พรรคประชาชนยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แก้ปมที่มาขององค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ถูกผูกขาดไว้กับ สว. แต่ยืนยันยังดันการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับต่อไป
7 ก.ค. 2568 เพจของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เวลา 13.30 น. ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน และคณะยื่นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยมีวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับ
ณัฐพงษ์กล่าวว่า ถึงสาเหตุการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราครั้งนี้ว่า พรรคประชาชนเข้าใจในเรื่องของสถานการณ์วิกฤตเฉพาะหน้าของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจในเรื่องของการเจรจาภาษีทรัมป์ที่อาจจะยังไม่มีความคืบหน้า และสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา รวมทั้งวิกฤตการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้จะได้รับการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่จำเป็น รวมทั้งต้องมีรัฐบาลและการเมืองที่มีเสถียรภาพ มีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็งและสมดุล
หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของกระบวนการนิติสงคราม ที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การถอดถอน รวมทั้งเรื่องของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ตลอดจนการตรวจสอบการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข บุคคลที่กระทำความผิดยังไม่เคยถูกลงโทษ อีกทั้งคดีฮั้ว สว. รวมถึงการขาดความรับผิดรับชอบกรณีของตึก สตง.ถล่ม สังคมตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระว่าได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และมีความรับผิดรับชอบแล้วมีความยึดโยงกับประชาชนหรือไม่อย่างไร
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขที่จะยื่นทั้งฉบับที่ได้มีการสื่อสารไปก่อนหน้านี้แล้ว จะต้องมีการจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อปลดล็อกเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ยังติดอยู่ให้สามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้ คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราที่สามารถทำได้ทันที คือ การแก้ที่มาของ สว. และองค์กรอิสระ เพื่อลดการผูกขาดของการเลือกและการพิจารณาถอดถอนองค์กรอิสระไม่ให้ผูกขาดไว้ที่ สว. แต่เพียงผู้เดียว
ด้านพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราที่ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ สาเหตุโดยรวมเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของรัฐธรรมนูญ พรรคประชาชนมีการดำเนินการ 2 ทางคู่ขนาน
เส้นทางที่ 1 คือ การพยายามขับเคลื่อนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังดำเนินการต่อไป
เส้นทางที่ 2 คือ เห็นว่าในเมื่อเส้นทางที่ 1 อาจต้องอาศัยเวลา จึงเห็นว่ามีบางประเด็นปัญหาที่สามารถดำเนินการแก้ไขเฉพาะหน้าได้โดยผ่านการยื่นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราไปหลายประเด็นแล้ว ซึ่งถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมและรอการพิจารณา วันนี้มีการยื่นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราทั้งหมด 3 ร่าง แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการทำให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระไม่เป็นอิสระจากประชาชน ประกอบด้วย ร่างที่ 1 เป็นร่างที่เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบ ซึ่งครอบคลุมทั้งหมด 3 ประเด็น ได้แก่
ประเด็นที่ 1 คือ ต้องการให้ที่มาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมีความหลากหลายมากขึ้น ต้องการจะปรับเรื่องของกระบวนการการสรรหา เพื่อให้ได้มาซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่มีความคิดและความเชี่ยวชาญหลากหลายประสบการณ์ โดยจะเพิ่มช่องทางจากปัจจุบันที่รายชื่อทั้งหมดจะถูกเสนอชื่อผ่านคณะกรรมการสรรหาชุดเดียว มาเป็นการเสริมชื่อผ่านหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น ช่องทางของศาล สส.ฝ่ายรัฐบาล สส.ฝ่ายค้าน หรือ สว.
ประเด็นที่ 2 ต้องการเปลี่ยนเรื่องของการคัดเลือกรับรองให้ไม่ถูกผูกขาดไว้กับ สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ยึดโยงกับประชาชนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย การเสนอให้มีการเปลี่ยนเรื่องของการเลือกรับรองจากเดิมที่ สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจชี้ขาด คือ ใครจะได้หรือไม่ได้ ต้องได้ความเห็นชอบจากเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ สว. เปลี่ยนมาเป็นการคัดเลือกรับรองโดยเป็นการพิจารณาร่วมกันของ 2 สภา ซึ่งบุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกนั้นจะต้องเป็นที่ยอมรับ หรือได้รับฉันทามติจากหลายฝ่าย โดยกำหนดว่าจะต้องได้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เกินกึ่งหนึ่งของ สส.ฝ่ายรัฐบาล และเกินกึ่งหนึ่งของ สส.ฝ่ายค้าน
ส่วนประเด็นที่ 3 ที่เสนอให้มีการแก้ไขในร่างที่ 1 นั้น เกี่ยวกับเรื่องการถอดถอน ทำอย่างไรให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญสามารถถูกตรวจสอบโดยประชาชนได้ โดยมีการเสนอให้คืนสิทธิให้กับผู้แทนราษฎร และประชาชน 20,000 รายชื่อ ในการเข้าชื่อเพื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ มีการทุจริตต่อหน้าที่ หากมีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยกระบวนการในการพิจารณานั้นจะเป็นการใช้กลไกขององค์คณะพิจารณาถอดถอน ซึ่งมีตัวแทนจากหลายฝ่าย ดังนั้น ร่างที่ 1 จะเป็นการเปลี่ยนในเชิงระบบโดยมี 3 ประเด็น คือ
- การทำให้ที่มานั้นมีความหลากหลาย
- การทำให้การคัดเลือกรับรองนั้นไม่ถูกผูกขาดไว้กับ สว. และ
- การทำให้องค์กรนั้นถูกตรวจสอบได้โดยประชาชน
ส่วนร่างที่ 2 กับร่างที่ 3 จะเป็นการปรับเฉพาะจุด โดยร่างที่ 2 จะเป็นการแก้ไขเพียงเฉพาะในประเด็นการคัดเลือกรับรอง จากเดิมที่ต้องถูกเห็นชอบโดยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ สว. มาเป็นการพิจารณาร่วมกันของ 2 สภาและให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ส่วนร่างที่ 3 เป็นการปรับเฉพาะจุดในส่วนของการถอดถอนคือ การให้สิทธิผู้แทนราษฎรและประชาชน เพื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอน ซึ่งหวังว่าจะเป็นข้อเสนอขั้นต่ำที่ทุกพรรคการเมืองและ สว. สามารถรับได้ ดังนั้น ทั้ง 3 ร่างมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน และหวังว่าทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลจะให้ความเห็นชอบต่อไป
ประธานสภาฯ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ในนามของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราตามที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และคณะ ได้กล่าวให้สื่อมวลชนทราบ ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะตรวจสอบลายมือชื่อและจำนวนตามรัฐธรรมนูญ แล้วจะดูมาตราที่มีการแก้ไขทั้งหมดตามความประสงค์ที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกล่าวไว้ ให้ครบถ้วนและสมบูรณ์ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องแก้ไขโดยรัฐสภา คือ สส. สว. และจะได้เชิญวิปทั้ง 3 ฝ่าย คือ วิปวุฒิสภา วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน มาพูดคุยกันเพื่อตกลงว่าจะให้บรรจุระเบียบวาระการประชุมเมื่อไรที่ทุกฝ่ายมีความพร้อมซึ่งต้องดำเนินไปตามขั้นตอนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภาทุกประการ
