112 Watch เผยแพร่บทความของ เปรม ซิงห์ กิลล์* สำรวจวิธีที่ประเทศไทยและอินเดียพัฒนาอำนาจนิยมรูปแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 โดยการเปลี่ยนอำนาจทางการเมืองให้กลายเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสองประเทศได้สร้างระบบกฎหมายและวัฒนธรรมที่ทำให้การแสดงความเห็นต่างกลายเป็นความผิด โดยตีความว่าการคัดค้านไม่ใช่ในฐานะความเห็นทางการเมือง แต่เป็นการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
บทความอ้างอิงงานวิจัยของนักวิชาการชาวฝรั่งเศส เออเชนี เมรีโอ (Eugénie Mérieau) ว่าด้วยมาตรา 112 ของไทย และตั้งคำถามว่า การดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในไทย กับการใช้ข้อหาหมิ่นศาสนาภายใต้แนวคิดฮินดูตวา (Hindutva) ในอินเดีย เป็นตัวอย่างคู่ขนานของ ‘อำนาจนิยมศักดิ์สิทธิ์’ หรือไม่—รูปแบบที่ทำให้การปราบปรามผู้เห็นต่างกลายเป็นสิ่งชอบธรรมผ่านกรอบของความเชื่อทางจิตวิญญาณ
บทวิเคราะห์ชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า ทั้งสองประเทศได้หาทางออกให้กับโจทย์สำคัญของอำนาจนิยมยุคใหม่ นั่นคือการทำให้อำนาจดูเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา เป็นนิรันดร์ และจำเป็น โดยไม่ต้องพึ่งพาการรัฐประหารหรือการกดปราบอย่างเปิดเผย หากแต่ใช้วิธีทำให้อำนาจทางการเมืองกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทำให้การวิจารณ์กลายเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมมากกว่าจะเป็นความเห็นต่างทางการเมือง กระบวนการเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า สถาบันประชาธิปไตยสามารถถูกยึดครองอย่างเป็นระบบผ่านกลไกทางวัฒนธรรมและกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทางทหาร
เปรมระบุว่า งานของ เมรีโอ เผยให้เห็นพิมพ์เขียวของสิ่งที่อาจเรียกว่า ‘อำนาจนิยมศักดิ์สิทธิ์’ (divine authoritarianism)—ระบบที่ซับซ้อนซึ่งเปลี่ยนการเห็นต่างทางการเมืองให้กลายเป็นความผิดทางจิตวิญญาณ และไม่มีที่ใดที่พิมพ์เขียวนี้จะถูกจำลองขึ้นอย่างสมบูรณ์ได้เท่ากับในอินเดีย ที่ซึ่งกลไกของแนวคิดฮินดูตวา (Hindutva) ใช้กฎหมายหมิ่นศาสนาและชาตินิยมเชิงวัฒนธรรม เพื่อจัดตั้งระบบที่แทบจะเหมือนกันในการทำให้ผู้เห็นต่างกลายเป็นอาชญากร
รากฐานทางปรัชญาของทั้งสองระบบตั้งอยู่บนการบิดแนวคิดเทววิทยาการเมืองของ Carl Schmitt อย่างแยบยล ชมิทท์เคยกล่าวว่า “ผู้มีอำนาจอธิปไตยคือผู้ที่ตัดสินในสถานการณ์ยกเว้น” แต่ในไทยและอินเดีย อำนาจอธิปไตยไปไกลกว่านั้น—พวกเขาตัดสินได้แม้กระทั่งว่าอะไรคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของไทยมีแนวคิดรากฐานเรื่องเทวราชา ขณะที่ชาตินิยมฮินดูจัดวางให้เป็น ‘ธรรมะแห่งอารยธรรม’ การวิพากษ์วิจารณ์จึงกลายเป็นการทรยศต่อจักรวาล ทั้งสองประเทศได้หาทางออกให้กับวิกฤตความชอบธรรมในยุคสมัยใหม่ ด้วยการทำให้อำนาจดูเหมือนมาจากพลังศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นความจำเป็นทางอภิปรัชญา ไม่ใช่สิ่งที่ขึ้นอยู่กับบริบททางการเมือง
เปรมระบุว่า ‘ความซับซ้อนทางจิตวิทยา’ ของมัน ไม่ใช่แค่การลงโทษผู้เห็นต่าง แต่คือการทำให้การเห็นต่างนั้น ดูเลวร้ายในเชิงศีลธรรม เจ้าหน้าที่ไทยดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ใช่ในฐานะการปราบปรามทางการเมือง แต่ในนามของ ‘การปกป้องความเป็นไทย’ ส่วนในอินเดีย การบังคับใช้แนวคิดฮินดูตวาก็ไม่ได้นำเสนอว่าเป็นการครอบงำของคนส่วนใหญ่ แต่เป็นการ ‘ปกป้องอารยธรรมโบราณที่ถูกคุกคาม’ ผลลัพธ์คือสิ่งที่อาจเรียกว่า ‘การยอมจำนนล่วงหน้า’ การเซ็นเซอร์ตัวเองกลายเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ จนพลเมืองตรวจตราความคิดของตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการล่วงละเมิด ส่วนในอินเดียก็สร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ทำให้การตั้งคำถามต่อชาตินิยมฮินดูกลายเป็นการฆ่าตัวตายในทางอาชีพ เสี่ยงต่อการถูกโดดเดี่ยวทางสังคม หรือแม้แต่ตกอยู่ในอันตรายต่อชีวิต
เปรมตั้งคำถามว่า ประชาธิปไตยที่เหลืออาจเป็นเพียงเปลือก เมื่อการเปรียบเทียบทั้งสองประเทศเผยให้เห็นว่าพวกเขาได้แก้โจทย์ใหญ่ของอำนาจนิยมในศตวรรษที่ 21 ได้สำเร็จ คือ รักษาความชอบธรรมแบบประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันก็ ล้มล้างแก่นแท้ของประชาธิปไตย สิ่งนี้เป็นความท้าทายอย่างลึกซึ้งต่อแนวคิดแบบยุคแสงสว่าง (Enlightenment) ทั้งสองประเทศพิสูจน์ว่า สถาบันประชาธิปไตยสามารถถูกยึดครองได้อย่างเป็นระบบ โดยไม่ต้องใช้รัฐประหารหรือการระงับรัฐธรรมนูญ แต่ผ่านกระบวนการที่แนบเนียนกว่านั้น
เขายังกล่าวถึงผลสะเทือนระดับนานาชาติว่า ควรต้องศึกษาทั้งสองประเทศนี้อย่างจริงจัง ในฐานะต้นแบบที่มีความซับซ้อนสูง และประเทศอื่นๆ ก็กำลังเรียนรู้และนำไปปรับใช้
*Prem Singh Gill เป็นนักวิชาการเยี่ยมที่ Universitas Muhammadiyah Yogyakarta ประเทศอินโดนีเซีย และในมหาวิทยาลัยของรัฐในประเทศไทย
