Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ประธานสภาฯ สั่งปิดประชุม อดพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวด สสร. หลังองค์ประชุมไม่ครบ เจอกระแสวอล์กเอาต์ สส.-สว. หลังก่อนหน้านี้ สภาฯ มีมติ ‘ไม่เห็นด้วย’ เลื่อนญัตติส่งศาล รธน.ตีความอำนาจรัฐสภาขึ้นมาพิจารณาก่อน

 

13 ก.พ. 2568 ที่ประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ที่มี วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 ฉบับของพรรคประชาชน นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ และพรรคเพื่อไทย นำโดยวิสุทธิ์ ไชยณรุณ

ภท.วอล์กเอาต์ ไม่ร่วมสังฆกรรม

เวลา 9.40 น. ช่วงต้นของการประชุมรัฐสภา ไชยชนก ชิดชอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของสมาชิกรัฐสภา ในสังกัดของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด มีความเห็นว่าวาระที่จะถูกพิจารณาหลังจากนี้นั้นเข้าขั้นที่ผิดและขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 จึงขอไม่เข้าร่วมพิจารณา ก่อนที่ สส.พรรคภูมิใจไทยทั้งหมดเดินออกจากที่ประชุมทันที

หลังจากวอล์กเอาต์ บุณย์ธิดา สมชัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้แถลงจุดยืนว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องชอบธรรม และไม่สร้างปัญหาในอนาคต ซึ่งในวันนี้ที่จะมีการพิจารณาแก้ไข ม. 256 เพื่อนำไปสู่การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เห็นได้ชัดว่าขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้มีการทำประชามติถามความเห็นจากประชาชนก่อน

'เปรมศักดิ์' เสนอส่งศาล รธน.ตีความอำนาจรัฐสภา

เมื่อเวลาประมาณ 10.40 น. ประธานรัฐสภาได้หยิบยกญัตติด่วนของ เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ขึ้นมาพิจารณา โดยเปรมศักดิ์ เสนอให้รัฐสภามีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา โดยมีประเด็นที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รัฐสภามีอำนาจพิจารณาและลงมติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 ของพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน และวิสุทธิ์ ไชยณรุณ พรรคเพื่อไทย หรือไม่

เปรมศักดิ์ เพียยุระ

เปรมศักดิ์ ยกเหตุผลประกอบว่า เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ได้มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญลักษณะเดียวกัน ได้ยื่นต่อรัฐสภามาแล้วเมื่อปี 2567 ซึ่งเป็นร่างของชูศักดิ์ ศิรินิล พรรคเพื่อไทย และคณะ และประธานสภาฯ ได้มีมติไม่บรรจุร่างดังกล่าว โดยเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีการเพิ่มเติมหมวด 15/1 ว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ถือเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม้ได้มองเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 และขัดกับระเบียบการประชุมของรัฐสภา ข้อ 119 ที่ให้บรรจุวาระได้เฉพาะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา จึงเป็นผลไม่ให้บรรจุระเบียบวาระเข้าที่ประชุมรัฐสภาได้ ดังนั้น เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพริษฐ์ และวิสุทธิ์ มีหลักการเดียวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของชูศักดิ์ เมื่อปี 2567 จึงเกิดข้อสงสัยถึงอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการพิจารณาและลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับได้หรือไม่

เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า เนื่องด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ที่ระบุว่า “รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้  โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่  และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง”

เปรมศักดิ์ มองว่า คำวินิจฉัยนี้ทำให้สมาชิกรัฐสภาบางคนตีความว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง หรือบางส่วนมองว่าทำแค่ 2 ครั้งเพียงพอ

ด้วยเหตุผลข้างต้น เปรมศักดิ์ จึงเสนอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาว่าสามารถพิจารณาและลงมติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มเติม 15/1 ทั้ง 2 ฉบับต่อไปได้หรือไม่ โดยไม่ต้องทำประชามติสอบถามประชาชนว่าประสงค์ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ก่อน

'เสียงแตก' พิจารณาก่อนหรือไม่

ปกรณ์วุฒิ อุมดิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ขึ้นอภิปรายว่า จุดยืนของพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนญัตติของเปรมศักดิ์ขึ้นมาโดยโต้แย้งว่า สมาชิกรัฐสภามีอำนาจในการพิจารณาแก้ไขกฎหมายโดยแท้ ไม่ใช่การก้าวก่ายอำนาจตุลาการ หากสภาฯ ลงมติเห็นชอบกฎหมายไปแล้วหากขัดรัฐธรรมนูญก็จะไม่ถูกบังคับใช้ ที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่ากฎหมายบางมาตราที่รัฐสภาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญก็ไม่ถูกบังคับใช้แค่นั้น เป็นการถ่วงดุลกันระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ และองค์กรอิสระไม่ใช่การก้าวก่ายกันแล้วบอกว่ารัฐสภาไม่มีอำนาจพิจารณากฎหมายได้หรือไม่ได้

“ในเมื่อผู้แทนปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญประชาชนเลือกตั้งพวกท่านเข้ามาทำหน้าที่ในรัฐสภาแห่งนี้ เพื่อแก้ไขกฎหมาย แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากข้น เรายังสงสัยตัวเองกันเลยว่าทำได้หรือไม่ได้ แล้วประชาชนเขาให้อำนาจเรามาทำไม” ปกรณ์วุฒิ กล่าวพร้อมเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภามีความกล้าหาญในการทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชน

ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เขาเห็นด้วยว่าประธานสภามีอำนาจในการบรรจุญัตติเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ แต่เนื้อหาในญัตติของเปรมศักดิ์นั้นกลับเปรียบเสมือนทำตัวเป็นศาลรัฐธรรมนูญเสียเองว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง แล้วยังสร้างความสับสนให้กับสมาชิกรัฐสภาและสังคมเพราะคนก็กลัวกันว่าการพิจารณานี้จะผิดกฎหมาย

“ผมคิดว่าตัวผมเองมีความชอบด้วยกฎหมายในการพิจารณาเหมือนปกรณ์วุฒิพูดถึง เมื่อบรรจุระเบียบวาระผมก็มีความชอบโดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะพิจารณาเรื่องใดๆ ต่อสภาได้ มันจะผิดกฎหมายอะไรคำว่าผิดกฎหมายนำไปขู่กับสังคมรวมทั้งตัวกระผมด้วย ผมก็กังวลอยู่เหมือนกันว่าผิดอะไร ผมเรียนกฎหมายมา ผมดูมันไม่ผิดอะไรที่เราจะทำหน้าที่ตรงนั้น” ประยุทธ์ กล่าว

ประยุทธ์ ศิริพานิชย์

สส.บัญชีรายชื่อเพื่อไทย เห็นว่า การเขียนของเปรมศักดิ์ ยังเขียนเกินข้อเท็จจริงไป แต่สิ่งที่เขากังวลหากการพิจารณาของสภาเดินหน้าไปแล้วเปรมศักดิ์ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วศาลชี้ว่าเป็นโมฆะการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาก็จะเสียไปทำให้เกิดความเสียหาย แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นเรื่องที่เป็นสัญญาประชาคมของเขาและพรรคเพื่อไทยก็พยายามทำหน้าที่แก้อุปสรรคต่างๆ แต่องค์กรที่มีอำนาจชี้ขาดคือศาลรัฐธรรมนูญ

ก่อนที่สุดท้าย ประยุทธ์ สรุปความเห็นของเขาว่า ‘เห็นชอบ’ ให้เลื่อนญัตติของเปรมศักดิ์ ขึ้นมาพิจารณา

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ สส.ประชาธิปัตย์ ขึ้นอภิปราบสนับสนุนให้เลื่อนญัตติสงศาลรัฐธรรมนูญของเปรมศักดิ์ขึ้นมาพิจารณา เพราะที่ผ่านมาการเสนอแก้ไขมาตรา 256 เคยพิจารณากันจนถึงวาระ 3 แต่ก็มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ทำประชามติก่อน ทำให้มีการพิจารณาในสภาว่าจะสามารถลงมติวาระ 3 ได้หรือไม่ แต่ก็มีเสนอญัตติให้ลงวาระ 3 เสียก่อนแล้วร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ถูกตีตกไป ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ใกล้เคียงกันตรงที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ยังไม่มีการทำประชามติมาก่อน

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่า ‘ไม่เห็นด้วย’ และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องด่วน เพราะปีที่แล้วก็เคยมีการส่งประเด็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตั้งแต่มีนาคม 2567 แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่รับ แล้วบอกให้ดูคำวินิจฉัยเดิม จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ และวาระพิจารณาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ใส่ไว้ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2567 แล้วแต่กลับเพิ่งมายืนญัตติขอให้สภาส่งประเด็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเอาใน 15 ชั่วโมงก่อนวาระพิจารณาของสภา จึงไม่ใช่เรื่องด่วนที่ต้องเลื่อนมาพิจารณาเป็นวาระแรกของการประชุมวันนี้

'ไม่เห็นด้วย' เลื่อนญัตติส่งศาล รธน.ตีความอำนาจรัฐสภาขึ้นมาพิจารณา

หลังการอภิปราย วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาเปิดให้สมาชิกลงมติ ผลการลงมติมีสมาชิกทั้งสองสภาร่วมลงออกเสียงทั้งหมด 524 เสียง มีผู้เห็นด้วย 246 เสียง มีผู้ไม่เห็นด้วย 274 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ทำให้การประชุมดำเนินการตามระเบียบวาระเดิมคือโดยไม่เลื่อนญัตติของเปรมศักดิ์ขึ้นมาพิจารณาเป็นวาระแรกและวาระของเปรมศักดิ์ยังคงอยู่เป็นวาระที่ 3 ตามเดิม

ด้านพิศิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา อ้างว่าการประชุมนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดกับรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เขาจึงอภัยประธานรัฐสภา และขอวอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุมแห่งนี้ และพิจารณาเรื่องด่วนเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 

ด้านสหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน ได้อภิปรายนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4/2564 มาแจก ระหว่างที่ สส. และ สว.กำลังเดินออกจากห้องประชุม เพื่อเช็กว่าขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

ที่มา TP Channel

ต่อมา เวลา 12.00 น. วันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา สั่งยุติการประชุมรัฐสภา เนื่องจากนับองค์ประชุมแล้ว เหลือผู้เข้าร่วมเพียง 204 คนเท่านั้น ถือว่าไม่ครบองค์ประชุม ต้องปิดการประชุมไม่สามารถดำเนินการประชุมต่อไปได้ ขอเริ่มประชุมใหม่ 14 ก.พ. 2568 เวลา 9.00 น. 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง