หนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้กีดกันเลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศ คือนโยบายปลดทหารที่เป็นคนข้ามเพศออกจากกองทัพสหรัฐฯ นโยบายดังกล่าวนี้อาจจะทำให้ทหารที่เป็นคนข้ามเพศในกองทัพต้องถูกปลดรวมแล้วราว 4,200 นาย ขณะเดียวกันกำลังพลในสหรัฐฯ ก็ต่อต้านนโยบายนี้ทั้งการลาออกประท้วงและการฟ้องร้องต่อศาล

ที่มาภาพ: DVIDS (Public Domain)
หลังจากที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าสู่อำนาจได้อีกครั้ง เขาก็ลงนามในคำสั่งพิเศษมากกว่า 100 ชุด หนึ่งในนั้นคือคำสั่งกีดกัน ห้ามคนข้ามเพศเข้ารับราชการทหารในกองทัพสหรัฐฯ โดยอ้างว่า ใครก็ตามที่ใช้ชีวิตในฐานะเพศสภาพอื่น นอกเหนือจากที่ถูกกำหนดให้ จะนับเป็นผู้ที่มีวิถีชีวิตแบบ "ไม่มีเกียรติ์"
ถ้าหากรัฐบาลทรัมป์สามารถนำคำสั่งกีดกันคนข้ามเพศจากกองทัพมาปรับใช้ได้จริง ก็จะมีคนข้ามเพศในกองทัพสหรัฐฯ มากถึง 4,200 นาย ถูกบังคับให้ออกจากราชการ
แต่ในกองทัพก็มีคนต่อต้านคำสั่งของทรัมป์อยู่เช่นกัน อาทิเช่น กรณีของ ร้อยโท นิค ทัลบอตต์ ทหารกองหนุนที่เป็นชายข้ามเพศได้ฟ้องร้องต่อศาลเพื่อท้าทายคำสั่งของทรัมป์
ทัลบอตต์ เป็นคนที่ถูกระบุให้ "เป็นหญิง" ตอนเกิด แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาคือผู้ชายข้ามเพศ เขาบอกว่ามีความฝันอยากเป็นทหารมาตั้งแต่เด็กแล้ว ทว่า ความฝันวัยเด็กของเขาก็กลายเป็นเรื่องยากเกินจินตนาการสำหรับเด็กคนหนึ่งเนื่องจากบรรยากาศทางการเมืองในสหรัฐฯ เขาต้องใช้เวลาเกือบ 9 ปีกว่าจะได้บรรจุเข้าเป็นทหารในกองทัพสหรัฐฯ เพราะการเมืองในช่วงนั้นของสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างการปิดกั้นคนข้ามเพศกับการเปิดรับคนข้ามเพศในกองทัพ
"แน่นอนว่าผมรู้สึกประหลาดใจเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ในคำสั่งพิเศษในครั้งนี้" ทัลบอตต์ พูดถึงการที่คำสั่งพิเศษอ้างว่าความเป็นคนข้ามเพศนั้นเป็นการทำให้ทหาร "ไม่มีเกียรติ์" แต่สำหรับทัลบอตต์แล้ว เรื่องของเกียรติ์ที่แท้จริง มันคือการที่ผู้สวมชุดฟอร์มทหารสามารถทำหน้าที่ในฐานะของทหารได้อย่างเป็นไปตามมาตรฐาน แล้วคนข้ามเพศที่อยู่ในกองทัพสหรัฐฯ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถทำได้
สถาบันวิลเลียมส์แห่งวิทยาลัยนิติศาสตร์ ประจำมหาวิทยาลัยแคลฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส ซึ่งเป็นสถาบันวิจัย เปิดเผยว่ามีคนข้ามเพศประมาณ 15,000 นายรับราชการทหารในกองทัพสหรัฐฯ แต่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก็ระบุว่าตัวเลขอยู่ที่ 4,200 นาย
จากผลโพลเมื่อไม่นานนี้ของ AP-NORC ระบุว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 26 ต่อต้านการให้คนข้ามเพศรับราชการทหาร แต่ก็มีร้อยละ 37 ที่สนับสนุนให้คนข้ามเพศรับราชการทหารได้
แอนดรูว ฟลอเรส นักรัฐศาสตร์ประจำสถาบันวิลเลียมส์ UCLA มองว่าสาเหตุที่มีชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับเรื่องที่ว่าคนข้ามเพศควรเข้ารับราชการทหารได้นั้น เป็นสิ่งที่สะท้อนอยู่ในแนวคิดแบบอเมริกันที่เชื่อว่าคนเราทุกคนควรจะได้สิทธิเท่าเทียมด้านโอกาสในการเข้าถึงการจ้างงาน ซึ่งรวมถึงการรับราชการทหารด้วย ทำให้จำนวนผู้สนับสนุนให้คนข้ามเพศรับราชการทหารได้นั้นไม่ได้ลดลงเลยมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว
ในทางตรงกันข้าม ประเด็นเกี่ยวกับคนข้ามเพศที่มักจะถูกดึงให้กลายมาเป็นการถกเถียงกันในสหรัฐฯ มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนมากกว่า เช่น เรื่องกีฬาเยาวชน เรื่องที่ว่าเยาวชนควรเข้าถึงการดูแลช่วยเหลือด้านการข้ามเพศได้หรือไม่ มักจะมีการเอาเด็กและเยาวชนมาอ้างเพื่อโน้มน้าวให้คนสงสัย ตั้งแง่ต่อสิทธิของคนข้ามเพศมากกว่า
ทัลบอตต์ได้ตัดสินใจโต้ตอบคำสั่งของทรัมป์ด้วยการฟ้องศาล และในตอนนี้คดีก็ยังคงอยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ที่วอชิงตันดีซี แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยมีคดีที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ตัดสินเข้าข้างรัฐบาลทรัมป์ในการอนุญาตให้แบนคนข้ามเพศจากการรับราชการทหารต่อไปคือคดี Shilling v. United State แต่ทัลบอตต์ก็มองว่าคดีของเขาอาจจะมีความหวังอยู่บ้าง จากการที่คดีได้เข้าสู่ระบบของรัฐบาลกลาง
สิ่งที่เจ้าหน้าที่คนข้ามเพศกองทัพสหรัฐฯ ต้องเผชิญ
ในบันทึกจาก พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ระบุว่าหลังจากมีคำสั่งแบนคนข้ามเพศในกองทัพออกมาแล้วนั้น คนข้ามเพศในกองทัพสหรัฐฯ ที่เป็นกองประจำการจะมีเวลาถึงวันที่ 6 มิถุนายน ในการออกจากราชการโดยสมัครใจ สำหรับ กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ หรือ National Guard จะมีเวลาถึงวันที่ 7 กรกฎาคม นี้ คนที่ปฏิเสธจะออกจากราชการเองจะถูกสั่งปลดประจำการนอกเหนือความสมัครใจ ซึ่งจะทำให้พวกเขาเสียสวัสดิการบำนาญและสวัสดิการสุขภาพ
กลุ่มสิทธิมนุษยชนและกลุ่มด้านความหลากหลายทางเพศ รวมถึงบุคลากรการทหารของกองทัพสหรัฐฯ หลายคนต่างก็บอกว่าคำสั่งของทรัมป์ในครั้งนี้มีแรงจูงใจจาก "ความเกลียดชังมากกว่าเหตุผล"
พันตรี คารา คอร์โคราน ทหารที่เป็นคนข้ามเพศอยู่ในกองทัพสหรัฐฯ มา 17 ปี บอกว่า ข่าวเรื่องการขอให้คนข้ามเพศออกจากราชการทหารนี้ มาถึงเธอเพียงสองวันก่อนที่เธอจะเรียนจบจากโครงการผู้นำทหารระดับสูง เธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศที่เริ่มไว้ผมยาวมาตั้งแต่ปี 2561 แล้ว แต่ก็มีคนบอกว่าให้เธอต้องทำตามการกฎเกณฑ์เรื่องชุดฟอร์มทหารผู้ชายและต้องตัดผมตัวเองให้สั้นด้วย
คอร์โครานเคยเป็นหัวหน้ากองทหารที่ครั้งหนึ่งเคยวางกำลังในอัฟกานิสถาน เธอบอกว่าเธอปฏิเสธที่จะออกจากราชการโดยสมัครใจและเตรียมใจไว้แล้วที่จะถูกสั่งปลด แต่เธอก็มองว่าการที่รัฐบาลกระทำกับคนข้ามเพศในกองทัพแบบนี้ก็นับเป็นเรื่องเลวร้ายอยู่ดี
"ไม่มีอะไรในตัวฉันเลยที่เป็นผู้ชาย แต่พวกเราก็บังคับให้ฉันต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับเดียวกับผู้ชาย" คอร์โครานกล่าว
อีกคนหนึ่งที่พูดถึงผลกระทบต่อตัวเขาเองคือ เจ้าหน้าที่นาวิกโยธิน ที่ชื่อ เรย์ ผู้มีอัตลักษณ์ทางเพศคือนอนไบนารี หรือผู้ที่มีสำนึกทางเพศไม่ใช่ทั้งชายหรือหญิงแบบสุดขั้ว
เรย์บอกว่าคำสั่งปลดคนข้ามเพศส่งผลต่อชีวิตเขาและครอบครัว บีบให้พวกเขาต้องย้ายถิ่นฐานและหางานใหม่ ตอนที่เรย์รับราชการทหารเขาเคยทำหน้าที่ในเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์มาก่อน
ลินด์เซย์ ภรรยาของเขาบอกว่าผลกระทบจากคำสั่งของทรัมป์นั้นเจ็บปวดมาก ทำให้ครอบครัวของพวกเขาที่มีลูกสาวอยู่ด้วยคนหนึ่งต้องพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด
สำหรับคำสั่งของทรัมป์นั้นมีข้ออ้างที่ว่าความเป็นคนข้ามเพศนั้นขัดกับ "เกียรติของกองทัพ" แต่ก็เคยมีการฟ้องร้องเมื่อเดือน มีนาคม ที่ผ่านมา ที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทรัมป์เองก็มีปัญหาในเรื่องให้ความชอบธรรมต่อวาทกรรมนี้ เพราะพวกเขาไม่สามารถหาตัวอย่างผู้มีสภาวะจิตที่จะเป้นความชอบธรรมในการอ้างกีดกันคนข้ามเพศได้
ทหารอนุรักษ์นิยมรีพับลิกันจาก 'เวสต์ปอยต์' ลาออกประท้วงคำสั่งกีดกันของทรัมป์
นอกจากกรณีการฟ้องร้องโดยทัลบอตต์แล้ว ยังมีการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ในแบบอื่นๆ จากคนข้ามเพศในกองทัพสหรัฐฯ ด้วย
แอนโทนี เกร์เรโร เจ้าหน้าที่ประจำการกองทัพบกสหรัฐฯ และอาจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อยทหารเวสต์ปอยต์ ตัดสินใจลาออกจากราชการเพื่อประท้วงคำสั่งของทรัมป์
เกร์เรโร เขียนบทความระบุว่าเขาได้รับการบรรจุเข้ารับราชการทหารในกองทัพสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2549 และมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา โดยที่เขาเคยได้รับตำแหน่งผู้นำทัพหลายตำแหน่งมาก่อน เขาบอกว่า เขารู้สึก "ภาคภูมิใจ" ในการได้รับราชการในกองทัพสหรัฐฯ และ "ใส่ใจอย่างมากต่อกองทัพ" แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะประท้วงคำสั่งของทรัมป์ด้วยการลาออก
"ผมอาจจะดูเหมือนไม่ใช่คนที่คุณคาดคิดว่าจะต่อต้านคำสั่งแบนคนข้ามเพศจากกองทัพ ผมเป็นชาวคริสต์สายอนุรักษ์นิยมอีแวนเจลิก แล้วก็เป็นรีพับลิกันด้วย" เกร์เรโรระบุในบทความ
แต่สาเหตุที่เกร์เรโกประท้วงนั้นเป็นเพราะเขามองว่าคำสั่งของทรัมป์ "ไร้ศีลธรรมและจริยธรรม" ทำให้เขาเชื่อว่ามันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต่อต้านเรื่องนี้ เพราะเขามีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจอย่างมากต่อ "คนที่เกิดมาในร่างกายที่ไม่ใช่ตัวเขา" แต่ก็ต่อต้านการแปลงเพศโดยอ้างว่าผู้คนควรจะ "ยอมรับและรักร่างกายที่พระเจ้าประทานมาให้" มากกว่า
กระนั้น เกร์เรโร ก็บอกว่าความคิดเห็นส่วนตัวของเขาไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นการที่คนช้ามเพศรับราชการทหาร เขาต่อต้านการแบนคนข้ามเพศจากกองทัพเพราะมองว่ามันเป็นเรื่องที่กีดกันเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด และมองว่ามันไม่เกี่ยวข้องเลยกับข้ออ้างความชอบธรรมที่ว่าคนข้ามเพศจะส่งผลต่อความพร้อมทางการทหาร
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เคยอ้างว่า "สภาวะข้อจำกัดทางการแพทย์ การผ่าตัด และสุขภาพจิต" ของคนข้ามเพศเป็นสิ่งที่ "เข้ากันไม่ได้กับมาตรฐานระดับสูงทั้งทางร่างกายและจิตใจ ที่มีความจำเป็นต่อการรับราชการทหาร"
แต่เกร์เรโรมองว่าข้ออ้างของกระทรวงกลาโหมไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และเคยมีงานวิจัยร่วมกันจากกระทรวงกลาโหม กับ บรรษัท RAND ออกมาเมื่อปี 2559 ระบุว่า การอนุญาตให้คนข้ามเพศเข้ารับราชการทหารอย่างเปิดเผยนั้น "ไม่ได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญใดๆ ต่อการทำงานร่วมกัน, ประสิทธิภาพในปฏิบัติการ หรือความพร้อม"
อีกทั้งยังเคยมีงานวิจัยจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกันปี 2561 ที่ระบุว่าสภาวะความทุกข์ใจในเพศตัวเองหรือ gender dysphoria ที่คนข้ามเพศหลายคนมักจะมีอยู่นั้น ไม่ได้ส่งผลใดๆ เลยกับการทำงานในระดับสูง รวมถึงการรับราชการทหารด้วย
นับตั้งแต่ปี 2559 ที่เพนทากอนประกาศให้คนข้ามเพศชาวอเมริกันสามารถรับราชการทหารได้อย่างเปิดเผย ทหารที่เป็นคนข้ามเพศก็ได้วางกำลังในพื้นที่สู้รบ เป็นผู้ให้การสนับสนุนที่สำคัญต่อปฏิบัติการสู้รบ และมีบทบาทที่สำคัญในกองทัพ
เกร์เรโร มองว่าคำสั่งพิเศษของทรัมป์เป็นการใช้ข้ออ้างแบบผิดๆ เรื่องความมั่นคงแห่งชาติ โดยอ้างใช้ภาษาทางการแพทย์มาปกปิดทัศนคติคับแคบไม่ยอมรับความหลากหลาย
ทั้งนี้ยังมีความกังวลว่า การออกคำสั่งพิเศษในเชิงแบนคนข้ามเพศในกองทัพเช่นนี้ อาจจะส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของคนในกองทัพด้วย ทำให้เกิดความกลัวที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็นจนต้องเซนเซอร์ตัวเอง ทำให้กองทัพเน้นเรื่องการใช้คนที่ถูกหล่อหล่อมอุดมการณ์มาแบบเดียวกันเท่านั้น โดยละเลยเรื่องความสามารถในการรับใช้ชาติ
เกร์เรโร ระบุว่า "ถ้าหากเจ้าหน้าที่ทหารยอมรับคำสั่งที่ไร้จริยธรรมแบบนี้ มันจะไปจบลงที่ไหน ผมเกรงว่าทำเนียบขาวจะขอร้องให้ทหารในกองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติตามคำสั่งที่น่ารังเกียจมากขึ้นเรื่อยๆ"
เรียบเรียงจาก
Transgender military member wages legal battle to remain in the US Army, AOL, 05-07-2025
Opinion: I’m not the person you’d expect to oppose a ban on transgender troops, Anthony Guerrero, The Salt Lake Tribune, 02-07-2025
Trans troops slam ‘horrific’ US military ban days before it goes into effect, Pink News, 01-07-2025
