Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

แอมเนสตี้ฯ เปิดรายงานสืบสวนขบวนการค้ามนุษย์ไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา พบมีอย่างน้อย 53 แห่ง ต้องสงสัยอีก 45 แห่ง พบว่าต่อให้เหยื่อแจ้งตำรวจกัมพูชาได้แต่อาจไม่ได้รับความช่วยเหลือแล้วยังโดนผู้จัดการศูนย์สแกมเมอร์ทรมานหนักกว่าเดิม สะท้อนรัฐบาลกัมพูชายอมให้มีศูนย์สแกมเมอร์ 'จารุวัฒน์' จากองค์กรช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์สะท้อนรัฐบาลไทยแก้ไม่ถูกจุดไปดำเนินคดีกับเหยื่อค้ามนุษย์แทนที่จะจัดการกับขบวนการค้ามนุษย์และหาทางปิดแหล่งสแกมเมอร์ 

26 มิ.ย.2568 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวรายงานการสืบสวนการค้ามนุษย์ให้ศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา ซึ่งพบว่ามีอย่างน้อย 53 แห่งที่สามารถยืนยันได้ และมีอีก 45 แห่งที่เข้าข่ายต้องสงสัยว่าเป็นศูนย์สแกมเมอร์

มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายวิจัย ของแอมเนสตี้ฯ เล่าถึงสิ่งที่ทีมของเธอค้นพบจากการเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์จำนวน 58 คน และการลงพื้นที่รอบบริเวณไซต์ต่างๆ ถึง 52 ศูนย์สแกมเมอร์และ 44 แหล่งต้องสงสัย และได้สัมภาษณ์พยานที่อยู่รอบๆ พื้นที่ศูนย์สแกมเมอร์ด้วย

ผอ.ฝ่ายวิจัยระบุว่า ลักษณะของศูนย์สแกมเมอร์จะมีลักษณะคล้ายๆ กันคือติดกล้องวงจรปิดหันเข้าด้านในรอบพื้นที่อาคารรวมถึงการวางเวรยาม ติดลูกกรงเหล็กตามหน้าต่างอาคาร และรั้วลวดหนามรอบพื้นที่อีกด้วย เพื่อป้องกันคนในศูนย์หลบหนีมากกว่าจะเพื่อป้องกันบุคคลภายนอกเข้าไปในบริเวณ

จุดที่เป็นป้อมของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่ศูนย์สแกมเมอร์ ภาพโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

ทั้งนี้บุคคลที่ถูกค้ามนุษย์เข้าไปทำงานในไซต์จะถูกหลอกล่อด้วยประกาศหางานรายได้ดีเกินจริงตามสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ทั้งเฟซบุ๊ก เทเลแกรม หรือกระทั่งติ๊กต็อก ที่เสนอจะให้เงินเดือนสูงเกินจริงถึงระดับ $1,200 - $2,500 ต่อเดือน (ประมาณ 38,900-81,000 บาทต่อเดือนตามค่าเงิน ณ 26 มิ.ย.2568) พวกเขาถูกหลอกด้วยความหวังที่จะได้มีงานรายได้ดีเพื่อหาเงินส่งกลับไปให้ครอบครัวแต่กลับต้องถูกนำตัวมาใช้แรงงานทาสและถูกทรมานแทน

มอนต์เซระบุว่า คนที่ถูกหลอกไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ต้องเผชิญกับการถูกทำร้ายร่างกายหรือทางจิตใจเช่นให้เข้าห้องมืดหรือต้องพบเห็นคนในศูนย์ถูกทำร้าย และเข้าสู่การเป็นแรงงานทาสจากการถูกยึดพาสปอร์ตและเครื่องมือสื่อสารไป ไม่สามารถออกนอกพื้นที่ของศูนย์สแกมเมอร์ได้ และพวกเขายังไม่เพียงแค่จะไม่ได้รับค่าจ้างแต่ยังมีหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการถูกขายต่อให้กับศูนย์สแกมเมอร์อื่นๆ เพราะเมื่อถูกส่งไปที่ศูนย์ใหม่พวกเขาก็จะได้รับแจ้งว่าจะต้องทำงานใช้หนี้ค่าตัวพวกเขาที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ให้กับผู้จัดการศูนย์คนใหม่

นอกจากนั้น มอนต์เซยังกล่าวว่าเรื่องนี้เป็นความล้มเหลวของรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากเมื่อเหยื่อค้ามนุษย์สามารถหาทางติดต่อกับเพื่อน สื่อมวลชนหรือสถานทูตจนสามารถกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้แล้ว ทางตำรวจเองก็เพียงแต่ช่วยเหลือเป็นรายคนไปด้วยการให้ทางผู้จัดการศูนย์สแกมเมอร์ส่งตัวคนที่ร้องเรียนออกมาให้ แต่ไม่ได้ให้การช่วยเหลือเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์อย่างเป็นระบบภายในศูนย์สแกมเมอร์แต่อย่างใด

กำแพงด้านตะวันออกของศูนย์สแกมเมอร์ในกรุงพนมเปญมีการต่อเติมให้สูงขึ้นและออกแบบให้ลาดเอียงเข้าด้านใน พร้อมติดลวดหนามที่ด้านในเพื่อป้องกันการปีนหลบหนี ภาพโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าทางตำรวจของกัมพูชาทุจริตและรู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้ด้วย เพราะจากปากคำของเหยื่อทำให้เห็นว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ อย่าง “เป็นระบบ” เพราะเมื่อเหยื่อบางรายสามารถแจ้งตำรวจได้แล้วกลับกลายเป็นว่าไม่เพียงจะไม่ได้รับการช่วยเหลือออกมา แต่ยังถูกผู้จัดการศูนย์สแกมเมอร์ทรมานแทนในวันถัดมา

“เป็นเหตุผลที่เราสรุปว่า สิ่งนี้ชี้ไปสู่ความสมรู้ร่วมคิดเมื่อพิจารณาจากความล้มเหลวในการปกป้องบุคคลเหล่านี้จากการละเมิดสิทธิมนุษยชน” มอนต์เซกล่าวว่าเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกัมพูชาได้ “ยินยอม” หรือ “นิ่งเฉย”ให้เกิดการทรมานเกิดขึ้น

ผอ.ฝ่ายวิจัยของแอมเนสตี้ฯ ตอบคำถามเรื่องว่าใครเป็นเจ้าของศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ว่า แม้รายงานฉบับนี้จะไม่ได้โฟกัสไปที่ว่าใครเป็นเจ้าของ แต่จากปากคำพยานพบว่าผู้จัดการศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้เป็นคนจีน มีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นบางค่ายและยังมีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องในฐานะผู้จัดหาคนไปทำงานด้วย โดยมีองค์กรอาชญกรรมของจีนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงของทางกัมพูชาอีกด้วย

แผนที่ข้างต้นแสดงการกระจายของศูนย์ต่างๆ ในกัมพูชา วงกลมที่ใหญ่กว่าบ่งชี้พื้นที่ที่มีศูนย์สแกมเมอร์อยู่กันหนาแน่นกว่า เช่น สีหนุวิลล์ที่มี 22 ศูนย์ ในขณะที่วงกลมเล็กๆ แสดงเมืองที่สามารถยืนยันศูนย์สแกมเมอร์ได้เพียง 1 หรือ 2 แห่งเท่านั้น ภาพโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

จารุวัฒน์ จินห์มรรคา  รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล เป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศไทยกล่าวถึงสภาพของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเหล่านี้หลังได้รับการช่วยเหลือกลับมาได้แล้วยังต้องกลายเป็นทั้งจำเลยสังคมและมีคดีตามมา

จารุวัฒน์เล่าว่า คนที่ถูกหลอกลวงให้ไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ แม้ว่าจะได้รับการช่วยเหลือกลับมาได้แล้วพวกเขายังถูกดำเนินคดีในฐานะเป็นผู้ก่ออาชญากรรมเสียเองอีกด้วย แม้ว่าอาจมีบางคนที่กลับไปเป็นสแกมเมอร์จริงและตำรวจก็ควรจะจัดการจับกุมดำเนินคดีไป แต่เขาก็เห็นว่าการดำเนินคดีกับคนที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์จริงๆ เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เพราะอาชญากรตัวจริงอย่างขบวนการค้ามนุษย์ที่เป็นผู้จัดหาและศูนย์สแกมเมอร์กลับไม่ถูกปิด

รายงานของทางแอมเนสตี้ได้มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลกัมพูชาและไทยด้วยดังนี้

ต่อรัฐบาลกัมพูชา
  • ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อระบุและขจัดการมีส่วนเกี่ยวข้องในการค้ามนุษย์ของภาครัฐ รวมถึงป้องกันและลดการทุจริตและการติดสินบนในทุกรูปแบบ เจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมดที่ถูกสงสัยว่ามีส่วนพัวพันในการค้ามนุษย์ และ/หรือการทุจริตที่อำนวยความสะดวกให้แก่การค้ามนุษย์ควรถูกตรวจสอบและดำเนินคดีตามกระบวนการที่เหมาะสมและมาตรฐานการพิจารณาคดีที่ยุติธรรม
  • เร่งดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดและมีประสิทธิภาพเกี่ยวกับศูนย์สแกมเมอร์แต่ละแห่งที่ระบุไว้และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีรายละเอียดในภาคผนวก
  • เร่งดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดและมีประสิทธิภาพเกี่ยวกับสถานที่ต้องสงสัยที่ระบุในภาคผนวก II
  • รายงานต่อสาธารณะเกี่ยวกับความคืบหน้าและผลลัพธ์ของการสืบสวนเหล่านี้ รวมถึงจำนวนและลักษณะของการดำเนินคดีและการพิพากษาลงโทษผู้สรรหา นายหน้า และผู้ปฏิบัติการสแกมที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดและอาชญากรรมที่พบว่าเกิดขึ้นที่ศูนย์สแกมเมอร์ต่างๆ ทั้งระหว่างและ/หรือหลังจากการสืบสวน
  • รับรองว่าการระบุตัวเหยื่อและผู้อาจตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์สำหรับการแสวงหาประโยชน์ทุกรูปแบบ รวมถึงการบังคับให้ทำผิดกฎหมายจะเป็นไปอย่างถูกต้องและทันท่วงที เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงความยุติธรรม การช่วยเหลือ และการเยียวยา
  • ห้ามไม่ให้มีการผลิต การส่งเสริม การโอน และการใช้อาวุธและอุปกรณ์ช็อกไฟฟ้าแบบสัมผัสโดยตรงทั้งหมดที่พัฒนาขึ้นสำหรับการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงเครื่องช็อกไฟฟ้าและกระบองช็อกไฟฟ้า

    ภาพโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

ต่อรัฐบาลของประเทศที่พลเมืองถูกค้ามนุษย์เข้าสู่กัมพูชา ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงประเทศจีนและประเทศสมาชิกของอาเซียน
  • ประเมินว่ากรอบกฎหมายที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ และในกรณีที่จำเป็น ให้พัฒนาและเพิ่มความรัดกุมเพื่อให้มั่นใจว่ามีกรอบกฎหมายด้านการค้ามนุษย์ที่เพียงพอ โดยแก้ไขหรือนำกฎหมายมาใช้ตามมาตรฐานระหว่างประเทศเพื่อให้มั่นใจว่าอาชญากรรมการค้ามนุษย์และการปฏิบัติที่ครอบคลุมโดยคำนิยามนั้นได้รับการกำหนดไว้อย่างแม่นยำในกฎหมายระดับชาติ และการปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกค้ามนุษย์จะบรรจุอยู่ในกฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสถานเอกอัครราชทูตมีทรัพยากรที่เพียงพอในการให้ข้อมูลและการสนับสนุนเร่งด่วนแก่ผู้อพยพที่ประสบปัญหาในกัมพูชา รวมถึงการให้การฝึกอบรมที่เหมาะสมแก่เจ้าหน้าที่กงสุลในการตอบสนองต่อคำขอข้อมูลและความช่วยเหลือจากผู้ถูกค้ามนุษย์
ต่อรัฐอื่นๆ ทั้งหมด รวมถึงรัฐที่พลเมืองตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง
  • รัฐบาลต่างประเทศควรใช้อำนาจทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อบังคับให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการสืบสวนบุคคลและการตั้งข้อหาพวกเขาด้วยอาชญากรรมระหว่างประเทศฐานกดขี่และทรมานและการทารุณกรรมอื่นๆ

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง