Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รวมเหตุการณ์เปิดประชุมวันเปิดสภาฯ พรรคประชาชนถามกระทู้แรก เรื่องมาตรการจำกัดเวลาเปิด-ปิดด่านชายแดนอย่างเหมาะสม หวั่นส่งผลกระทบวงกว้าง ส่วน รมช.กลาโหม แจงมาตรการรับมือชายแดนกัมพูชา เน้นสันติวิธี และป้องกันเหตุบานปลาย ตัดสินใจบนรายละเอียด เปรยจะมีการประชุม GBC คุยหาทางออก ช่วงบ่าย 'พิเชษฐ์' ชิงปิดสภาฯ เร็ว หวิดล่ม หลังเจอฝ่ายค้านเรียกนับองค์ประชุม

 

3 ก.ค. 2568 ยูทูบ "TP Channel" รายงานวันนี้ (3 ก.ค.) ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปีที่ 2 สมัยที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) โดยมีวาระกระทู้ถามสด คำถามแรกมาจากณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ถามกระทรวงกลาโหม เรื่องมาตรการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่มีกรณีพิพาทที่บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อ 28 พ.ค. 2568

ปชน.ถามมาตรการคุมชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาล

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นถามประเดิมกระทู้สดกระทู้แรก โดยระบุว่า การใช้มาตรการกดดันไม่ว่าจะด้านใดก็ตามแต่ต่อประเทศกัมพูชาต้องมีความเหมาะสม นายกฯ เคยให้สัมภาษณ์ระบุว่า ต้องใช้เพื่อการสร้างแรงกดดัน เพื่อป้องกันผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของกำลังทหาร และการใช้กำลังอาวุธพิสัยไกลของกัมพูชา ส่วนมาตรการอื่นๆ ทางเศรษฐกิจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากสถานการณ์ดีขึ้น

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ตั้งแต่ 8 มิ.ย. 2568 มีรายงานข่าวที่สอดคล้องกันทั้ง 2 ประเทศระหว่างไทย-กัมพูชาที่ระบุว่า กัมพูชามีการปรับกำลังออกจากพื้นที่พิพาทช่องบกแล้ว แต่พวกเราก็ทราบดีว่า เรื่องการควบคุมด่านชายแดน ที่รัฐมนตรีใช้คำว่าเปิดด่านแบบจำกัดเวลา ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ ในด้านหนึ่งก็เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ส่งผลกระทบต่อประชาชนตามแนวชายแดนเป็นวงกว้างเช่นเดียวกัน เลยอยากจะถามรัฐมนตรีว่า รัฐบาลต้องแสดงความเข้มแข็ง และเราไม่ได้เห็นต่างในการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ ซึ่งจริงๆ หลายๆ ครั้งพรรคประชาชนเคยเสนอข้อเสนอนี้ไปแล้ว แต่คำถามก็คือใช้อย่างไรให้เหมาะสม และดำเนินนโยบายที่ไม่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเกินความจำเป็น 

เบื้องต้น ณัฐพงษ์ อยากสอบถามข้อเท็จจริงจากรัฐมนตรีว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังมีความตึงเครียด หรือยังมีความกดดันในด้านการทหาร ที่กัมพูชดำเนินการอยู่หรือไม่ อย่างไร ทำไมกัมพูชาถอนกำลังกลับไปแล้ว แต่ทำไมยังต้องดำเนินนโยบายจำกัดเวลาชายแดนต่อ

ชายแดนยังไม่สงบ ยังมีกำลังพลระลอก 2 รออยู่

ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กระทรวงกลาโหม และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ตอนนี้แม้ว่าจะมีการย้ายกำลังออกจากจุดพิพาทแล้ว แต่ว่ายังมีอาวุธหนัก ทั้งปืนใหญ่ และรถถัง เป็นกำลังระลอกสองที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ ตรงนี้ยังมีความเสี่ยงที่หากเกิดความไม่เข้าใจและทำให้สถานการณ์บานปลายและใช้อาวุธหนัก ประชาชนก็จะได้รับผลกระทบ ประกอบกับตัวเขาเองเคยมีประสบการณ์ในปี 2554 เรื่องกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ตอนนั้นอาวุธยังไม่ร้ายแรงเท่าครั้งนี้ รัฐบาลจึงมีความห่วงใยความปลอดภัยประชาชน ในการคลี่คลายความตึงเครียด และขอชี้แจงมาตรการในภาพรวม ดังนี้ 

1. ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ซึ่งเป็นกลไกเฉพาะกิจของรัฐบาล โดยตั้งขึ้นภายใต้อำนวยการของสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. เพราะว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง และมีการกำหนดการดำเนินการอย่างชัดเจน คือต้องพยายามยึดถือสันติวิธี และศักดิ์ศรีของความเป็นรัฐ

ณัฐพล ระบุว่า การเจรจาเน้นแบบทวิภาคีกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อคลี่คลายเหตุการณ์อย่างสันติ และไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายทั้งเรื่องการใช้อาวุธสงคราม และผลกระทบทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ศบ.ทก. และรัฐบาล ค่อนข้างหนักใจมาก เพราะว่ากระแสสังคมตอนนี้มี 2 กระแส ทั้งคนตามแนวชายแดนกำลังประสบความเดือดร้อนทั้งความปลอดภัย และเศรษฐกิจ และอยากให้คลี่คลายสถานการณ์โดยเร็ว และประชาชนในส่วนกลางที่ต้องการให้ใช้วิธีเข้มแข็ง ทำให้การตัดสินใจของรัฐบาลต้องรอบคอบ และยึดมั่นในศักดิ์ศรี

2. ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเป็นผลจากนโยบายของประเทศเพื่อนบ้านในระดับรัฐบาล ซึ่งอาจมีการชี้นำจากฝ่ายการเมือง และผู้นำบางท่าน แต่ที่เราต้องรักษาให้ดีคือความสัมพันธ์ประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ดังนั้น ทุกท่านเข้าใจว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเกิดจากส่วนบุคคล เราจะต้องไม่นำความตึงเครียดมาสู่ประชาชน ประชาชนไม่ควรเป็นเหยื่อการเมืองระดับรัฐ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทยในการดำเนินทุกอย่างอย่างรอบคอบ

3. รัฐบาลมีความจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดตามแนวชายแดน เนื่องจากมีรายงานว่ากองทัพกัมพูชามีการสั่งกำลังเคลื่อนย้ายมายังพื้นที่ตามแนวชายแดน ท่านจะได้ติดตามทางสื่อมวลชนว่า กัมพูชาจะมีการเคลื่อนย้ายขยับไป-มาแบบนั้น ดังนั้น เราจึงต้องมีมาตรการเข้มงวดตามแนวชายแดน และฝ่ายไทยต้องมีการเสริมกำลังอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคง แต่ขอยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของไทยอยู่ในกรอบสันติวิธี หลีกเลี่ยงการปะทะโดยเด็ดขาด หากกัมพูชาไม่ล่วงล้ำอธิปไตยด้วยกำลังติดอาวุธ

ณัฐพล นาคพาณิชย์ (ที่มา: TP Channel)

4. ด้านการควบคุมชายแดน รัฐบาลไทยยังมีความร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC รวมถึงประเทศพันธมิตร ในการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการสแกมเมอร์ ที่มีข้อมูลว่ามีการแฝงตัวใกล้แนวชายแดนจำนวนมาก เราก็ใช้มาตรการตรวจสอบ และควบคุมการปิด-เปิดด่านชายแดนอย่างเข้มข้น ทั้งชายแดนด้านตะวันตกติดต่อกับเมียนมา และชายแดนด้านตะวันออก ติดต่อกับกัมพูชา

5. ทุกมาตรการที่ดำเนินการโดยศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และอยากให้ชีวิตประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา ที่ใช้คำว่าสังคมจิตวิทยานี้เพราะว่าพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนความจริงเป็นญาติพี่น้องกัน ไทยแต่งกับกัมพูชา หรือกัมพูชาแต่งกับไทย ยึดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด

ส่วนกองทัพมีอำนาจบนชายแดนหรือไม่ ณัฐพล ระบุว่า เวลาเขาทำงานเขาก็เป็นรัฐบาล ไม่ได้เป็นกองทัพ เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมาดำเนินการโดยรัฐบาล และดำเนินการผ่าน ศบ.ทก. ซึ่งมีหน้าที่ทำงานโดยบูรณาการทุกหน่วยงาน และทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

ถามย้ำอะไรคือวัตถุประสงค์ของการปิด/จำกัดด่านชายแดน

ณัฐพงษ์ กล่าวถามคำถามข้อที่ 2 ว่า ท่าน รมช.กระทรวงกลาโหม ยืนยันว่ามีการถอนกำลังออกไปแล้ว และอยากได้ข้อเท็จจริงอีกครั้งว่าวัตถุประสงค์ของการปิดด่านครั้งนี้คืออะไร สร้างแรงกดดันเพื่อนำไปสู่อะไร เพราะทางพวกเราเห็นว่าหากใช้อย่างไม่เหมาะสม มันก็จะสร้างความตึงเครียดขึ้นมา    

คำถามที่ 3 เรื่องมาตรการด้านความมั่นคงและมาตรการด้านเศรษฐกิจ ที่พุ่งเป้าไปยังผู้นำของกัมพูชา และเครือข่าย ทั้งเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ และการลอบสังหาร สส.ฝ่ายค้านกัมพูชาในประเทศไทย รัฐบาลมีการดำเนินการคืบหน้าอย่างไร

ท้ายที่สุด กองทัพประสานไปยัง JUSMAG (จัสแมค) เกี่ยวกับการของการส่งกำลังบำรุงและเครื่องกระสุนให้กับกองทัพไทยเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ถูกฝ่ายการเมืองสั่งห้าม จึงอยากทราบว่าเพราะอะไร หรือเพราะเกรงใจประเทศมหาอำนาจอื่นที่ให้การสนับสนุนกัมพูชาอยู่หรือไม่ 

ไทยใช้แค่มาตรการจำกัดเวลาเปิด-ปิดชายแดน ย้ำปราบสแกมเซ็นเตอร์

รมช.กระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ประเด็นแรก เรื่องมาตรการความกดดัน เราใช้อยู่นี้เรื่องการควบคุมจุดผ่านแดน โดยมาตรการที่ใช้อยู่มี 4 ขั้นตอน ดังนี้

1. จำกัดบุคคล และยานพาหนะที่ผ่านแดน

2. จำกัดเวลา ยกตัวอย่าง จากเดิมที่ด่านเคยเปิดเวลา 6.00-22.00 น.ที่คลองลึก แต่ปัจจุบัน เปิด 8.00-16.00 น. หรือจากที่เคยเปิดด่าน 5 วัน เหลือ 3 วันอันนี้คือตัวอย่างการจำกัดเวลา

3. ปิดจุดผ่านแนว ถ้าเกิดความไม่สงบ

4. ปิดตลอดแนว  7 จังหวัด

ณัฐพล ชี้แจงข้อเท็จจริงคือ ช่วงที่ผ่านมาเราใช้มาตรการขั้นที่ 1 หรือ 2 เท่านั้น เราไม่ได้ปิดจุดผ่านแดนเลย แต่ว่ามีแต่ทางฝั่งกัมพูชาปิดด่านเพียงฝ่ายเดียว

ณัฐพล ระบุว่า เราไม่ได้กดดันทางด้านเศรษฐกิจ แต่เป็นการปราบปรามอาชญากรรมที่ทำงานร่วมกับ UNODC และหลังจากดำเนินมาตรการดังกล่าว สถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ระบุว่า ปัญหาสแกมเมอร์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่ง สตช.อยากให้ใช้มาตรการนี้ต่อไป แต่เขาก็เห็นด้วยว่า ถ้าใช้มาตรการนี้ต่อ อาจจะทำให้ประชาชนตามแนวชายแดนเดือดร้อน

ปัจจุบัน ทาง ศบ.ทก.พยายามสื่อสารให้ทั้งฝ่ายไทย-กัมพูชา เข้าใจว่าจริงๆ แล้วภัยคุกคามของเราคือเศรษฐกิจ แต่ถ้าเกิดการรบกัน และเราต้องมาฟื้นฟูประเทศ เราจะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างไร

"เราพยายามโน้มน้าวให้ทางฝั่งกัมพูชา มาเจรจาแบบทวิภาคีตามที่ได้กราบเรียนท่านประธานเมื่อสักครู่นี้ว่าในบรรยากาศของ GBC ดีขึ้นเล็กน้อย คือเขาหันมาคุยด้วยแล้ว จากเมื่อก่อนไม่ยอมคุยด้วยเลย นอกจากเราต้องขึ้นสู่ศาลโลกอย่างเดียว เหลือแต่เงื่อนไขต่อรองว่า ประชุม GBC จะเป็นอย่างไร ปัจจุบันอยู่ในขั้นการประสานงาน" ณัฐพล กล่าว

รมช.กลาโหม กล่าวต่อว่า กรณีการสังหารฝ่ายค้านกัมพูชาในประเทศ ปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขออนุญาตไม่ชี้แจง เนื่องจากเป็นประเด็นละเอียดอ่อน

ท้ายสุดเรื่องการประสาน 'จัสแมค' ณัฐพล ระบุว่าตอบก่อนว่า ก่อนหน้านี้ได้คุยกับประเทศมหาอำนาจนั้นแล้ว โดยประเทศนั้นยืนยันว่าการฝึกกับกัมพูชาเป็นความร่วมมือทางทหารเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการสนับสนุนกัมพูชา

ประเด็นต่อมา กรณีที่ฝ่ายการเมืองขอยับยั้งการพูดคุยระหว่างกองทัพกับ JUSMAG ในประเด็นดังกล่าว เพราะว่าฝ่ายการเมืองต้องการรักษาความสมดุลด้านความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการดึงอีกฝ่ายเข้ามา  เพราะถ้าดึงอีกประเทศหนึ่งเข้ามา อาจทำให้เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ได้ และเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพลเรือนมีอำนาจสั่งการกองทัพ 

เสนอลงรายละเอียดมาตรการให้เพียงพอ

ณัฐพงษ์ กล่าวปิดท้ายว่า ใจความสำคัญของเรื่องนี้คือการดำเนินมาตรการที่ลงรายละเอียด เขาไม่คิดว่าเราดำเนินมาตรการเพราะอารมณ์ของสังคม ต้องการเห็นรัฐบาลที่แสดงความเข้มแข็ง ดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้น แล้วไปดำเนินมาตรการตามชายแดนโดยไม่ลงรายละเอียดเพียงพอ และผลสุดท้ายคนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ คือประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ที่อยู่ด้วยกันมานานแล้ว ดังนั้น เขามองเรื่องทางออกว่าคือการลงรายละเอียด และการสื่อสารอย่างชัดเจน แสดงออกถึงความเข้มแข็งอย่างมีวุฒิภาวะ

หัวหน้าพรรคประชาชน อยากสอบถามว่า ประเทศไทยเคยใช้มาตรการการทูตเชิงรุกประสานไปยังประเทศมหาอำนาจที่อยู่ทางตอนเหนือของไทยหรือไม่ ในการกดดันให้กัมพูชา กลับมาเจรจาระดับทวิภาคีกับประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของประเทศมหาอำนาจที่อยากให้ภูมิภาคอาเซียนมีเสถียรภาพเหมือนกัน เพราะมีแนวนโยบาย และยุทธศาสตร์เชื่อมประสานภูมิภาคเข้าด้วยกัน และภูมิภาคอาเซียนก็มีความสำคัญอีกด้วย  

ณัฐพล ตอบว่า นโยบายการกดดันตามแนวชายแดน เรายืนยันว่าเราห่วงใยประชาชน แม้ว่าดูออกมาตรการจำกัดโดยไม่ดูรายละเอียด แต่จริงๆ เราหวังผลต่อขบวนการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เราเว้นในเรื่องการดำรงในชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพ โดยใช้กรอบของมนุษยธรรม โดยจะเห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า มีการช่วยเหลือการรักษาพยาบาล หรือการให้เข้ามาซื้อของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ซึ่งเรายินดีผ่อนผันให้ และในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน เกษตรกรตามแนวชายแดนที่มีการเก็บผลผลิต พวกเขาจำเป็นต้องใช้แรงงานกัมพูชา ซึ่งเป็นแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาตามฤดูกาลเป็นแรงงานข้ามชาติ มาตรา 64 ตาม พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว โดยสามารถอยู่ในไทยได้ 90 วัน และต้องต่ออายุทุก 30 วัน ทาง ศบ.ท.ก.โดยรัฐบาล เราก็ผ่อนผันให้ ซึ่งนี่สะท้อนว่าเราให้ความสำคัญเรื่องรายละเอียด เรามองรายละเอียดทุกอย่าง

ณัฐพล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกำลังจะเชิญกัมพูชาเข้าสู่การประชุมกรรมาธิการร่วมชายแดนทั่วไป (GBC) โดยจะมีการคุย 2 เรื่อง คือการเคลื่อนย้ายกำลังกลับที่ตั้งตามปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และยกเลิกมาตรการควบคุมตามแนวชายแดน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีการคุยกันรายละเอียด ซึ่งตรงนี้ยังไม่ลงตัว เพราะว่าต่างฝ่ายต่างระแวง ซึ่งมีมูลเหตุจากโลกโซเชียล 

ณัฐพล ระบุถึงกลไกทางการทูตกับประเทศมหาอำนาจว่า มีการใช้ทั้งการทูตของกระทรวงการต่างประเทศ และการทูตทางทหาร ผ่านทูตทหารในต่างประเทศ และเราสื่อข้อความห่วงใยที่เพื่อนบ้านทำลักษณะอย่างนี้ไปที่ประเทศมหาอำนาจ และประเทศไทยยึดถือนโยบายสมดุล ในส่วนกระทรวงการต่างประเทศทำอย่างไร ขออนุญาตไม่ชี้แจง เพราะว่าเป็นการก้าวก่ายหน่วยงานอื่น

'พิเชษฐ์' ปิดสภาฯ ก่อนหวิดล่ม

ในวันเดียวกัน เมื่อเวลาประมาณ 13.10 น. เว็บไซต์ มติชนออนไลน์ เผยว่า ที่รัฐสภา มีพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และเป็นประธานการประชุม หลังวาระกระทู้ถามสด มีการอ่านพระบรมราชโองการเปิดประชุมสภาฯ และพระราชโองการให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง พร้อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่

เวลา 13.45 น. หลังเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมเรื่องการรับรองรายงานประชุม ปรากฏว่า อัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ขอนับองค์ประชุมในทันที ทำให้ วัชรพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) ประท้วงว่ามีผู้รับรองในการเสนอนับองค์ประชุมไม่ครบ แต่พิเชษฐ์ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีผู้รับรองรายงานการประชุมครบถ้วน ทำให้ สส.พรรคเพื่อไทย พยายามยื้อเวลา ขอให้รอสมาชิกอีกหลายคนที่ติดการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สภาผู้แทนราษฎร แต่รอมาหลายนาที กมธ. ก็ยังเข้ามาที่ประชุมไม่ครบ ทำให้ วัชรพล ขอเสนอให้นับองค์ประชุมแบบขานชื่อเป็นรายบุคคล

ทั้งนี้ หลังจากที่รอมาประมาณ 10 นาที เวลา 13.58 น. พิเชษฐ์ จึงแจ้งในที่ประชุมว่า "วันนี้เป็นการประชุมสภาฯ วันแรก ดังนั้น เราเอาแค่นี้ก่อน ขอปิดประชุม"

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง