รวมสถานการณ์ปะทะไทย-กัมพูชาตามแนวชายแดน และความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองและการต่างประเทศในการแก้ปัญหาสถานการณ์ปะทะที่กำลังเกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (24 ก.ค.) เบื้องต้นฝ่ายไทยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 3 คนในจำนวนี้เป็นเด็กอายุ 5 ขวบ 1 คน ส่วนฝ่ายทหารไทยบาดเจ็บ 7 ราย ตามรายงานระบุว่าเกิดจากการใช้จรวดชนิด BM-21 ยิงใส่ ส่วนฝ่ายไทยใช้ F-16 ตอบโต้ทำลายหน่วยทหารฝ่ายกัมพูชาได้
24 ก.ค.2568 หลังจากเช้าวันนี้กองทัพบกรายงานเหตุปะทะกันที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 8.20 น. โดยก่อนหน้าเกิดการปะทะเมื่อเวลา 7.35 น. ทางฝ่ายทหารได้ยินเสียงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และถูกระบุว่าเป็นของทางกัมพูชาและมีทหารกัมพูชา 6 นาย พร้อมอาวุธครบมือเข้ามาในแนวลวดหนาม และไทยได้ตะโกนเจรจาไปแล้ว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน
ทั้งนี้การรายงานข่าว ตามมีรายงานเพิ่มเติมจากเพจของกองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์เพิ่มเติมตั้งแต่ 9.15 น.ทางกัมพูชาใช้อาวุธแตกอากาศเข้ามาฝั่งไทยและ 9.20 น.รายงานว่า เกิดการปะทะตลอดหน้าแนวด้วยอาวุธปืนเล็กยาว มีทหารไทยบาดเจ็บ 1 นาย จากนั้นกองทัพภาคที่ 2 รายงานในพื้นที่อื่นด้วยได้แก่
- ศรีสะเกษ เมื่อ 9.47 น. กองทัพภาคที่ 2 รายงานต่อว่าทางกัมพูชาใช้จรวด BM-21 ยิงจากฐานที่เขาแหลมตกใส่ปราสาทโดนตวล
- สุรินทร์ เมื่อ 9.55 น. กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า ทางกัมพูชายิงใส่ลงในพื้นที่ชุมชน บริเวณศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อ.กาบเชิง
- สุรินทร์ เมื่อ 10.03 น. กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า ทางกัมพูชารุกเข้าพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย และทางกองทัพไทยได้อนุมัติยิงปืนใหญ่
เมื่อ 10.30 น. กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่าเกิดเหตุปะทะใน 6 พื้นที่
จากนั้น 10.38 น. NBT Connext รายงานจากทางกองทัพบกโดย พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เมื่อช่วงเวลา 09.20 น. พบการปะทะเพิ่มเติมตลอดแนวพื้นที่ผามออีแดง ปราสาทเขาพระวิหาร พบฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากใช้อาวุธทุกชนิดและ BM21 ส่วนฝ่ายไทยเข้าปะทะตามแผนพร้อมตอบโต้ปืนใหญ่สนาม
โฆษก ทบ.ระบุต่อว่า มีรายงานว่า ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการปะทะที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา จำนวน 2 นาย จากอาวุธยิงสนับสนุน ในพื้นที่บริเวณกลุ่มปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์
เวลา10.51 น.กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่าเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพไทยจำนวน 6 ลำ เตรียมตอบโต้ พื้นที่ช่องอ่านม้า จ.อุบลราชธานี จากนั้น 10.58 น. ยิงโจมตีใส่กอง บก.พลน้อย.สสน.8 บก.พลน้อย.สสน.9 ทำให้ถูกทำลายลงแล้ว โดยรายงานของกองทัพภาคที่ 2 ไม่ได้ระบุในโพสต์ว่าเป็นพื้นที่ใด
เมื่อ 11.30 น. กองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปภาพความเสียหายที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทำให้มีนักเรียนและประชาชนได้รับบาดเจ็บ โดยระบุว่าเป็นผลจากกระสุน BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา

11.54 น. NBT Connext โพสต์คลิปที่ระบุว่าเป็นโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ทหารในพื้นที่หมอบหลบหลัง ทหารกัมพูชา ยิง BM-21 โจมตี เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

เวลา 14.41 น. เฟซบุ๊ก NBT Connext โพสต์ว่า กองทัพภาคที่ 2 รายงานฝ่ายไทยยิงตอบโต้ต่อต้านรถถังกัมพูชา ฝั่งสัตตะโสม เก็บรถถังได้ 2 คัน
ต่อมา 14.49 น. เฟซบุ๊ก NBT Connext โพสต์ว่า กองทัพภาค 2 ประกาศด่วน ขอให้ประชาชนในพื้นที่ ต.เสาธงชัย และ ต.โศกขามป้อม จ.ศรีสะเกษ เข้าที่บังเกอร์ หลุมหลบภัยด่วน
ตั้งศูนย์บัญชาการทางทหารรับมือ
ประมาณ 12.00 น. ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) โดย พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษก ศบ.ทก. แถลงข่าวถึงสถานการณ์ตั้งแต่การวางทุ่นระเบิดที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี แล้วทางเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายไทยที่เดินลาดตระเวณเหยียบทุ่นระเบิดทำให้ข้อเท้าขวาขาด 1 นาย และมีเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บแน่นหน้าออก 4 นาย โดยมีการส่งตัวรักษาแล้ว
พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวถึง สถานการณ์เช้าวันนี้ตั้งแต่ 7.35 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้โดรนบินตรวจการวางกำลังของไทยในบริเวณปราสาทตาเมือน จากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาเคลื่อนกำลังมาที่แนวหน้าโดยมีทหารกัมพูชาที่ถือจรวด RPG มา จากนั้นสถานการณ์ได้ขยายพื้นที่ปะทะ 6 พื้นที่ได้แก่ พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย ช่องบก เขาพระวิหารบริเวณห้วยตามาเรีย ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องจอม
พลเรือตรี สุรสันต์ ขณะนี้ทางกัมพูชาได้ใช้จรวด BM-21 ขนาด 122 มม. ทำให้บ้านเรือนฝ่ายไทยเสียหายและมีประชาชนเสียชีวิต
โฆษก ศบ.ทก. ระบุถึงผู้ได้รับบาดเจ็บว่า จากการปะทะทางฝ่ายไทยได้ดำเนินการอพยพประชาชนในพื้นที่แล้ว เบื้องต้นมีรายงานว่ามีประชาชนได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 คนในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุ 5 ขวบ 1 คน ประชาชนเสียชีวิต 1 คน ในพื้นที่พนมดงรัก จ.สุรินทร์
ส่วนการดำเนินการ พลเรือตรี สุรสันต์ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตั้งศูนย์บัญชาการทางทหารตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม โดยจะมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้บังคับบัญชาในการใช้กำลังทางทหาร
โฆษก ศบ.ทก.กล่าวถึงการดำเนินการปิดด่านชายแดนด้วยว่า เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันจึงยกระดับมาตราการชายแดนระดับ 4 ปิดทุกด่านเข้า-ออกตามแนวชายแดนกัมพูชา
มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ(กต.) กล่าวต่อว่า การควบคุมจุดผ่านแดนต่างๆ ที่ผ่านมา ศบ.ทก. ไมไ่ด้ปิดด่านเพียงแต่เพิ่มความเข้มงวดเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและความปลอดภัยของประชาชน แต่ด้วยสถานการณืปัจจุบันจำเป็นต้องปิดด่านเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงความปอลดภัยของประชาชนในพื้นที่
มาระตี ระบุว่า การดำเนินการด้านการต่างประเทศของทางกระทรวงเมื่อวานนนี้ กต. ได้บรยายสรุปแก่ทูตต่างประเทศและทูตทหารประเทศต่างๆ เรื่องกับระเบิดที่มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 ไทยได้รับการตอบรับอย่างดีจากประเทศต่างๆ โดยไทยได้ชี้แจงจุดยืนท่าทีและได้ดำเนินการประท้วงกัมพูชาโดยตรงและประทวงผ่านประธานในที่ประชุมซึ่งรัฐภาคีในอนุสัญญาออตตาว่าซึ่งได้รับทราบ
โฆษก กต.กล่าวถึงใน ส่วนที่มีเจ้าหน้าที่ทหารไทย 5 นาย ได้รับบาดเจ็บเมื่อวานนี้ (23 ก.ค.) กต.ได้ประณามอย่างถึงที่สุด และ กต.จะเดินหน้าประท้วงต่อไปเช่นกัน
ส่วนการปะทะที่เกิดขึ้นตอนนี้โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่ม กต.จะปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยร่วมกับกองทัพไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป
จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
จากนั้น เวลา 13.52 น. แฟนเพจกองทัพบก ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชา จากการใช้อาวุธโจมตีไทย พร้อมเผยตัวเลขผู้บาดเจ็บแล้วเสียชีวิตจากการใช้อาวุธโจมตีของกัมพูชา
ในแถลงระบุว่าขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา กรณีใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขตแดนไทย กองทัพบกย้ำฝ่ายไทยพร้อมปกป้องอธิปไตยและประชาชนจากการกระทำอันผิดหลักมนุษยธรรมดังกล่าว และในพื้นที่พลเรือนตกเป็นเป้าหมายของอาวุธยิงสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา จนทำให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย รวมถึงมีประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ดังนี้
1. พื้นที่บริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บ 10 ราย
2. พื้นที่บ้านโจรก ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 2 ราย (1 รายเป็นเด็กชายอายุ 8 ปี) และได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ส่งต่อ รพ.กาบเชิง
3. พื้นที่บ้านกุดเชียงมุน, บ้านจันลา, บ้านโพนทอง ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย
4. พื้นที่บ้านขี้เหล็ก ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ส่งผลให้บ้านเรือนและสัตว์เลี้ยงทางการเกษตรได้รับความเสียหาย
5. พื้นที่หมู่ 16 ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ พบผู้บาดเจ็บ 1 ราย
6. พื้นที่บ้านหนองแรด ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ส่งผลให้บ้านเรือนได้รับความเสียหาย
7. พื้นที่บ้านนายบุญล่วม ทองวิเศษ หมู่ 9 ต.โดมประดิษฐ์ ส่งผลให้บ้านเรือนได้รับความเสียหาย
“ทั้งนี้ กองทัพบกขอประณามการกระทำอันรุนแรงต่อเป้าหมายพลเรือนของฝ่ายกัมพูชา และพร้อมดำเนินการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชนจากการกระทำอันผิดหลักมนุษยธรรมดังกล่าวอย่างถึงที่สุด” แถลงระบุ
จากนั้น 18.06 น. NBT Conext เผยแพร่ตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุปะทะตั้งแต่เช้าวันนี้ โดยเป็นข้อมูลเมื่อเวลา 14.15 น. เบื้องต้นแบ่งเป็น
- เสียชีวิต 12 ราย
- บาดเจ็บสาหัส 11 ราย
- บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย
- บาดเจ็บเล็กน้อย 7 ราย
แบ่งตามจังหวัดได้ดังนี้
สุรินทร์ รวมทั้งหมด 11 ราย แบ่งเป็น
- เสียชีวิต 2 ราย
- บาดเจ็บสาหัส 4 ราย
- บาดเจ็บปานกลาง 4 ราย
- บาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย
ศรีสะเกษ รวมทั้งหมด 26 คน แบ่งเป็น
- เสียชีวิต 9 ราย
- บาดเจ็บสาหัส 3 ราย
- บาดเจ็บปานกลาง 8 ราย
- บาดเจ็บเล็กน้อย 6 ราย
อุบลราชธานี รวมทั้งหมด 5 คน แบ่งเป็น
- เสียชีวิต 1 ราย
- บาดเจ็บสาหัส 4 ราย
บุรีรัมย์ บาดเจ็บปานกลาง 1 ราย
ทบ.แถลงไทยเน้นทำลายเป้าทางทหาร แต่กัมพูชาโจมตีพลเรือนไทยกระทบภาพลักษณ์ตัวเอง
เมื่อเวลา 17.30 น. พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงสรุปสถานการณ์ โดยเขายืนยันว่าไทยไม่ได้มีเจตนา หรือแรงจูงใจที่จะโจมตีฝ่ายกัมพูชา เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ และไม่มีเหตุผลที่จะทำเช่นนั้น หากไม่เกิดความจำเป็นหลังถูกบีบบังคับเนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
โฆษก ทบ.ระบุว่า กองทัพบก ดำเนินการใช้กำลังตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 ที่สามารถใช้กำลังป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีด้วยอาวุธ จากฝ่ายกัมพูชา และการตอบโต้ฝ่ายไทยมุ่งทำลายเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และที่ไทยต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารกับกัมพูชาเพราะ มีเหตุมาจากผู้นำฝ่ายกัมพูชา จึงอาจต้องให้ระดับฝ่ายบริหารของกัมพูชาและไทยได้เจรจากันในระดับรัฐบาล และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางสันติวิธี เพื่อแก้ไขปัญหาต้นเหตุทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากประชาชนสองประเทศ ไม่มีความจำเป็นต้องมาขัดแย้งกัน และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
พล.ต.วินธัยกล่าวถึงที่กัมพูชาโจมตีเป้าหมายพลเรือนนั้น การใช้อาวุธและปฏิบัติการทางทหารตามกติกา ต้องอยู่ในพื้นที่จำกัด และเป็นเป้าหมายทหารเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชา เพราะผิดกฎกติกาสากล เมื่อเกิดเหตุ เราต้องดูแลอย่างดีที่สุดการปฏิบัติทางฝ่ายทหาร และฝ่ายปกครอง ช่วยกันแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและเราไม่อยากให้เกิดขึ้น
โฆษก ทบ.ระบุถึงปฏิบัติการส่งเครื่องบิน F-16 โจมตีกัมพูชา 2 รอบ เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการการใช้อาวุธสนับสนุนระยะไกลโดยใช้อากาศยาน ถือว่ามีความแม่นยำ และไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายที่นอกเหนือจากแผนที่วางไว้ ฉะนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ สิ่งที่ใช้เป็นไปตามเหตุผลและความจำเป็น และอยู่ในกรอบการปฏิบัติต่อเป้าหมายทางทหาร
พล.ต.วินธัย กล่าวว่าส่วนการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างเป็นทางการ และยังประเมินไม่ได้ว่าการเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ต้องใช้เวลากี่วัน แต่เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง สรุปการปฏิบัติการสำเร็จตรงเป้าไม่ได้ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ และการปฏิบัติต้องอยู่ในกรอบกติกาสากล ไม่เกินกว่าเหตุ
สถานการณ์ฝ่ายการเมือง
หลังเกิดการปะทะ เมื่อเวลา 9.35 น.ก่อนที่สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนจะมีการขยายพื้นที่ปะทะ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่ว่า ตนรับทราบรายงานเมื่อเวลา 8.00 น. ว่าเกิดเสียงปืนดังขึ้นและตนกำลังดูรายละเอียด ส่วนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่กำลังทำงาน จึงขอให้สื่อมวลชนระวังในการรายงานข่าว
ทั้งนี้ ภูมิธรรมระบุด้วยว่า วันนี้เวลา 14.00 น. จะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนแม่ทัพภาคที่ 2 สามารถประเมินและปฏิบัติการได้ทันทีหรือต้องขออนุญาตมาทางรัฐบาล ต้องขอหารือในที่ประชุมก่อน ขณะเดียวกันที่มีรายงานว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ให้ประชาชนไปที่หลุมหลบภัยนั้น ต้องขอตรวจสอบก่อน
อย่างไรก็ตามภูมิธรรมกล่าวถึงสถานการณ์ก่อนที่จะมีรายงานข่าวเพิ่มเติมของกองทัพภาคที่ 2 ว่า ยังไม่มีเหตุการณ์จุดอื่นเพิ่มและยังคงมีจุดเดียว ยืนยันว่าไม่ใช่การปะทะกัน โดยพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม เป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงเดิมที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ทุกฝ่ายยอมรับ และยืนยันกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลว่า เมื่อปี 2568 ตนเองไปเซ็นสัญญาให้ทางกัมพูชาขึ้นมาอยู่บนนี้ ไม่เป็นความจริง ซึ่งต้องถือว่าเป็นการพูดที่ไม่เป็นประโยชน์ การปลุกปั่นแบบนี้จะสร้างปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงได้ เพราะเรื่องปราสาทตาเมือธมเป็นการปฏิบัติตามหลักการเดิม ตามที่เคยใช้อยู่แล้วตั้งแต่ในอดีตมาเป็นสิบๆ ปี ไม่เกี่ยวกับตนเองและไม่เกี่ยวกับใครที่อยู่ในปัจจุบันทั้งนั้น ขออย่าอาศัยตรงนี้ทำลายประเทศด้วยวิธีการเอาข่าวเท็จมาปั่น
จากนั้น จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการ ศบ.ทก. แถลงยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้าใส่ทหารไทย โดยใช้อาวุธหนักต่อเนื่องคือจรวด BM-21 เข้าใส่พลเรือนไทยที่ชุมชนบริเวณชายแดน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์
จิรายุระบุจำนวนผู้เสียชีวิตขณะนี้มี 1 ราย และมีเด็กอายุ 5 ขวบได้รับบาดเจ็บสาหัส พร้อมคนในครอบครัวอีก 2 คน ซึ่งฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ได้อพยพประชาชนไปที่ปลอดภัยแล้ว ส่วนทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 7 นาย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สส.เปิดประชุมลับ สว.ประณามกัมพูชาลอบกัดไทย
เมื่อเวลา 13.43 น. เพจวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา รายงานความเคลื่อนไหวของรัฐสภาไทยทั้งฝั่งสภาผู้แทนราษฎรและเผยแพร่แถลงการณ์ของ คณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงแห่งรัฐ วุฒิสภา เรื่องขอประณามการกระทำอันรุนแรงและไร้ยางอายของกัมพูชา
แถลงของ สว.ระบุว่า จากเหตุโจมตีของกัมพูชาด้วยอาวุธสงครามชนิดต่างๆ ใส่ประเทศไทยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ทำให้ประชาชนไทยได้เสียชีวิตและบาดเจ็บ มีทรัพย์สินเสียหาย “ถือเป็นการกระทำอันรุนแรง เกินกว่าที่ประชาชนคนไทยจะอดทนและยอมรับได้” และวิจารณ์การกระทำของกัมพูชาว่าเป็นการลอบกัดและป่าเถื่อน ทั้งการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและการระดมยิงอาวุธใส่พื้นที่ชุมชนของไทย
นอกจากการประณามกัมพูชา กมธ.ทหาร สว.ยังได้แสดงความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของประชาชนไทยที่อาศัยในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา และเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานเพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ
ด้านสภาผู้แทนราษฎรยังได้เปิดประชุมลับเพื่ออภิปรายมติด่วนปัญหาพิพาท-แนวทางแก้ไขกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน โดยทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างยื่นญัตติขอให้มีการประชุมเรื่องนี้รวม 7 ญัตติ
รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน นอกจากจะเสนอญัตติแล้วยังได้เสนอให้รักษาการนายกรัฐมนตรีและวันมูหะมัดนอร์ มะทาประธานสภาผู้แทนราษฎร ติดต่อถึงประธานอาเซียน คือ มาเลเซียเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ตามที่กัมพูชาสร้างเรื่องว่าตัวเองถูกรังแก และไทยต้องยื่นเรื่องไปยัง UNSC เพราะกัมพูชาได้โจมตีโรงพยาบาลด้วย หากกัมพูชายื่นก่อนไทยอาจตกเป็นจำเลยของนานาชาติ อีกทั้งกัมพูชายังมีเป้าหมายที่จะทำให้ไทยต้องไปเข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกด้วย เนื่องจากการตั้งฐานของกัมพูชาตามปราสาทต่างๆ ที่เป็นมรดกโลกหากไทยโจมตีแล้วเกิดผลกระทบตามมา
ภูมิธรรมแถลงประชุม สมช. อพยพและดูแลความปลอดภัยประชาชนเต็มที่
เมื่อเวลา 16.15 น. ภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ชี้แจงสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้น ว่า เป็นเหตุปะทะระหว่างทหารกัมพูชาและทหารของไทยในพื้นที่ โดยจากการรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พบว่ามีการใช้อาวุธหลากหลายประเภท ยิงเข้ามาในเขตแดนของไทยก่อน โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน สร้างความเสียหายต่อชุมชนและประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ามีการยิงเข้าไปในบริเวณปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ และโรงพยาบาลในพื้นที่ด้วย ดังนั้น รัฐบาลจึงขอประณามการใช้ความรุนแรงที่ไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่ใช่การประกาศสงคราม แต่เป็นการปะทะกัน ในการรักษาอธิปไตยของไทย
ทั้งนี้ เหตุปะทะดังกล่าวเกิดจากการยั่วยุจากฝ่ายกัมพูชา ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินการป้องกันอธิปไตยของประเทศ
ภูมิธรรม กล่าวอีกว่า กองทัพได้ดำเนินการปกป้องอธิปไตยในพื้นที่อย่างเต็มที่ รัฐบาลได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ทหารสามารถใช้มาตรการที่จำเป็นภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์มีความเร่งด่วนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเกิดเหตุขึ้นในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงจำกัดสถานการณ์ให้อยู่ภายในพื้นที่ แต่รัฐบาลได้มีการระมัดระวังบริเวณชายแดนอย่างเต็มที่ พร้อมได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยมีแผนรองรับที่เตรียมไว้แล้วอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติ ดังนี้
- ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการดูแลความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบตามระเบียบที่มีอยู่
- กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งปิดโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงชั่วคราว
- กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการเปลี่ยนโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดนเป็นโรงพยาบาลสนามชั่วคราว รวมถึงอพยพคนป่วย ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดไปสู่โรงพยาบาลอื่น ๆ ในแนวหลังที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว
สำหรับมาตรการด้านการต่างประเทศ รัฐบาลได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาลง โดยเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศไทย และส่งเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยกลับสู่ประเทศ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่มีความรุนแรงที่สุดในทางการทูต
“รัฐบาลไทยยึดมั่นในหลักการแห่งการปกป้องอธิปไตยของชาติ และจะไม่ยอมให้มีการละเมิดเขตแดนของประเทศโดยเด็ดขาด พร้อมรับผิดชอบในการดูแลประชาชนอย่างเต็มที่“นายภูมิธรรม กล่าว
ภูมิธรรมกล่าวว่าถ้าจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างรัฐบาล ก็ต้องรอให้เรื่องยุติก่อนเพราะไทยไม่ได้เป็นคนเริ่ม ถ้าแสดงความจริงใจต่อกันก็คุยกันได้แต่เราก็รู้สึกว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นคนยั่วยุและริเริ่มก็ต้องดำเนินการไปตามที่เกิดขึ้น เราสนใจเรื่องคนในประเทศเราและการปะทะที่บานปลาย ก็คำนึงชีวิตของทหารและประชาชนของไทย
ส่วนประเด็นที่กัมพูชาทำหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือ UNSC นั้น รองนายกฯ กล่าวว่าเรื่องนี้ทางไทยเองได้มีมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปพบกับเลขาธิการของ UNSC ที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ แล้วและได้มีการชี้แจงรายละเอียดไปแล้วเกี่ยวกับสถานการณ์ เราไม่ได้อยากปกปิดอะไรแต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่บางเรื่องเกี่ยวกับยุทธการที่เปิดเผยไปแล้วจะเกิดความเพลี่ยงพล้ำได้
ไทยเลือกโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น
ด้านการต่างประเทศ
เวลาประมาณ 12.30 น. เฟซบุ๊กกระทรวงการต่างประเทศไลฟ์สด นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวแถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศ เรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยรัฐบาลไทยประท้วงการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล แถลงการณ์ดังกล่าวมีใจความสำคัญ 4 ข้อ ดังนี้
- รัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการกระทำของกองทัพกัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยของไทย และกฎหมายระหว่างประเทศ ต่อเหดุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาลอบเข้ามาวางระเบิดในดินแดนไทย และเป็นผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 16 ก.ค. และ 23 ก.ค. 2568 และได้เปิดฉากยิงเข้ามาบริเวณตรงข้ามฐานปฏิบัติการของฝ่ายไทยในช่วงเช้าวันนี้ รวมทั้งได้โจมตีอย่างรุนแรงและต่อเนื่องในพื้นที่ฝั่งไทยตลอดเช้านี้ รวมถึงเป้าหมายพื้นที่ที่เป็นพลเรือน โดยเฉพาะโรงพยาบาล จนเป็นเหตุให้ประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิต
- ดังนั้นเมื่อคำนึงถึงความร้ายแรงดังกล่าว จากการที่กัมพูชาจงใจกระทำเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนต่อประเทศไทย รัฐบาลไทยจึงตัดสินใจลดระดับทางการทูต และเรียกเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญกลับประเทศ และขอให้เอกอัครราชทูตกัมพูชากลับประเทศเช่นกัน
- รัฐบาลไทยเรียกร้องรัฐบาลกัมพูชายุติการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงซ้ำๆ ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักการเพื่อนบ้านที่ดีและความสุจริตใจ อีกทั้งยังเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของกัมพูชาในประชาคมโลก
- รัฐบาลไทยเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยุติการโจมตีเป้าหมายทางทหารและพลเรือน รวมทั้งยุติการละเมิดอธิปไตยของไทยโดยทันที โดยรัฐบาลไทยพร้อมที่จะยกระดับมาตรการการป้องกันตนเอง ถ้ากัมพูชายังไม่ยุติการกระทำที่เป็นการโจมตีทางอาวุธและละเมิดอธิปไตยของไทย
ภายหลังการแถลงข่าว นิกรเดชตอบคำถามผู้สื่อข่าว มีคำถามและคำตอบดังนี้
- ประเด็นที่สังคมสนใจคือท่าทีของไทยที่ทำไมจึงต้องอดทน ในขณะที่กัมพูชาดูเหมือนว่าจะทำอะไรก็ได้ ?
นิกรเดชตอบว่า ประเทศไทยพูดมาตลอดว่าเราเป็นประเทศที่ยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ ธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างประเทศ และกฎบัตรของอาเซียน นั่นเป็นเหตุให้ไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นถึงจุดนี้ วันนี้เราก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม แต่เราได้ป้องกันตนเอง ซึ่งเราได้ดำเนินการอย่างสมเหตุสมผลเพื่อป้องกันอธิปไตยของชาติและปกป้องคนไทย
- มาตรการในตอนนี้เป็นการลดความสัมพันธ์ ถ้าไปถึงในระดับการตัดสัมพันธ์ทางการทูต ขั้นตอนจะเป็นอย่างไร ?
นิกรเดชตอบว่า ในการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูต เราสามารถลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อลดมาถึงระดับสุด ก็จะนำมาสู่การตัดความสัมพันธ์ทางการทูต ในวันนี้เราได้เริ่มดำเนินการเรียกเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กลับประเทศ และได้ขอให้ฝ่ายกัมพูชาเรียกเอกอัครราชทูตของเขากลับ อันเป็นมาตรการลดระดับทางการทูต ซึ่งก็ยังเปิดช่องให้ข้าราชที่เป็นนักการทูตยังหารือกันได้อยู่ รวมถึงการดูแลคนไทยในกัมพูชาซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดตอนนี้
นิกรเดชกล่าวต่อไปว่า การตัดสัมพันธ์ทางการทูตเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะช่องทางในการพูดคุยติดต่อ และ de-escalate หรือลดแรงกดดันที่มีอยู่ทั้งสองฝ่าย จะถูกปิดประตูออกไป ทำให้การเจรจาหาจุดร่วมเพื่อความสงบเป็นไปได้ยากขึ้น ซึ่งเรายังไม่ไปถึงจุดนั้น
นิกรเดชกล่าวว่า ในส่วนของจำนวนคนไทยในกัมพูชา เคยมีอยู่ประมาณ 1,000 คน ส่วนหนึ่งได้กลับมาไทยแล้ว ตอนนี้ทางสถานเอกอัครราชทูตกำลังเช็กตัวเลขล่าสุดอยู่ เป็นหลักหลายร้อยคน
- สำหรับมาตรการที่กระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการยกระดับฟ้องในเวทีโลกว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เราจะทำผ่านกระบวนการอย่างไรบ้าง หรือเราต้องทำในรูปแบบไหนอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ทั้งในส่วนที่ กต.ทำไปแล้วและส่วนที่กำลังจะทำ ?
นิกรเดช กล่าวว่า บทบาทในเวทีระหว่างประเทศเราได้ดำเนินการไปแล้ว ในขณะนี้ รมว. กต. มาริษ อยู่ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวานนี้ท่านได้พบกับประธานคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งตำแหน่งประธานจะมีการเปลี่ยนทุกเดือน ท่านได้พบกับทั้งประธานของเดือนนี้ซึ่งก็คือปากีสถาน และปานามา ซึ่งเป็นประธานของเดือนหน้า และวันนี้ ท่านก็จะพบกันเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนประเทศสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น รัสเซีย และอื่นๆ ท่านดำเนินการอย่างเต็มที่ และกระทรวงการต่างประเทศก็ดำเนินการอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แต่เฉพาะที่นิวยอร์ก แต่ไปที่ออตตาวา คอนเวนชั่น ก็ใช้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรของไทยประจำองค์การสหประชาชาติ นครเจนีวา ท่านทูตทุกท่านได้รับ instruction หรือ แนวทาง ให้ไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของไทยในเวทีโลกไปพร้อมๆ กัน
ฮุน มาเนต ส่งจดหมายประณามไทยถึง UNSC
ส่วนทางด้านกัมพูชา ก็เคลื่อนไหวด้านการต่างประเทศเช่นเดียวกันโดย ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ส่งจดหมายถึง อาซิม อิฟติกาห์ อาหมัด เอกอัครราชทูตปากีสถาน ในฐานะผู้แทนถาวรสหประชาชาติของปากีสถานและประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อให้เปิดประชุมเพื่อหยุดการรุกรานของประเทศไทยต่ออธิปไตยของกัมพูชา
เนื้อหาของจดหมายที่ฮุน มาเนตนำมาเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของตัวเองได้กล่าวหาและประณามไทยอย่างรุนแรงที่สุดว่า ไทยเป็นฝ่ายโจมตีโดยไม่ได้เกิดจากการยั่วยุ และมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อโจมตีที่มั่นทางทหารของกัมพูชาตามแนวชายแดน รวมถึงบริเวณประสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และมอมเบย บริเวณจังหวัดพระวิหารและอุดรมีชัย
จดหมายระบุอีกว่าการโจมตีครั้งนี้ยังละเมิดต่อหลักการไม่ใช้ความรุนแรงและหลักการพื้นฐานที่บัญญัติไว้ใน กฎบัตรสหประชาชาติ และ กฎบัตรอาเซียน ที่ห้ามการขู่ใช้หรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐใด ๆ และเพิกเฉยต่อเจตนารมณ์ความเป็นมิตรที่ดีกับเพื่อนบ้าน กองทัพกัมพูชาจึง “ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องตอบโต้โดยอาศัยสิทธิในการป้องกันตนเอง” และเรียกร้องให้ไทยยุติการสู้รบทันที
จดหมายของนายกฯ กัมพูชายังอ้างว่าการปะทะตามแนวชายแดนมีต้นเหตุมาจากการที่ไทยยืนกรานอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ชายแดน แม้จะมีอนุสัญญาฝรั่งเศส–สยาม ค.ศ. 1904 และ สนธิสัญญา ค.ศ. 1907 ตลอดจน แผนที่ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีนและสยาม ซึ่งตั้งขึ้นภายใต้วตราสารระหว่างประเทศทั้งสองฉบับดังกล่าว รวมถึง บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก หรือ MOU 2543 โดยไทยอาศัยแผนที่ที่จัดทำขึ้นฝ่ายเดียวที่ไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับและขัดกับ MOU 2543 ด้วย
จดหมายของฮุน มาเนต ยังระบุอีกว่า การกระทำครั้งนี้ของไทยยังเกิดขึ้นในขณะที่กัมพูชาใช้กลไกตามกฎหมายที่สันติ ทั้งกลไกทวิภาคีและนานาชาติ ตามที่กัมพูชาได้นำข้อพิพาทใน 4 พื้นที่ขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ (ศาลโลก) และที่ผ่านมากัมพูชายังมุ่งมันที่จะเจรจาโดยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ณ กรุงพนมเปญ ระหว่างวันที่ 14–15 มิถุนายน 2025
นายกฯ กัมพูชายังเรียกร้องให้มีการจัดประชุมฉุกเฉินของ UNSC เพื่อยุติการรุกรานของไทย และขอให้เผยแพร่จดหมายฉบับนี้ต่อสมาชิก UNSC ในฐานะเอกสารของคณะมนตรีด้วย
