญหากระทบประชาชน

นอกจากนั้นทางเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลได้เผยแพร่การแถลงข่าวของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังการประชุมฝ่ายความมั่นคง ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่บ้านพิษณุโลก โดยในการประชุมครั้งนี้นอกจากนายกฯ แล้วมีภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเข้าร่วมการประชุมด้วย

นายกฯ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (Joint Boundary Commission – JBC) ครั้งล่าสุด ที่จบลงไปนั้น  ถือว่ามีความก้าวหน้าในการสร้างความเข้าใจระหว่างสองประเทศจากนี้ จะมีการจัดตั้ง“คณะทำงานเฉพาะกิจ” เป็นทีมประเทศไทย โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบในการติดตามและประสานงานด้านข่าวสารและความมั่นคงอย่างใกล้ชิด 

แพทองธารได้ย้ำว่า ประเทศไทยยืนยันไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก และตอนนี้ก็ได้ตั้งทีมทำงานเพื่อปกป้องและรับมือดดยหาข้อมูลต่างๆ ว่าจะปกป้องประเทศอย่างไร ก็ได้ศึกษาทั้งเรื่องกฎหมายและข้อมูลเอาไว้หมดแล้ว

นายกฯ ชี้แจงถึงประเด็นที่กัมพูชาบอกว่าถ้าไทยไม่เปิดด่านภายในวันนี้กัมพูชาจะมีมาตรการตามมานั้น ทางไทยไม่ได้ปิดด่านแต่เป็นการปรับเวลาเปิด–ปิดด่านชายแดนต่างไปจากเดิมหลังเกิดการปะทะ คือมีการตกลงกันแล้วว่าจะมีการปรับกำลัง หลังจากนั้นทาง สมช.ก็มอบอำนาจให้กองทัพไทยดูได้เลยว่าสถานการณ์ข้างหน้าเป็นอย่างไรเพื่อปรับให้เข้ากับสถานการณ์ เมื่อคุยกันแล้วทางเพจกระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาบอกว่าจะไม่มีการปรับกำลังจึงได้กำหนดเวลาเปิดปิดด่าน พอกำหนดแล้วทางกัมพูชาก็กำหนดเวลาเช่นกัน

แพทองธารบอกว่าได้คุยกับฮุนมาเนตตั้งแต่ 28 พ.ค.แล้วว่าเราต้องการสันติภาพ ไม่ต้องการความขัดแย้งและรักษาชีวิตของประชาชนในสองประเทศก็เห็นตรงกันก็ยังคุยกันมาเรื่อยๆ ภายใต้กรอบทวิภาคี แน่นอนว่ามีการคุยกันเบื้องหลังตกลงกันก่อนแล้ว แต่สิ่งที่สื่อสารออกมาทางสื่อสังคมออนไลน์ที่นอกกรอบและเป็นการสื่อสารที่ไม่เป็นมืออาชีพออกมาเรื่อยๆ ก็ทำให้เกิดความวุ่นวายในการจัดการทั้งสิ่งที่คุยกันเบื้องหลังและแบบที่เป็นทางการ

“การสื่อสารแบบนี้ทำให้เกิดผลลบกับทั้งสองประเทศ ข้อความที่ทางกัมพูชาโพสต์เราต้องคำนึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทั้งทางไทยและกัมพูชาด้วย การที่จะประกาศเรื่องการปิดด่านเลยเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนไทยและประชาชนกัมพูชา เราห่วงใยอยู่แล้วทั้งเรื่องการค้าขายที่เกิดขึ้น การส่งผักผลไม้ถ้ามีการปิดด่านทั้งหมดมันกระทบแน่นอนอยู่แล้วเพราะฉะนั้นเราถึงไม่มีการปิดด่าน เราปรับเวลาการเข้าออกของผู้คนและสินค้า”

นายกฯ ยังกล่าวอีกว่า ได้แจ้งทางกัมพูชาแล้วว่าจะมีประชุมในวันนี้ก่อนแล้วจึงจะรายงานผลว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ในตอนนี้ก็ได้ส่งข้อความถึงฮุนมาเนตแล้วโดยเสนอให้จัดประชุมระดับ RBC ขึ้นเพื่อหาแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ

               

แพทองธารกล่าวถึงการสื่อสารที่ไม่เป็นมืออาชีพของทางกัมพูชาว่าได้สร้างผลกระทบให้กับทั้งประชาชนและคนที่ปฏิบัติงานอยู่หน้างาน การเปลี่ยนเวลาเปิดปิดด่านที่ไปก็เป็นเพราะทางฝั่งกัมพูชามีการแสดงกำลังโดยเอาอาวุธพิสัยไกลหากไม่ทำอะไรเลยแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะเกิดความเสียหายมาก

นายกฯ ตอบคำถามเรื่องการแก้ไขความเข้าใจของนานาประเทศว่า การประชุมในระดับต่างๆ ที่ผ่านมามีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเพราะว่าจะไม่ได้เป็นแค่การคุยกันแล้วแยกย้าย เมื่อมีบันทึกทั่วโลกสามารถรับรู้ได้ว่าไทยกับกัมพูชาตกลงอะไรกันบ้าง แล้ววันนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้เรียกประชุมทูตของนานาประเทศในไทยทั้งหมดเพื่อให้รับทราบด้วย อีกทั้งทางมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ได้คุยกับทูตกัมพูชาแล้วตั้งแต่ 4 มิ.ย.แล้วว่าไทยต้องการทำอะไร

“แต่สิ่งที่เราทำน้อยกว่าก็คือการสื่อสารออกสู่สาธารณะ เพราะเราเคารพในการเจรจาระหว่างประเทศ เราเคารพในกรอบทวิภาคี เราเคารพเราให้เกียรติทั้งสองประเทศว่าสิ่งที่คุยควรเป็นสิ่งที่เป็นทางการและอยู่ในกรอบของทวิภาคี นี่เป็นสิ่งที่ทุกประเทศสื่อสารในกรอบของทวิภาคีเป็นสำคัญ แต่ถ้ามีการที่ไม่เป็นทางการเกิดขึ้นตลอดเวลาอย่างมากมาย เราก็ต้องบอกจุดยืนของเราเช่นกันว่าเราไม่เคยที่จะยั่วยุหรือพูดเพื่อให้เกิดการปะทะใดๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

แพทองธารกล่าวว่า ตนเป็นนายกฯ ถ้าอยู่ตรงนี้แล้วเกิดการปะทะที่ชายแดนย่อมรับรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นถ้าจะต้องตกลงให้เกิดการปะทะก็ต้องมีการคุยกับทหารด้วยว่าพร้อมหรือไม่ เรามีสถานะอย่างไร กัมพูชามีสถานะอย่างไร ไม่ใช่พอมีเรื่องแล้วจะจุดไฟให้ติดเลยไม่ได้เป็นกรอบที่เราทุกคนต้องยึดไว้ แต่การปล่อยข่าวที่ไม่เป็นทางการแล้วเกิดผลกระทบย่อมไม่เกิดผลดีกับทั้งสองประเทศ

นายกฯ ตอบคำถามเรื่องที่กัมพูชาทำสงครามข่าวสารอยู่โดยย้ำว่าก็คือการชี้แจงที่ประชุมร่วมกันวันนี้ทางกองทัพก็เห็นตรงกันว่าต้องปกป้องอธิปไตยไว้ แต่ทำอย่างไรเพื่อยืดการปะทะที่จะทำให้เกิดการเสียเลือดเนื้อออกไปไม่ให้เกิดขึ้น

แพทองธารชี้แจงถึงเรื่องที่มีข่าวว่ากองทัพกับรัฐบาลกำลังตีกันอยู่นั้น ไม่ได้ตีกัน แต่วันนี้กองทัพกับรัฐบาลได้คุยกันทุกเรื่องว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรและเธอก็ให้เกียรติกองทัพเสมอเพราะเป็นคนหน้างานและเรื่องอาวุธทุกอย่าง รัฐบาลก็ต้องคุยกับกองทัพทางเบื้องหลังตลอดว่าจะเอาอย่างไรทำอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ ทางกองทัพก็มาปรึกษากับรัฐบาลเช่นกันว่าเรื่องไหนทำได้หรือไม่ได้รวมไปถึงกรอบระหว่างประเทศด้วย จึงขอย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลกับกองทัพไม่ได้มีปัญหากัน และขอให้ทุกคนช่วยสนับสนุนรัฐบาลและกองทัพให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะวันนี้เราไม่ได้ต่อสู้กันเองแต่เป็นการรักษาอธิปไตยไว้ สื่อสารให้ตรงกันว่าประเทศไทยเป็นปึกแผ่นและไม่ยอมให้ใครมากลั่นแกล้งใส่ร้ายและขู่ได้ เพราะไทยก็เป็นประเทศที่มีศักดิ์ศรีและเป็นประเทศที่แข็งแรงเช่นกัน  

ทั้งนี้หลังการประชุมเมื่อวานนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่แถลงการณ์แสดงท่าทีต่อผลการประชุมด้วยดังนี้

(1) รับรองผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการร่วมไทย - กัมพูชา (Joint Technical Sub-Committee (JTSC)) ครั้งที่ 4 (14 กรกฎาคม 2567) ณ เมืองเสียมราฐ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันต่อตำแหน่งที่ตั้งของหลักเขตถึง 45 หลัก และเห็นชอบให้นำเทคโนโลยี LiDAR มาใช้ในการจัดทำภาพถ่ายทางอากาศเพื่อความรวดเร็วในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

(2) เห็นชอบให้มีการแก้ไขแผนแม่บทว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2546 (TOR 2003) เพื่อนำเทคโนโลยี LiDAR มาใช้ในการจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ

(3) เห็นชอบการส่งชุดสำรวจร่วมไปลงสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ระหว่างหลักเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันในพื้นที่ที่ใช้ลำน้ำ หรือเส้นตรงเป็นเส้นเขตแดน โดยมอบหมายให้ JTSC ไปหารือและจัดทำข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Instruction: TI) ร่วมกันต่อไป

(4) เห็นชอบให้มีการจัดทำข้อกำหนดทางเทคนิคการเดินสำรวจในพื้นที่ตอนที่ 6 (จากเขาสัตตะโสม จนถึงหลักเขตแดนที่ 1 ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ) ซึ่งเป็นประเด็นคงค้างมาตั้งแต่ปี 2554 โดยมอบหมาย JTSC จัดทำข้อกำหนดทางเทคนิคการเดินสำรวจ ไปพร้อม ๆ กับการจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเพื่อเสนอต่อ JBC ต่อไป

อย่างไรก็ดี ฝ่ายไทยแสดงความผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อการที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ยอมร่วมมือกับไทยในการแก้ไขปัญหาเฉพาะและลดความตึงเครียดระหว่างกัน แต่ยังเดินหน้านำเรื่องพื้นที่ 4 จุด (พื้นที่ช่องบก ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย) ไปสู่การพิจารณาของ ICJ ซึ่งสะท้อนว่าฝ่ายกัมพูชาขาดความตั้งใจจริงในการใช้กลไกทวิภาคีต่างๆ ที่มีอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

ในการนี้ ประธานฝ่ายไทยได้ย้ำท่าทีไทยตอบโต้ทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหา (ซึ่งได้บันทึกแนบไว้ในเอกสารผลลัพธ์ Agreed Minutes ของการประชุมครั้งนี้) ดังนี้

1. การดำเนินการของไทยเป็นไปโดยความจำเป็นตามหลักการป้องกันตัวจากการที่ถูกฝ่ายกัมพูชาโจมตีก่อน และเป็นไปอย่างเหมาะสมและได้สัดส่วนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

2. ไทยแสดงความผิดหวังที่ฝ่ายกัมพูชาเลือกที่จะปิดประตูการเจรจาอย่างสันติใน 4 พื้นที่ โดยท่าทีของรัฐบาลไทยมาโดยตลอด ได้เน้นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาระหว่างกันแบบทวิภาคี และบทบาทที่สำคัญของ JBC ในการทำให้มีเขตแดนชัดเจนระหว่างกัน เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย

3. ไทยย้ำถึงความสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องยึดมั่น MOU 2543 (ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้เห็นชอบร่วมกับไทย) โดยไม่ดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของเขตแดน ไม่รุกล้ำเขตแดนระหว่างกัน และทั้งสองฝ่ายจะต้องใช้ความอดกลั้นเพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย

4. ทั้งสองฝ่ายจะต้องหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่จะนำไปสู่ความเข้าใจผิดและขัดแย้งในวงกว้าง และย้ำถึงความสำคัญของการใช้กลไกความร่วมมือทวิภาคีอื่น ๆ ในการช่วยแก้ปัญหาด้วย เช่น GBC, RBC การประชุมผู้ว่าจังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา เพื่อให้แนวชายแดนมีความสงบเป็นปกติ และอำนวยความสะดวกการเดินทางของคนและขนส่งสินค้า ซึ่งฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธที่จะหารือในประเด็นนี้

ทั้งนี้ การประชุมมิได้มีการหารือในประเด็นที่กัมพูชาจะนำพื้นที่ 4 จุด เข้าสู่การพิจารณาของ ICJ และมิได้มีการหารือประเด็นแผนที่ 1:200000 คณะกรรมการปักปันสยาม - อินโดจีน ตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างแต่อย่างใด การประชุมในครั้งนี้เป็นการหารือในประเด็นเทคนิคในการจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 2 ของการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามแผนแม่บทฯ

ฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา สมัยพิเศษ ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเดือนกันยายน 2568
 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง