Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

การถลุงแร่แรร์เอิร์ธในพม่าโดยไม่สนใจปัญหามลภาวะหรือการขูดรีด ไม่ว่าจะจากฝ่ายกองทัพเผด็จการพม่า หรือ ฝ่ายกองกำลังชาติพันธุ์สายต่อต้าน เป็นเรื่องที่ชวนให้สงสัยว่า อุดมการณ์เรื่องสหพันธรัฐที่เป็นประชาธิปไตยและเห็นหัวประชาชนจะยังคงอยู่หรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่การแสวงหาอำนาจผ่านการเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่า ในขณะเดียวกัน ปัญหามลภาวะจากเหมืองก็ส่งผลข้ามพรมแดนมาถึงประเทศไทย


ที่มาภาพ: SHRF

รายงานจากสื่อ SHAN ระบุว่า มีหลักฐานบ่งชี้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การสู้รบระหว่างกองทัพเผด็จการพม่า กับ กลุ่มต่อต้านเผด็จการซึ่งประกอบด้วยกลุ่มประชาธิปไตยและกองกำลังชาติพันธุ์นั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การต่อสู้โค่นล้มระแบบเผด็จการทหารอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของการช่วงชิงทรัพยากรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยมีการสู้รบอย่างดุเดือดเพื่อช่วงชิงการถลุงแร่แรร์เอิร์ธ REEs และทรัพยากรแร่อื่นๆ

จากรายงานข่าวเมื่อไม่นานนี้ระบุว่า รัฐกะฉิ่น เป็นพื้นที่แรกที่ถูกแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้ ก่อนที่รัฐฉานจะเป็นพื้นที่ต่อมาที่ตกเป็นเป้าหมาย

หนึ่งในพื้นที่ๆ มีการต่อสู้ช่วงชิงอย่างหนักหน่วงคือ เขตพิเศษหมายเลขที่ 1 ของรัฐกะฉิ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ศูนย์กลางแร่แรร์เอิร์ธแห่งหนึ่ง โดยที่ก่อนหน้านี้เป็นพื้นที่ๆ อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังฝ่ายเดียวกับสภากองทัพพม่าคือ กองกำลังกะฉิ่นประชาธิปไตยใหม่ (New Democratic Army – Kachin หรือ NDAK) แต่ต่อมากองทัพแห่งอิสรภาพกะฉิ่น หรือ KIA ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้าน ก็ได้ยึดครองพื้นที่นี้สำเร็จ ทำให้ฝ่ายสภากองทัพพม่าพยายามเพิ่มกำลังเพื่อยึดครองพื้นที่นี้คืนให้ได้

เรื่องดังกล่าวนี้คือตัวอย่างหนึ่งของการสู้รบเพื่อช่วงชิงการควบคุมทรัพยากรโดยทั้งสองฝ่าย ซึ่งไม่ว่าฝ่ายไหนจะยึดครองพื้นที่นั้นๆ อยู่ก็ตาม ก็ยังคงจะมีการถลุงแร่แรร์เอิร์ธต่อไปและการพยายามขายแร่ดังกล่าวนี้ให้กับผู้รับซื้อรายใหญ่คือจีน

แต่ทว่าฝ่าย KIA ก็มีข้อจำกัดในการขายแร่ให้กับจีน เพราะถึงแม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเรื่องที่จีนเข้าถึงแร่แรร์เอิร์ธไปแล้วหลังจากที่ KIA ยึดพื้นที่ทำเหมืองแร่หลักๆ ได้เมื่อกลางเดือนมิถุนายน ที่่ผ่านมา แต่สิ่งที่ KIA ทำได้ตอนนี้คือการขายแร่แรร์เอิร์ธที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ให้กับจีน การที่จะกลับมาปฏิบัติการถลุงเหมืองแร่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั้น KIA ต้องอาศัยการทำข้อตกลงร่วมกับจีนด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ยังคงเป็นปัญหาสำหรับ KIA อยู่

ศูนย์สติมสัน ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยด้านความมั่นคงโลกที่มีสำนักงานในวอชิงตันดีซี เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา ระบุว่าตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2567 กองกำลัง KIA สามารถยึดเมืองสองเมืองที่เป็นศูนย์กลางแร่แรร์เอิร์ธที่มีมูลค่ามากสำหรับสายพานการผลิดโลก เพราะมันเป็นแหล่งแร่ดิสโปรเซียม และ เทอร์เบียม แร่แรร์เอิร์ธ ที่มีความสำคัญกับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า กังหันลม และอาวุธป้องกันทางการทหารระดับสูง แต่ทางการจีนก็โต้ตอบด้วยการปิดด่านตามชายแดนยูนนาน และระงับการนำเข้าแร่แรร์เอิร์ธจากพม่า

แต่ในขณะเดียวกัน KIA ก็มีรายได้และอำนาจต่อรองเพิ่มมากขึ้นจากการเข้าถึงแร่แรร์เอิร์ธ จากรายงานของศูนย์สติมสันระบุว่า ด้วยระดับการส่งออกและระดับราคาที่คงที่ของแร่แรร์เอิร์ธทำให้ KIA สร้างรายได้มากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งมากกว่างบประมาณของรัฐเล็กๆ หลายแห่ง รวมถึงมีการหารือโมเดลหยุดยิงแบบที่ไม่ได้เน้นพูดเรื่องการจัดตั้งสหพันธ์รัฐหรือการแชร์อำนาจทางการเมืองซึ่งเป็นความฝันของกลุ่มชาติพันธุ์ฝ่ายต่อต้าน แต่หันมาพูดเรื่องการค้าข้ามพรมแดน, การเก็บภาษี, การควบคุมเหมืองแร่แทน

ทั้งนี้ ในรายงานของศุนย์สติมสันก็วิเคราะห์ว่า การควบคุมทรัพยากรได้นั้นก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับกลุ่มองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ในการทำให้ความฝันของการสร้างสหพันธ์รัฐเป็นจริงได้ โดยมองว่าการแบ่งสรรทรัพยากรนั้นเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการจัดตั้งทางการเมือง

มีรายงานของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ หรือ SHRF เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ระบุว่ามีการเปิดแหล่งถลุงแร่แห่งใหม่ 2 แห่งระหว่างเมืองสาด และเมืองยอน รัฐฉานตะวันออก

ส่วนพื้นที่เมืองป๊อก ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของปางซาง เมืองหลวงของกองทัพสหรัฐว้า UWSA นั้น เป็นพื้นที่ถลุงแร่มาตั้งแต่ปี 2558 แล้ว ทำให้ดูเหมือนว่าบริษัทจีนกำลังผลักดันให้มีการถลุงแร่แรร์เอิร์ธมากขึ้นในพื้นที่รัฐฉานที่ UWSA ควบคุมอยู่ โดยที่มีผู้มองว่า UWSA นั้นเปรียบเสมือนกองกำลังตัวแทนสำหรับชาติจีนที่อยู่ในพม่า แม้กระทั่งสื่อก็เริ่มบอกว่า UWSA เป็นเสมือนทหารรับจ้างให้จีนแบบเดียวกับที่กองกำลังแวกเนอร์รับจ้างให้รัสเซีย

เหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐฉาน

ในรัฐฉานนั้นมีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่ที่ USWA ปกครองอยู่ขยายตัวเป็น 26 แห่งแล้วในปี 2568 โดยตั้งอยู่ตามแนวภูเขาตอนใต้ของเมืองป็อก มีอยู่ 3 แห่งที่ใกล้กับเมืองมากในระยะทาง 3-4 กม.

จายหอแสงโฆษกของ SHRF เปิดเผยว่า มีการเร่งขยายพื้นที่ทำเหมืองแรร์เอิร์ธในพื้นที่ดังกล่าวนี้นับตั้งแต่ที่มีการรัฐประหารปี 2564 และเนื่องจากพื้นที่นี้มี UWSA คุมอยู่ทำให้พวกเขาทำเหมืองแร่ได้เต็มที่โดยไม่มีใครมาตรวจสอบควบคุม รวมถึงรัฐบาลเผด็จการทหารของพม่าก็เข้ามายุ่งไม่ได้ด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเหมืองแร่เหล่านี้มาจากการทำข้อตกลงระหว่าง UWSA กับจีน และมีความเป็นไปได่ที่จะส่งออกข้ามแดนไปยังจีนโดยตรงไม่ผ่านรัฐบาลทหาร

ทั้งนี้ก็มีการทำเหมืองแร่ที่เมืองยอน ใกล้กับชายแดนไทย-พม่า ในพื้นที่ของ UWSA มีเหมืองสองแห่งที่อยู่ห่างจากจังหวัดเชียงใหม่ราว 25 กม. แต่ก็ดูเหมือนว่าการส่งออกจากเหมืองของพื้นที่นี้จะถูกจำกัดโดยด่านตรวจของสภากองทัพพม่า หมายความว่ารัฐบาลทหารก็อาจจะได้ประโยชน์จากการทำเหมืองแร่ตรงจุดนี้ด้วย

การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่รัฐฉานนั้นใช้วิธิการถลุงแร่แบบใช้สารเคมีเพื่อสกัดแร่แทนการขุดเจาะอย่างที่เรียกว่า in situ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่ใช้ในเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่รัฐกะฉิ่นมาก่อน เป็นวิธีการถลุงแร่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าสร้างมลภาวะให้กับผืนดินและแหล่งน้ำ เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เมืองที่ทำเหมืองแร่เหล่านี้ก็อยู่ใกล้กับแม่น้ำสะลาวินและแม่น้ำโขง ทำให้ถึงแม้ว่าผู้อยู่ในพื้นที่ของจีนซึ่งอยู่เหนือน้ำนั้นจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่คนที่อยู่ปลายน้ำในรัฐฉานมีความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างมาก

SHRF ระบุอีกว่าการทำเหมือนแร่แบบนี้ยังเป็นกาารทำลายป่า, ทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อน รวมถึงเป็นอันตรายต่อสุขภาวะและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นด้วย

ปี 2567 พม่ากลายเป็นประเทศที่ถลุงแร่แรร์เอิร์ธมากเป็นอันกับที่ 3 ของโลก รองจากจีนและสหรัฐฯ โดยมีถลุงแร่ได้ราว 31,000 เมทริกตัน หรือ 31 ล้านกก.

เหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐกะฉิ่น

สำหรับในรัฐกะฉิ่นนั้น สถาบันเพื่อยุทธศาสตร์และนโยบาย-เมียนมา หรือ ISP-Myanmar ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์แร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่สู้รบของพม่า ระบุว่าในช่วงระหว่างปี 2560-2567 จีนได้ใช้พม่าเป็นแหล่งแร่แรร์เอิร์ธจากภายนอกแหล่งหลักทำให้มูลค่าการส่งออกของพม่าโดยรวมเกิน 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหลังจากการรัฐประหารปี 2564 เป็นต้นมาการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ตลอดช่วงระหว่างปี 2564-2567 ก็มีการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธมูลค่ารวมแล้ว 3,600 ล้านดอลลาร์

ช่วงที่เกิดการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธมากที่สุดคือช่วงปี 2566 จากการขยายการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ขัดแย้งโดยเฉพาะในรัฐกะฉิ่น มีภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นการลักลอบทำเหมืองแร่เพิ่มมากขึ้นโดยไม่มีการควบคุม ซึ่งมาจากทั้งฝ่ายที่ได้รับการหนุนหลังโดยรัฐบาลทหาร และจากฝ่ายองค์การติดอาวุธชาติพันธุ์ EAOs เรื่องนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและต่อสังคม

ISP-Myanmar ระบุว่า สถานการณ์ในรัฐกะฉิ่นได้เน้นย้ำให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ๆ ของการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ ในเรื่องที่ว่าการขาดเสถียรภาพทางสังคมและการขาดเสถียรภาพทางสิ่งแวดล้อมมักจะเกิดขึ้นด้วยกัน ทำให้ต้องมีการรีบเร่งแก้ไขปรับเปลี่ยนวิธีการทำเหมืองแร่ให้คำนึงถึงสวัสดิการของคนในท้องถิ่น มีความโปร่งใสมากขึ้นในเรื่องการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ดิน และมีการกำกับดูแลที่ดีขึ้นเพื่อไม่ให้มีการขูดรีดผลประโยชน์หรือส่งผลเสียต่อสังคม

รายงานของ ISP-Myanmar ระบุว่า การแก้ปัญหาเหล่านี้มีความสำคัญ นอกเหนือจากเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการช่วยรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในระยะยาวให้กับพื้นที่ขัดแย้งด้วย เพราะการทำเหมืองแร่แบบไร้การควบคุมเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดระบอบทหารในพื้นที่เข้มแข็งขึ้น ส่งผลให้การปกครองของพลเรือนอ่อนแอลง มีการดึงทรัพยากรในชุมชนไปใช้โดยไม่ได้ทำประโยชน์กับชุมชน

สงครามทรัพยากรเช่นนี้ไม่เพียงแค่ทำให้สันติภาพเกิดยากขึ้น และทำให้การพัฒนาไม่ยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังส่งผลระยะยาวทำให้ประเทศใกล้เคียงเช่นไทยได้รับความเสี่ยงไปด้วย เช่น ปัญหาการถ่ายเทสินค้าอย่างผิดกฎหมายจากจีน และส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ทาง ISP-Myanmar จึงเสนอให้มีการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติเช่นนี้โดยอาศัยพลเรือนแทนการใช้ทหาร สร้างกลไกกำกับดูแลที่นำโดยชุมชนทำให้เกิดความโปร่งใส

ผลกระทบต่อไทยที่วัดท่าตอน

มีคนทำงานในโรงเรียนที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ชื่อประเสริฐ เปิดเผยว่าเขาสังเกตเห็นปัญหาในแม่น้ำกกมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ช่วงเดียวกับที่ฝั่งพม่าเริ่มมีการทำเหมืองแร่ เขารู้สึกว่าน้ำเริ่มขุ่นและทำให้คัน ตอนแรกๆ มันก็ไม่ได้เลวร้ายมาก จนกระทั่งในเดือน กุมภาพันธ์ ปีนี้พวกเขาเริ่มเห็นปัญหาว่าแม่น้ำในช่วงฤดูแล้งไม่ได้ใสแบบแต่ก่อน

กรมควบคุมมลพิษได้เข้ามาตรวจแม่น้ำกก ทำให้พบว่ามีสารหนูมากเกินขีดจำกัดที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ถึง 4 เท่า รวมถึงมีสารโลหะหนักอื่นๆ ในระดับที่ไม่ปลอดภัย โดยที่แม้น้ำกกนี้ไหลจากฝั่งพม่ามาที่ฝั่งไทยที่ อ.แม่อาย ก่อนที่จะไหลไปยังเชียงราย

เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ของ International Rivers กล่าวว่าน้ำกกนี้ "ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป แล้วนี่ก็เป็นแหล่งน้ำที่ผู้คนใช้ในการชลประทาน ทำการเกษตร ใช้หาปลา และเพื่อกิจกรรมทางวัฒนธรรมของพวกเขา"

เพียงพรและนักกิจกรรมอื่นๆ มองว่าสาเหตุของแม่น้ำเป็นพิษเช่นนี้มาจากการทำเหมืองทองและเหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐฉานของพม่าที่อยู่ติดกัน

เดวิด เมอร์ริแมน ผู้นำทีมแรร์เอิร์ธจากบริษัทโปรเจกต์บลูบอกว่า ในเรื่องนี้ทางการจีนไม่สามารถควบคุมได้ว่าจะให้มีการทำเหมืองแร่แบบไหน เพราะคนคุมหลักๆ ในพื้นที่เหมืองแร่ของรัฐฉานคือ UWSA แต่ทางการจีนก็ดูเหมือนจะไม่แคร์ว่าจะมีการทำเหมืองแบบไร้ความรับผิดชอบหรือไม่ เพราะมองว่าไม่ใช่ปัญหาของพวกเขาเอง ขอแค่มีเหมืองให้พวกเขาซื้อก็พอ

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ และนักกิจกรรมรางวัลสิ่งแวดล้อมโกลด์แมนปี 2565 เคยเป็นคนที่เรียกร้องให้จีนเลิกสร้างเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำโขงได้สำเร็จมาก่อน แต่เขาก็มองว่าการทำเหมืองแร่แบบไร้การควบคุม ปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำจนสร้างกระทบกับคนปลายน้ำในไทยเช่นนี้  นับเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าตอนจีนจะสร้างเขื่อนอย่างเทียบกันไม่ได้

"มันคือหายนะ เพราะนี่คือสารพิษทั้งนั้น(ที่ลงไปในแม่น้ำ) แล้วมันก็ส่งผลเร็วมาก ไม่ใช่เพียงส่งผลต่อคนเท่านั้น ...แต่ยังส่งผลต่อสัตว์และพืชด้วย แล้วสารพวกนี้ก็เข้าไปอยู่ในแหล่งอาหารของพวกเรา" นิวัฒน์กล่าว

นักวิเคราะห์มองว่าการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรแบบนี้น่าเป็นห่วง KIA อาจกลายเป็นว้าแดง 2

เมื่อพิจารณาจากรายงานเหล่านี้ สำนักข่าวฉาน (SHAN) ก็ได้วิเคราะห์ว่า การถลุงแร่แรร์เอิร์ธนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันช่วงชิงทรัพยากรกันระหว่างกลุ่มติดอาวุธและกองทัพทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกองทัพพม่าหรือองค์การติดอาวุธชาติพันธุ์

มิ้นถัด นักวิเคราะห์การเมืองและนักวิจารณ์สังคม ระบุในบทวิเคราะห์ของเขาว่า กลุ่มติดอาวุธได้เก็บภาษีประชากรของตัวเองเพื่อหล่อเลี้ยงคนที่พวกเขาใช้ไปรับกระสุนแทน ในขณะเดียวกันการหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แล้วการถลุงแร่ก็ทำเงินให้พวกเขาได้มหาศาล ทำให้พวกเขาเอาไปใช้ในการสร้างกองกำลังของตัวเองได้เข้มแข็งขึ้น ทำให้ขยายอาณาเขตของตัวเองได้มากขึ้น

รายงานของสติมสันระบุว่า เห็นได้ชัดว่าทุกวันนี้ KIA เริ่มทำตัวเป็นแบบเดียวกับ UWSA มากขึ้น จากที่ UWSA เคยเป็นผู้ควบคุมการส่งออกดีบุกให้จีนมาเป็นเวลายาวนาน โดยที่พวกเขามีระบบภาษีแบบไม่เป็นทางการ สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างมั่นคงด้วยแนวทางนโยบายแบบไม่แทรกแซง ส่วนจีนก็ยอมให้ UWSA ดำเนินการได้ แล้วก็อาจจะให้อนุญาตแบบเดียวกันกับกลุ่ม KIA ในกะฉิ่นก็เป็นได้

เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ปัจจุบันนั้น กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ได้ทำการแข่งขันเรื่องกำลังอาวุธเรื่องการสั่งสมความมั่งคั่ง และเรื่องการสั่งสมทรัพยากรธรรมชาติโดยอ้างเรื่องการแก้ปัญหาทางการเมือง ทำให้น่าเป็นห่วงว่าพวกเขาจะยังคงเล็งเห็นความฝันของผู้คนแบบเดิมอยู่หรือไม่ คือความฝั่นที่ต้องการจะถอนรากถอนโคนระบอบเผด็จการทหารออกไปจากพม่าแล้วจัดตั้งสหพันธ์รัฐประชาธิปไตย หรือสิ่งนี้ได้สูญเสียความหมายไปแล้ว


เรียบเรียงจาก
RARE EARTH ELEMENTS EXTRACTIONS: Kachin, Shan states and resources allocation, SHAN, 30-06-2025
In Myanmar, a rush for rare earth metals is causing a regional environmental disaster, NPR, 12-07-2025
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง