แม้รัฐบาลอยู่ในภาวะระส่ำระสาย แต่หมุดหมายการเจรจาการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู ที่ค้างอยู่น่าจะดำเนินต่อ ข้อตกลงนี้มีหลายประเด็นที่ภาคประชาสังคมห่วงกังวล หนึ่งในนั้นคือ ‘การค้าทางดิจิทัล’ อียู เรียกร้องสิ่งใดบ้าง? ข้อกังวลคืออะไร? สิงคโปร์ เวียดนาม ญี่ปุ่นมีแนวทางการเจรจาอย่างไร? คณะเจรจาควรหาสมดุลตรงไหน? ติดตามในรายงานเสวนา
ก่อนหน้าการเมืองจะระส่ำระสายจากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้นายกฯ แพรทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลนำโดยพรรคเพื่อไทยมีดำริผลักดันการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ที่ค้างคาให้แล้วเสร็จ และคาดหมายได้ว่าต่อจากนี้กลไกต่างๆ ก็ยังผลักดันกันต่อ ดังที่มีกำหนดการจะเจรจากันรอบที่… เร็วๆ นี้ ขณะที่ภาคประชาชนได้นำเสนอข้อห่วงกังวลหลายอย่าง โดยวันที่ 19-20 มิถุนายน 2568 ภาคประชาสังคมได้จัดเวทีสะท้อนความห่วงกังวล ในหัวข้อ ‘เสียงประชาชน สู่โต๊ะเจรจา: FTA ไทย-อียู ใครได้ ใครเสีย?’
การค้าทางดิจิทัลเป็นอีกหนึ่งข้อเรียกร้องที่สหภาพยุโรปต้องการจากไทย บนสมมติฐานถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหลายแสนล้านที่สำหรับอียู ซ้ำยังมีประเด็นความมั่นคงของประเทศไทยและความอ่อนไหวด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่คณะเจรจาของไทยจำเป็นยิ่งที่จะต้องใส่ใจ หากไม่ต้องการให้เราสูญเสียอธิปไตยด้านข้อมูล
ไชยวัฒน์ อัศวเบ็ญจาง รองหัวหน้าฝ่ายงาน เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค ชวนทำความเข้าใจประเด็นนี้ กลยุทธย์การเจรจาของญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมถึงสิ่งที่ประเทศไทยควรทำ
‘ข้อมูล’ ขุมทรัพย์ในโลกยุคดิจิทัล
โลกการค้าขายเปลี่ยนไปมากตั้งแต่อินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู คนไทยคุ้นเคยกับการจับจ่ายสินค้าผ่านแพล็ตฟอร์มมากมายในเวลานี้ ซึ่งก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่การค้าเสรีต้องการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์
นอกจากเงินที่เราใช้จับจ่ายผ่านโลกออนไลน์แล้ว สิ่งหนึ่งที่นึกไม่ถึงที่เราได้มอบให้กับเจ้าของแพล็ตฟอร์มด้วยก็คือ ‘ข้อมูล’ ของตัวเรา ไชยวัฒน์เปรียบเทียบสิ่งนี้ว่าเป็นเสมือนวัตถุดิบอย่างหนึ่งของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่นำไปใช้ต่อยอดในการทำธุรกิจ
“ในยุคล่าอาณานิคมสมัยก่อน ประเทศที่อยากยึดครองเขตแดนต่างๆ สิ่งสำคัญที่เขาต้องการก็คือน้ำมันใช่ไหมครับ ข้อมูลในยุคปัจจุบันก็เหมือนกัน มันกลายเป็นเหมือนน้ำมันของโลกยุคใหม่ เป็นวัตถุดิบที่สำคัญในอนาคต”
ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ อาชีพ โรคประจำตัว รายได้ หนี้สิน ความชอบ ฯลฯ คือข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเทคโนโลยีสามารถเข้าถึงได้ หลังจากนั้นก็นำข้อมูลไปผ่านกระบวนการ Algorithm วิเคราะห์ผ่านระบบ Big Data จนออกมาเป็นผลลัพธ์ที่นำไปใช้ต่อได้ เป็นผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ สามารถกำหนดเป้าหมายทางการตลาดได้อย่างแม่นยำ
“ข้อมูลของคนหนึ่งคนอาจจะดูไม่มาก แต่พอรวมกันเป็นแสนเป็นล้านคน ข้อมูลทั้งหมดนี้จะทำให้อัลกอริทึมสามารถพยากรณ์พฤติกรรมหรือรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เช่น กลุ่มประชากรไทยจะมีแนวโน้มอย่างไร จะเจ็บป่วยจากโรคอะไร หรือว่าความเสี่ยงในด้านต่างๆ จะเป็นแบบไหน”

ไชยวัฒน์ อัศวเบ็ญจาง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ก่อนจะเสียอธิปไตยด้านข้อมูลผ่านเอฟทีเอไทย-อียู
เมื่อข้อมูลคือทรัพยากรล้ำค่า สหภาพยุโรปจึงต้องการผลักดันประเด็นการค้าทางดิจิทัลเข้าสู่การเจรจา ตั้งแต่เรื่องสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ การห้ามเก็บภาษีศุลกากรจากข้อมูลที่ส่งผ่านทางดิจิทัล การห้ามบังคับให้จัดเก็บหรือประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ ใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ การไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน การป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว การยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการห้ามบังคับเปิดเผยรหัสต้นฉบับ (source code) การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และการห้ามใช้ระบบอนุญาตล่วงหน้ากับธุรกรรมออนไลน์ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ นี่คือข้อเสนอที่สหภาพยุโรปต้องการ
“แต่เราจะเน้นที่ 3 หัวข้อหลักคือภาษี ข้อมูล ใบอนุญาต โดยประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือเรื่องข้อมูล สหภาพยุโรปเสนอให้สนับสนุนการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดนอย่างเสรี รัฐไม่ควรเข้ามาควบคุมหรือกำกับดูแลเรื่องนี้ ประเด็นที่สองคือการห้ามบังคับให้จัดเก็บข้อมูลภายในประเทศหรือที่เรียกว่า data localization ซึ่งทางอียูเสนอว่า การที่รัฐจะบังคับให้ผู้ประกอบการต้องมีเซิร์ฟเวอร์หรือที่จัดเก็บข้อมูลในประเทศนั้นเป็นต้นทุนมหาศาลจึงควรให้ข้อมูลสามารถถูกจัดเก็บที่ใดก็ได้ เช่น อาจเก็บที่ซิลิคอนวัลเลย์ หรือประเทศใดประเทศหนึ่งในยุโรป และประเด็นที่สามคือการห้ามบังคับเปิดเผยรหัสต้นฉบับหรือ source code”
นอกจากนี้ ทางสหภาพยุโรปยังต้องการให้ไทยไม่เก็บภาษีศุลกากรกับธุรกรรมดิจิทัล เช่น บริการธนาคารออนไลน์หรือการส่งข้อมูลผ่านทางดิจิทัล เช่น e-book หรือเนื้อหาสตรีมมิ่งจาก Netflix เป็นต้น เนื่องจากสหภาพยุโรปมองว่าการที่รัฐจัดเก็บภาษีศุลกากรกับข้อมูลดิจิทัลที่ส่งผ่านทางออนไลน์เป็นเรื่องไม่เหมาะสม และในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้ก็สอดคล้องกับแนวทางขององค์การการค้าโลกหรือ WTO ด้วยที่ปัจจุบันมีนโยบายยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรกับข้อมูลประเภทนี้แล้ว จากข้อมูลปี 2022 พบว่าไทยขาดโอกาสในการเก็บภาษีศุลกากรในส่วนของข้อมูลดิจิทัลมากถึงปีละ 120,000 ล้านบาท
การละเว้นภาษีธุรกรรมที่เกี่ยวกับข้อมูลดิจิทัล รวมถึงข้อเสนอการห้ามใช้ระบบการขออนุญาตล่วงหน้าเพียงเพราะเป็นบริการออนไลน์นั้น สหภาพยุโรปอ้างว่าถ้าบริษัทหนึ่งดำเนินธุรกิจอยู่แล้วในรูปแบบออฟไลน์และต้องการเปลี่ยนหรือขยายเป็นบริการออนไลน์ก็ไม่ควรต้องขออนุญาตล่วงหน้า
“แต่เขาก็พูดถึงข้อยกเว้น เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพนัน โทรคมนาคม หรือการกระจายเสียง อันนี้คือข้อยกเว้นที่สามารถใช้ระบบอนุญาตล่วงหน้าได้ สิ่งที่สภาผู้บริโภคกำลังเสนอก็คือ เราเห็นเพียงแค่ข้อเสนอที่เป็นต้นฉบับเท่านั้น แต่เราไม่เห็นเบื้องหลังของการเจรจาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราจึงสามารถพูดได้จากมุมของผู้บริโภคว่าเราควรมีส่วนร่วมในการเจรจา เราควรรู้ว่าขณะนี้ผู้แทนเจรจาการค้าระหว่างไทยกับอียูเจรจาไปถึงไหนแล้ว โดยเฉพาะในหมวดดิจิทัลซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญและควรมีรายละเอียดเปิดเผยต่อสาธารณะ” ไชยวัฒน์ กล่าว


ดูกลยุทธ์ของญี่ปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม
ไชยวัฒน์นำเสนอกรณีศึกษาจาก 3 ประเทศที่มีการเจรจาการค้าด้านดิจิทัลกับสหภาพยุโรป ได้แก่ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งแต่ละประเทศต่างมีจุดยืนไม่เหมือนกัน
ในกรณีญี่ปุ่นอาจจะไม่ได้มีการแยกหมวดเป็น chapter ชัดเจน แต่จะเจรจาภายใต้ข้อตกลงที่เรียกว่า EPA หรือ Economic Partnership Agreement หรือการเจรจาการค้าคู่ค้าทางเศรษฐกิจ ซึ่งสาระสำคัญจะมีทั้งเรื่องการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน การห้ามบังคับจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ กลยุทธ์ที่ญี่ปุ่นใช้คือการเจรจาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่กำหนดกรอบเวลาว่าจะต้องเซ็นปีนี้หรือปีหน้า เน้นสร้างความร่วมมือมากกว่าการเป็นภาระผูกพัน เพราะเอฟทีเอมีผลผูกพันทางกฎหมาย
ญี่ปุ่นจึงมองว่าควรร่วมมือกันก่อนเพื่อเตรียมความพร้อม การแก้ไขกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเปิดเสรี โดยญี่ปุ่นแก้ไขกฎหมายที่เรียกว่า APPI ซึ่งมีลักษณะคล้าย PDPA ของไทยเพื่อให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกับ GDPR (General Data Protection Regulation หรือ ระเบียบการคุ้มครองข้อมูลทั่วไป เป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปที่มุ่งเน้นการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวของบุคคลทุกคนในสหภาพยุโรปและเขตเศรษฐกิจยุโรป) ของยุโรป
“ผลลัพธ์ของการเจรจาก็คือ ญี่ปุ่นยอมให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลอย่างเสรี แต่มีเงื่อนไขเรื่องความน่าเชื่อถือ หมายถึงต้องพัฒนากลไกคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เทียบเท่ากับ GDPR ก่อนจึงจะเปิดเสรีทางข้อมูลกับทางสหภาพยุโรป ก่อนที่ญี่ปุ่นจะยอมเปิดเสรีทางข้อมูลกับสหภาพยุโรป ก่อนจะเสียอำนาจอธิปไตยในการจัดเก็บข้อมูลออกไป เขาก็ทำตัวเองให้พร้อมก่อน ให้เทียบเท่ากับทางอียูก่อน และถึงจะบอกว่า โอเค เราเซ็นกันปีนี้ แต่การบังคับใช้จริงในการค้าดิจิทัลคือสามปีถัดมา” ไชยวัฒน์ กล่าว

ขณะที่สิงคโปร์ซึ่งจัดเป็นผู้นำด้านการค้าทางดิจิทัลอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นฮับของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ทำให้สิงคโปร์เห็นด้วยกับทางสหภาพยุโรปในเรื่องการเปิดเสรีข้อมูลและการห้ามจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เพราะธุรกรรมการค้าระหว่างสิงคโปร์กับสหภาพยุโรปเกินกว่าครึ่งหนึ่งเป็นการส่งมอบทางดิจิทัล
อีกทั้งสิงคโปร์ก็เข้าใจเจตจำนงทางการเมืองของสหภาพยุโรปว่าต้องการเป็นผู้เล่นระดับโลกในการกำหนดเกณฑ์ข้อมูลส่วนบุคคล สิงคโปร์จึงเห็นด้วยกับการไม่เก็บภาษีศุลกากรและข้อมูลที่ส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ อย่างถาวร รวมถึงการปรับเปลี่ยนธุรกรรมจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ สิงคโปร์ก็เห็นด้วยกับสหภาพยุโรปว่าไม่จำเป็นต้องขออนุญาตล่วงหน้า


ในส่วนของเวียดนาม ไชยวัฒน์อธิบายว่ามีกลยุทธ์ที่แตกต่างจากสิงคโปร์และญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง เพราะเวียดนามมองด้านความมั่นคงทางข้อมูลเป็นหลัก แนวทางจึงออกมาในลักษณะตั้งรับและระมัดระวังมาก ข้อเสนอที่เวียดนามใช้ในการต่อรองเพื่อไม่เปิดเสรีด้านข้อมูลคือการเปิดตลาดสินค้าและบริการทั่วไปแทน ทำให้เวียดนามไม่มีเกณฑ์การไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดนอย่างเสรี
“หมายความว่าเวียดนามไม่เปิดให้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคภายในประเทศไหลออกไปยังอียูอย่างเสรี ผู้ประกอบการทุกเจ้าจะต้องจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศอย่างน้อย 2 ปีก่อนจะลบทิ้งหรือจัดการอย่างอื่นได้ เวียดนามต้องการใช้เวลานี้เพื่อบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ไซเบอร์ หรือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำลังพัฒนาอยู่เพื่อให้สามารถบังคับใช้ได้จริง และสุดท้ายเวียดนามก็ไม่มีข้อกำหนดให้ต้องขออนุญาตล่วงหน้าสำหรับบริการดิจิทัลด้วยเช่นกัน”
กลยุทธ์การเจรจาที่ไทยควรเป็น
สภาองค์กรของผู้บริโภคเปรียบเทียบกลยุทธ์ระหว่างสิงคโปร์และเวียดนามซึ่งยืนอยู่กันคนละฝั่งในประเด็นนี้ และได้ข้อเสนอว่าไทยควรหาสมดุลให้เจอว่าควรจะอยู่ตรงไหน ข้อเสนอคือไทยไม่ควรเป็นเหมือนสิงคโปร์เพราะในแง่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ประเทศที่มี digital economy เป็นหลัก แต่ยังพึ่งพาการท่องเที่ยว การส่งออก และอุตสาหกรรมการผลิตที่จับต้องได้
ขณะเดียวกันก็ไม่ควรปิดตัวเองแบบเวียดนาม เพราะสิ่งที่เวียดนามต้องแลกก็คือการสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการที่ต้องตั้งบริษัทและเซิร์ฟเวอร์ในประเทศสูงมากอาจทำให้เวียดนามไม่ใช่ประเทศที่น่าดึงดูดสำหรับธุรกิจดิจิทัล ดังนั้น ไทยจึงควรวางตัวเองคล้ายกับญี่ปุ่น กล่าวคือใช้เวลาในการเตรียมความพร้อม ไม่จำเป็นต้องรีบเซ็นข้อตกลงแล้วบังคับใช้ในทันที และควรรักษาพื้นที่ทางนโยบายไว้เพื่อให้สามารถพัฒนากฎหมาย PDPA ให้เทียบเท่ากับ GDPR ของสหภาพยุโรปก่อนเปิดเสรีทางการค้าดิจิทัล

5 ข้อเรียกร้องก่อนจะสายเกินไป
ไชยวัฒน์กล่าวอีกว่าทางสภาองค์กรของผู้บริโภคมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 5 ประเด็น
ประเด็นแรก ต้องการให้การเจรจาครั้งนี้เป็นการสร้างกรอบความร่วมมือมากกว่าการสร้างข้อผูกมัด ไทยต้องรักษาพื้นที่ทางนโยบายไว้เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ มีเวลาพัฒนากฎหมายเทียบเท่าเกณฑ์ของสหภาพยุโรปดังที่กล่าวข้างต้น
ประเด็นที่ 2 คัดค้านการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดนอย่างเสรี เพราะผู้บริโภคควรมีสิทธิ์รู้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนถูกจัดเก็บที่ไหนและนำไปใช้อะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ที่ได้ประโยชน์จากการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดนไม่ใช่ตัวผู้บริโภค แต่เป็นผู้ประกอบการ ในประเทศไทยก็มีเพียงไม่กี่รายที่เป็นผู้นำด้านดิจิทัล ดังนั้น ต้องสร้างสมดุลที่เหมาะสมกับเราให้ได้

ประเด็นที่ 3 คัดค้านการห้ามจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ หมายความว่าไทยต้องมีอธิปไตยทางข้อมูล ข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนหรือข้อมูลสำคัญควระถูกจัดเก็บภายในประเทศ ไม่ถูกส่งไปเก็บในต่างประเทศเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและการกำกับดูแลข้อมูลของประชาชนไทยเอง
ประเด็นที่ 4 ทบทวนเรื่องการยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ภาษีศุลกากรข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ 120,000 ล้านบาทที่อาจสูญเสียไปถือเป็นงบประมาณมหาศาล ทางสภาองค์กรของผู้บริโภคจึงต้องการให้ผู้แทนเจรจาของไทยทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่ยึดตามแนวทางของสหภาพยุโรปโดยไม่ตั้งคำถาม
ประเด็นสุดท้าย ทบทวนการห้ามกำหนดให้ขออนุญาตล่วงหน้าสำหรับบริการออนไลน์ เนื่องจากบริการออนไลน์บางประเภท เช่น ธุรกรรมการเงินหรือธุรกิจที่มีผลกระทบเชิงโครงสร้าง อย่างแบงก์กิ้งหรือแพลตฟอร์มที่ให้บริการในไทย แต่ไม่มีตัวตนในประเทศอาจมีความเสี่ยงต่อผู้บริโภค คณะผู้แทนเจรจาควรทบทวนข้อกำหนดการไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้าว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ในบริบทของไทย
