มีบทวิเคราะห์ที่ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลใหม่ของซีเรียนำโดย อาห์เหม็ด อัล-ชาราอา จากกลุ่มติดอาวุธแนวร่วม HTS ที่โค่นล้มระบอบเผด็จการอัสซาด ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกอย่างรวดเร็ว ทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ทำให้อิทธิพลของรัสเซียดูจะเสื่อมถอยไปจากซีเรีย
บทวิเคราะห์จากสื่อมอสโกไทม์รายงานว่ารัฐบาลชุดใหม่ของซีเรีย ที่มาจากการปฏิวัติโค่นล้มระบอบเผด็จการอัสซาด ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกอย่างรวดเร็ว โดยนอกเหนือจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงซีเรียอย่างซาอุดีอาระเบียกับกาตาร์แล้ว พวกเขายังได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตกด้วย
ประเทศตะวันตกเหล่านี้ต้องการจำกัดอิทธิพลของรัสเซียกับอิหร่าน ซึ่งเคยเป็นมิตรกับระบอบอัสซาดในซีเรียมาก่อน ทำให้แม้แต่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปก็ทำการยกเลิกการคว่ำบาตรส่วนใหญ่ที่เคยทำไว้กับซีเรีย
การที่รัฐบาลใหม่ของซีเรีย ปรับความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกกลับมาเป็นปกติได้ จะกลายเป็นการผลักอิทธิพลของรัสเซียออกไป หลังจากที่เคยมีข้อโต้แย้งว่า ผู้นำรัฐบาลรักษาการคนใหม่ของซีเรียคือ อาห์เหม็ด อัล-ชาราอา ควรจะสร้างความร่วมมือกับทางการรัสเซีย แต่เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฐานทัพรัสเซียในซีเรียบ่งชี้ว่า อิทธิพลของรัสเซียกำลังถูกบีบให้ออกไปจากซีเรีย
อัล-ชาราอา เป็นผู้นำแนวร่วมกลุ่มติดอาวุธสายอิสลามชื่อ ทารีร์ อัลชัม HTS ที่สามารถยึดครองซีเรียได้หลังจากที่มีการโค่นล้มผู้นำเผด็จการบาชาร์ อัล อัสซาด ผู้นำเผด็จการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ซึ่งดูเหมือนว่าอัล-ชาราอา จะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากให้ซีเรียกลายเป็นรัฐที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติที่เรียกว่า parish state
ในขณะเดียวกันประเทศตุรกีก็มีบทบาทอย่างมากในการช่วยจัดขบวนแนวร่วมกลุ่มติดอาวุธ HTS และเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ว่า หลังจากที่ HTS ได้รับชัยชนะในซีเรียแล้ว ตุรกีก็เริ่มสร้างความร่วมมือกับผู้นำใหม่ที่มาจากกลุ่มติดอาวุธนี้
จนถึงกลางปี 2568 รัฐบาลใหม่ของซีเรียก็ได้คู่เจรจาต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประเทศราชาธิปไตยในตะวันออกกลาง ไปจนถึงสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป สองประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญของอัล-ชาราอา คือ ซาอุดีอาระเบีย และ กาตาร์ ซึ่งต่างก็ช่วยชำระหนี้ให้ซีเรีย 15 ล้านดอลลาร์ ที่ติดค้างไว้กับธนาคารโลก ทำให้ซีเรียมีโอกาสที่จะกู้ยืมเพื่อการพัฒนาใหม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะทำให้ซีเรียกลายเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพิงสองประเทศตะวันออกกลางนี้
นอกจากนี้สหภาพยุโรปก็ได้ระงับการคว่ำบาตรบางส่วนต่อซีเรีย ในขณะที่เยอรมนีกลับมาเปิดสถานทูตในซีเรียอีกครั้งหลังจากที่ปิดไป 13 ปี
สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ๆ คือ การที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินทางเยือนตะวันออกกลางแล้วได้พบปะกับ อัล-ชาราอา ที่ซาอุดีอาระเบีย จากเดิมที่ อัล-ชาราอา เคยถูกสหรัฐฯ ตั้งค่าหัวมาก่อน ซึ่งก็เพิ่งจะได้รับการยกเลิกเมื่อไม่นานนี้ เขาก็กลายเป็นคนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จับมือด้วย อีกทั้งในการพบปะครั้งนั้นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ยังได้ประกาศว่าจะยกเลิกการคว่ำบาตรซีเรียด้วย ทางด้านสหภาพยุโรปก็มีแผนจะทยอยยกเลิกการคว่ำบาตรต่อซีเรียเช่นกัน
จนกระทั่งการคว่ำบาตรส่วนใหญ่จากชาติตะวันตกถูกยกเลิกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
รัสเซียเริ่มเสื่อมอิทธิพลจากซีเรีย
ทางด้านรัสเซียนั้นดูเหมือนจะพยายามเข้าหาผู้นำกลุ่มใหม่ของซีเรียเช่นนั้น ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะคอยอุ้มชูฝ่ายตรงข้ามคืออดีตเผด็จการอัสซาด เพราะรัสเซียยังคงต้องการอิทธิพลในประเทศซีเรียด้วยหลายสาเหตุ
สาเหตุแรกคือต้องการใช้ซีเรียเป็นฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศสำหรับรัสเซีย ในการขนส่งลำเลียงจากรัสเซียไปยังตะวันออกกลางและแอฟริกา นอกจากนี้รัสเซียยังต้องการใช้อิทธิพลในซีเรียเพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองกับสหรัฐฯ และเป็นอำนาจต่อรองด้านความสัมพันธ์กับตุรกีและอิสราเอล รวมถึงยังต้องการให้รัสเซียมีอิทธิพลในตะวันออกกลางโดยรวมๆ ด้วย
เดิมทีแล้วรัฐบาลใหม่ของซีเรียก็ยังคงลังเลว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์กับรัสเซียดีหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่ารัสเซียจะให้ที่พักพิงแก่อดีตผู้นำอัสซาด และมีเรื่องที่อยากให้รัสเซียชดใช้ต่อความผิดในอดีต แต่พวกเขาก็กังวลว่าการตัดขาดรัสเซียออกไปเลยอาจจะสร้างความยุ่งยากในการจัดตั้งฟื้นฟูประเทศขึ้นมาใหม่
แต่รัฐบาลใหม่ของซีเรียก็เลิกกังวลในเรื่องดังกล่าวนี้หลังจากที่พวกเขาได้รับการยอมรับจากชาติอื่นๆ มากขึ้น ทำให้รัสเซียมีคุณค่าต่อซีเรียน้อยลง เพราะซีเรียในปัจจุบันหันไปพึ่งพาซาอุฯ กาตาร์ และตุรกี แทนแล้ว ในขณะที่รัสเซียยกเลิกส่งความช่วยเหลือด้านอาหารให้กับซีเรียทันทีที่รัฐบาลอัสซาดถูกโค่นล้ม
นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ของซีเรียยังอาจจะกลัวว่า ถ้าหากพวกเขายังคงความสัมพันธ์กับรัสเซียทั้งที่ได้รับการยกเลิกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ แล้ว จะกลายเป็นการสร้างปัญหาได้ เพระรัสเซียก็เป็นประเทศที่ยังคงถูกคว่ำบาตรอย่างหนัก ทำให้เหมือนถูกบังคับให้ต้องเลือกว่าจะอยู่ข้างรัสเซียหรืออยู่ข้างชาติตะวันตก โดยที่ซีเรียเล็งเห็นว่า ชาติตะวันตกเป็นแหล่งความช่วยเหลือในการลงทุนและฟื้นฟูประเทศที่ดีกว่า
สาเหตุสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การที่กลุ่มติดอาวุธแนวร่วม HTS มีความบาดหมางกับรัสเซียมาตั้งแต่สมัยยังรบกันในสงครามกลางเมืองซีเรียแล้ว ในสงครามนี้มีการใช้เครื่องบินของรัสเซียทิ้งระเบิดใส่กลุ่มติดอาวุธมาเป็นเวลาหลายปี อีกทั้งการที่รัสเซียเข้ามาแทรกแซงในปี 2558 ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับอัสซาด ทำให้อัสซาดยังคงปกครองประเทศต่อไปได้อีกราวสิบปี ส่งผลให้เหล่าผู้นำกลุ่มใหม่ของซีเรียอยากขับไล่อิทธิพลของรัสเซียออกไปมากกว่า
เรียบเรียงจาก
As the New Syrian Regime Gains Legitimacy, It Is Pushing Russia Out, The Moscow Times, 26-06-2025
