Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รมว.คลังเผยในงานเสวนาของกรุงเทพธรุกิจ ชี้ปัญหา “ภาษีทรัมป์” ไม่สามารถใช้การตอบโต้กับทางสหรัฐฯ ได้ ไม่เช่นนั้นไทยจะต้องเจอกับกำแพงภาษี 36% ทันทีอย่างไรก็ต้องเจรจา แต่สิ่งที่ไทยคิดว่าจะดีกับสหรัฐฯ ก็ยังต้องเจอกับเรื่องที่คาดไม่ถึง ตอนนี้เตรียมมาตรการเยียวยาไว้แล้วภาคเกษตรจะมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 0.01% ไว้ส่วน SME จะมีธนาคารพาณิชย์ดูแล ผลักดันให้อุตสาหกรรมใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากผู้ผลิตไทยเพิ่มขึ้น นักลงทุนที่จะเข้าไทยหลังจากนี้จะต้องให้ผู้ผลิตไทยเข้าไปเรียนรู้ด้วย

14 ก.ค.2568 ในงานเสวนา “ไทยจะ (Re)Deal ภาษีทรัมป์ ได้สำเร็จหรือไม่?”ที่จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ พิชัย ชุนหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึงสถานการณ์การเจรจาภาษีตอบโต้การค้า (Reciprocal Tariff) กับทางสหรัฐฯ เพื่อไม่ให้ภาคการส่งออกของไทยจะต้องเผชิญกับกำแพงภาษีสินค้าเข้าสหรัฐฯ สูงถึง 36% ที่กำลังจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ส.ค.ที่จะถึงนี้ หลังจากที่ รมว.คลังของไทยเพิ่งได้พูดคุยรอบแรกกับเจมิสัน กรีเออร์ ทูตการค้าซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative: USTR) และพบกับ ไมเคิล ฟอล์คเคนเดอร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ เมื่อ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา

พิชัยกล่าวว่า สถานการณ์ที่ไทยกำลังเผชิญกับการเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นอยู่นี้คือความไม่ชัดเจนนำมาซึ่งความไม่แน่นอนคาดเดาไม่ได้ว่าจะจบอย่างไร ตอนนี้คงไม่มีใคคาดเดาได้ว่าทสรุปจะเป็นอย่างไร ตลาดเงินในสหรัฐฯ ก็ส่งสัญญาณแปลกๆ ที่ตลาดหุ้นขึ้นแต่ตลาดพันธบัตรก็ไปอีกทาง คือความไม่มั่นใจ

รมว.คลังกล่าวว่า ก่อนที่เราจะรับมือกับสถานการณ์นี้ก็ต้องถามว่าสหรัฐฯ ต้องการอะไร สิ่งที่เห็นคือหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีก็มีนโยบายแบบนี้ออกมาอย่างรวดเร็วและทำให้เห็นว่าทรัมป์ต้องการชัยชนะที่เห็นผลรวดเร็วในระยะสั้น เมื่อสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะเยอะขาดดุลอย่างต่อเนื่อง สหรัฐฯ จึงเพิ่มรายได้ภาครัฐ แล้วก็ออกมาคู่ขนานว่าเมื่อต้องการให้ภาครัฐมีรายได้มากขึ้น จึงเสนอมาตราทางภาษีเพื่อเพิ่มรายได้แล้วก็ลดรายจ่าย และเพื่อให้รัฐมีรายได้มากขึ้นก็ต้องลดการขาดดุลให้ได้

“นั่นคือต้นเหตุของปัญหา โดยเฉพาะจดหมายฉบับสุดท้ายจะพูดเน้นเรื่องการขาดดุลที่ทำให้ความสัมพันธ์ไม่มีความยั่งยืน ดังนั้นเราจะเห็นว่าวิธีลดการขาดดุลทั้งวันนี้และไปข้างหน้าก็ต้องเพิ่มขนาดการเข้าถึงตลาดก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องมีการพูดคุยกันไม่ว่จะเป็นเรื่องสินค้า ปริมาณและคุณค่าของตลาดเมื่อพูดถึงการเข้าถึงตลาด(Market Access) ก็ต้องนำเรื่อง Non Tariff Barrier หรือ NTP เข้ามาประกอบการพิจารณาทุกครั้ง”

รมว.คลังกล่าวว่า นอกจากภาษีที่สูงที่ไทยจะต้องเจอหากเจรจาไม่ได้ ไทยยังจะเจอกับเงื่อนไขอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องภาษีเข้ามาปนอยู่ด้วย เมื่อมองดูเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมากถึง 58% มียอดการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ก็ยังสูงถึง 18% ของยอดการส่งออกทั้งหมดแล้วสินค้าที่ส่งออกไปนั้นก็มีการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไม่ได้สูงมากนัก ส่วนใหญ่เป็นการพึ่งพาแรงงานในประเทศในหลายอุตสาหกรรม

พิชัยกล่าวว่า ไทยต้องเจรจาตอบโต้ไม่ได้ไม่เช่นนั้นก็จะต้องเจอกับกำแพงภาษีอย่างรวดเร็ว เมื่อจะเจรจาก็ต้องนำเงื่อนไขหรือข้อจำกัดมาประกอบอย่างที่กล่าวไปแล้ว เช่น เรื่องใดที่เจรจาไปแล้วจะกระทบกับประเทศที่สามบ้าง การเจรจราทุกครั้งในแต่ละประเภทก็จะกระทบกับคู่ค้าอื่นๆ ด้วย หรือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่เมื่อเจรจาแล้วจะกลายเป็นการชักศึกเข้าบ้านหรือไม่ก็ต้องนำมาประกอบด้วย ซึ่งต้องวางหลักเกณฑ์ว่าจะรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน รักษาความสมดุลและมั่นใจว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องชั่วครู่และไทยต้องทำได้ แล้วก็รักษาสมดุลรับผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน ซึ่งยากมากแต่ก็ต้องทำให้ได้

ส่วนเรื่องหลักที่จะรักษาผลประโยชน์ร่วมกันก็คือ เมื่อเขาขาดดุลสิ่งที่เราทำได้ก็ต้องเปิดตลาดให้กว้างขึ้นให้กับสิ่งที่สหรัฐฯ อยากขายและไทยก็อยากซื้อด้วย ก็เป็นโจทย์ข้อที่หนึ่ง และอีกส่วนก็คือส่งเสริมการลงทุนในสหรัฐฯ เพราะเมื่อเขาอยากจะส่งออกเขาก็ต้องหันกลับมาเป็นประเทศผู้ผลิตให้ได้  ที่ไทยพอจะทำได้ก็คือเกษตรแปรรูปที่ปกติเรานำวัตถุดิบเข้าจากต่างประเทศมาแปรรูปอาหาร อีกภาคธุรกิจหนึ่งที่เราต้องการมากและมองหาไปทั่วโลกก็คือเราต้องซื้ออยู่แล้วคือพลังงานที่สหรัฐฯ มีเชื้อเพลิงอยู่ค่อนข้างเยอะ ส่วนไทยที่นอกจากจะซื้อแล้วเราจะสามารถไปลงทุนในภาคพลังงานได้หรือไม่

รมว.คลัง กล่าวว่า ที่ไทยจะต้องระวังคือจะเปิดตลาดในประเทศอะไรบ้างและเมื่อเปิดแล้วจะมีภาษีเท่าไหร่ ซึ่งเมื่อจะต้องตั้งภาษีต่ำก็ต้องมาดูว่าสินค้าอะไรที่เราผลิตไม่ได้และต้องนำเข้าอยู่แล้วจากประเทศอื่นที่เราก็ให้ภาษี 0% อยู่แล้วก็ให้สหรัฐฯ ด้วย

แต่เรื่องใหญ่คือส่วนของสินค้าที่ไทยผลิตอยู่แล้วจึงต้องดูว่าสินค้าใดที่ไทยผลิตได้แต่ไม่เพียงพอก็ต้องกำหนดภาษีและกฎเกณฑ์ที่จะปกป้องภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะภาคการเกษตรเพราะสินค้าเกษตรบางอย่างที่ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้เพราะกระบวนการผลิตยังคงมีต้นทุนสูงอยู่ จึงต้องมีมาตรการที่จะรักษาตลาดของประเทศไทย ดังนั้นข้อเสนอที่จะให้สหรัฐฯ จะเป็นข้อเสนอที่ไม่ได้ให้กับประเทศอื่นๆ และในทางปฏิบัติแล้วก็ต้องทำให้เกิดการบริโภคในประเทศก่อน จึงจะเสนอซื้อมาเพื่อปิดช่องว่าง ดังนั้นแล้วสินค้าในประเทศก็ต้องแข่งขันได้ทั้งราคาและคุณภาพ เช่นการปรับเปลี่ยนการผลิต บริหารต้นทุนและคุณภาพสินค้า รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง

พิชัยกล่าวว่าในปีนี้นักท่องเที่ยวหายไปเพราะนักท่องเที่ยวเองก็ต้องระวังการใช้เงินด้วย และอีกสิ่งที่จะต้องทำก็คือการทำเศรษฐกิจดิจิทัลให้มากขึ้นทั้งการผลิตและการตลาด การจะเปลี่ยนผ่านต้องทำอย่างจริงจังและสอดคล้องกับการทำงานของภาคเอกชนให้ได้

รมว.คลังกล่าวถึงประเด็นที่จะเกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์ก็คือเรื่องสินค้าสวมสิทธิที่ผูกผันกับประเด็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากภายในประเทศ(local content) ที่ไทยจะต้องเพิ่มสัดส่วนที่สินค้าส่งออกต้องใช้ local content ให้มากขึ้น รวมถึงในอนาคตจะต้องให้นักลงทุนที่เข้ามาในไทยต้องให้ผู้ผลิตไทยในห่วงโซ่การผลิตเข้าไปเรียนรู้ด้วย

“เรื่องการสวมสิทธิ์เป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องทำ ถึงแม้ไม่มีเรื่องนี้(ภาษีทรัมป์)  ถ้ามี local content เยอะที่ผลิตในไทยเยอะก็จะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจ”

พิชัยกล่าวว่าจากการไปเจรจารอบแรกก็ทำให้รู้ว่าทางสหรัฐฯ ต้องการการเข้าถึงตลาดในประเทศไทยเพราะสินค้าบางประเภทก็ไม่เคยขายให้กับไทยแต่ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะขายหรือไม่ เช่นลำไยหรือปลานิล ซึ่งไทยสามารถเปิดได้และสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีศักยภาพจะส่งมา เมื่อเราเห็นแบบนี้ก็เปิดเพื่อให้ทางสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดไทยได้มากขึ้นได้ หรือกรณียานยนต์ที่ไทยเป็นผู้ผลิตรถยนต์เยอะแต่กลัวไม่กล้าเปิดตลาดแต่เมื่อดูรถยนต์ของสหรัฐฯ แล้วถ้าจะเข้ามาขายในไทยได้ก็คงเข้ามานานแล้ว

รมว.คลังกล่าวว่าการเยียวยาว่า ที่ตอนนี้ให้ผู้ได้รับผลกระทบแจ้งมาที่รัฐบาลจึงได้ทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแยกตามรายประเภทและขนาดของธุรกิจ เพราะเมื่อดูแล้วปรากฏว่าในมูลค่าการส่งออก 3 หมื่นกว่าล้านบาท 1 ใน 3 ก็เป็นสินค้าอิเล็กโทรนิกส์ที่เป็นบริษัทอเมริกันเป็นส่วนใหญ่ ที่สะท้อนว่าบริษัทอเมริกันเหล่านี้ได้จากการตั้งฐานผลิตในไทยคือทักษะของคนทำงานที่หาทดแทนไม่ได้ในสหรัฐฯ แล้วผู้ผลิตในห่วงโซ่การผลิตก็อยู่ในไทยเยอะแทบจะเป็นไปไม่ได้ในระยะสั้นหรือกลางที่จะย้ายออกไปจึงเป็นเรื่องของทางบริษัทเองที่จะต้องอธิบายว่าทำไมจะต้องตั้งฐานการผลิตในไทยด้วย อีกทั้งชิ้นส่วนที่ผลิตจากไทยยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอในสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสหรัฐฯ เอง

“แต่แน่นอนว่าเรามองว่าเป็นผลดี แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้เพราะวิธีคิดมักจะมาคาดไม่ถึงเสมอ แต่ดูแนวโน้มแล้วว่าอาจจะได้” พิชัยกล่าว

รมว.คลังเห็นว่า สุดท้ายแล้วที่จะต้องดูแลคือส่วนที่เป็นภาคเกษตรกรรมของไทยกับธุรกิจรายย่อย (SME) จะต้องเยียวยาให้ถูกจุด ซึ่ง SME ก็มีธนาคารพาณิชย์ดูแลอยู่ส่วนเกษตรกรก็มีธนาคารภาครัฐดูแล ก็มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(soft loan) อยู่ เฉพาะในส่วนของธนาคารภาครัฐเตรียมเงินไว้ประมาณ 2 แสนล้านบาทที่จะให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.01%

สำหรับธุรกิจขนาดกลางขึ้นไปก็ให้ธนาคารไปสำรวจว่าจะช่วยเหลือได้ขนาดไหน ถ้าเกินความสามารถทางรัฐก็อาจจะเสนอสิ่งต่างๆ เข้าไปเพิ่ม  

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง