Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยครึ่งปี 2568 ยังพบสถานการณ์เจ้าหน้าที่รัฐติดตามคุกคามประชาชน-แทรกแซงปิดกั้นกิจกรรม ไม่น้อยกว่า 58 กรณี

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า  ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ทางการเมืองในรอบ 7 เดือนของปี 2568 ภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ยังพบสถานการณ์การติดตามคุกคามนักกิจกรรม-ประชาชนที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงการแทรกแซงปิดกั้นกิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ ที่ส่งผลการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน อยู่เป็นระยะ

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในช่วง 7 เดือนนี้ พบกรณีการคุกคามประชาชน และปิดกั้นแทรกแซงกิจกรรม รวมกันไม่น้อยกว่า 58 กรณี โดยแยกเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการติดตามคุกคามนักกิจกรรม-ประชาชน ด้วยสาเหตุต่าง ๆ อย่างน้อย 34 กรณี และกรณีการปิดกั้น แทรกแซง คุกคาม กิจกรรมหรือการชุมนุมสาธารณะ อย่างน้อย 24 กรณี

แนวโน้มสถานการณ์การคุกคามดังกล่าว พบมากในช่วงต้นปี เดือนมกราคมถึงต้นเดือนเมษายน คืออย่างน้อย 48 กรณี และเริ่มมีรายงานเบาบางลงในช่วงไตรมาสที่สองของปี แต่ก็ยังพบอยู่บ้างจนถึงปัจจุบัน หากแนวโน้มดังกล่าว เป็นเพียงสถานการณ์ที่ศูนย์ทนายสิทธิฯ ทราบข้อมูลเท่านั้น

โฆษณา - Advertising

ลักษณะกรณีที่ยังพบมากเป็นระยะ คือการที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าติดตามไปบ้านประชาชนเนื่องจากมีบุคคลสำคัญมาในพื้นที่ ทำให้มีคำสั่งให้หาข้อมูลบุคคลที่เจ้าหน้าที่จัดทำ “รายชื่อเฝ้าระวัง” ไว้ แม้บางคนจะไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว หรือไม่ทราบเรื่องการลงพื้นที่ใด ๆ เลยก็ตาม ในส่วนการเข้าสอดแนม ติดตาม แทรกแซงความเป็นส่วนตัวในกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก็ยังพบเป็นระยะ

พื้นที่ที่มีรายงานสถานการณ์การคุกคามมากที่สุด ยังเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบไม่น้อยกว่า 20 กรณี ตามมาด้วยพื้นที่ภาคใต้ พบอย่างน้อย 13 กรณี และภาคอีสาน อย่างน้อย 10 กรณี

การลงพื้นที่ของสมาชิกราชวงศ์ หรือบุคคลสำคัญ อย่างน้อย 19 กรณี

สถานการณ์ติดตามคุกคามประชาชนซึ่งยังพบในรูปแบบเดียวกับสถานการณ์ปีก่อนหน้านี้ คือการมีเจ้าหน้าที่รัฐติดตามไปหาถึงบ้านนักกิจกรรม หรือประชาชนที่เคยออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ในช่วงที่มีสมาชิกราชวงศ์เสด็จ หรือมีบุคคลสำคัญลงพื้นที่โดยยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเกิดขึ้น แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลไปก็ตาม

ในช่วงครึ่งปีพบกรณีลักษณะนี้ อย่างน้อย 19 กรณี แยกเป็นกรณีที่ทราบว่ามีเหตุจากการเสด็จของสมาชิกราชวงศ์จำนวน 16 กรณี และอีก 3 กรณี พบว่าเกี่ยวข้องกับการลงพื้นที่ของ ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงต้นปี

โฆษณา - Advertising

สถานการณ์สำคัญที่พบในหลายพื้นที่ คือในช่วงรับปริญญา พบกรณีนักศึกษาที่ถูกเจ้าหน้าที่จับตาจากการเคยมีประวัติเคลื่อนไหวทางการเมือง ถูกติดตามหลายกรณี เช่น กรณีบัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เคยทำกิจกรรมการเมือง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์มาสอบถามติดตามตัวหลายครั้ง และขอให้ความร่วมมือช่วยไปหา พร้อมกักตัวให้อยู่บริเวณพื้นที่ใกล้ ๆ กับเจ้าหน้าที่ตลอดระยะเวลาพิธีทั้งสองวัน แม้ตัวเองจะไม่ได้เข้าพิธีรับปริญญา

หรือการรับปริญญา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงต้นปี 2568 ก็พบสถานการณ์ทั้งการที่มีชายนอกเครื่องแบบนำกล้องวงจรปิดไปติดตั้งหันเข้าส่องหาสถานที่ทำงานของกลุ่มอิสระล้อการเมือง โดยพบว่าไม่ใช่ของมหาวิทยาลัย, เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับตานักศึกษาที่อ้างว่ามีรายชื่ออยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง (Watch List), เจ้าหน้าที่ไปติดตามถึงหอพัก หรือโทรศัพท์หาผู้ใหญ่บ้านของนักศึกษาที่อยู่ต่างจังหวัด เพื่อตรวจสอบข้อมูลส่วนตัว

ที่นครราชสีมา ในงานรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 พบว่ามีกรณีของ “บุ๊ค” วรัญญู คงสถิตย์ธรรม นักกิจกรรมในพื้นที่ ถูกตำรวจติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งเข้ามาพูดคุย คอยสอดแนมการใช้ชีวิตและการเดินทางของเขาอย่างต่อเนื่องถึง 3 วัน

รวมทั้งที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบในเดือนพฤษภาคม 2568 มีกรณีที่ทางตำรวจติดต่อมาที่วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ขอประวัติของอาจารย์ที่เคยแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ทั้งต่อมายังมีตำรวจฝ่ายความมั่นคงของจังหวัดมาขอพบ โดยมีการขอให้ถอนชื่อออกจากการทำหน้าที่ในพิธีรับปริญญาด้วย เนื่องจากมีรายชื่ออยู่ใน “บุคคลเฝ้าระวัง” ของเจ้าหน้าที่ แต่ในที่สุดอาจารย์รายดังกล่าวยังเข้าไปช่วยในงานคุมแถวในพิธีรับปริญญาได้ โดยไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น

โฆษณา - Advertising

ในช่วงที่รัชกาลที่ 10 และพระราชินีเสด็จไปยังจังหวัดสงขลา ต้นเดือน ก.พ. 2568 พบว่ามีนักศึกษา-นักกิจกรรมที่เคยออกมาร่วมชุมนุมทางทางการเมืองในช่วงปี 2563-64 ในพื้นที่ภาคใต้ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามถึงที่บ้านและที่ทำงาน อย่างน้อย 3 ราย ในจังหวัดพัทลุงและตรัง โดยตำรวจระบุว่ามีคำสั่งให้มาติดตาม-ถ่ายภาพ แม้ประชาชนทั้งหมดจะไม่ทราบเรื่องการเสด็จเลยก็ตาม

ที่จังหวัดเชียงใหม่ ช่วงที่มีการเสด็จของพระราชินีกลางเดือน ก.พ. พบกรณีของ พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักเขียน-นักแปลอิสระ ถูกตำรวจฝ่ายสืบสวนของ สภ.สันกำแพง มาติดตามหาถึงบ้าน สอบถามว่าจะไปทำกิจกรรมอะไรหรือไม่ อ้างว่าเป็นคำสั่งจากทางจังหวัดให้มาสอบถาม ติดตามบุคคลในรายชื่อ ในช่วงเดียวกัน ยังมีนักศึกษาเชียงใหม่ที่เคยแสดงออกทางการเมือง ถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไปติดตามหาตัวที่หอพักด้วย

เช่นเดียวกับที่จังหวัดจันทบุรีในช่วงต้นเดือนมีนาคม พบว่ามีกรณีศิลปินและผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองในจังหวัดอย่างน้อย 3 ราย ถูกตำรวจติดตามไปหาที่บ้านด้วย

นอกจากสถานการณ์ในช่วงการเสด็จ พบว่าในช่วงต้นปี มีกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐติดตามประชาชน ในช่วงที่ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งภายหลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ เดินทางไปยังจังหวัดต่าง ๆ อีกด้วย โดยพบกรณีลักษณะที่จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงการลงพื้นที่หาเสียงผู้สมัครนายกฯ อบจ.  พบว่ามีประชาชนที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างน้อย 3 ราย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรติดตามสอบถามถึงที่อยู่ และมีบางรายที่ติดตามไปหาถึงที่บ้าน

โฆษณา - Advertising

กรณีทักษิณก็ทำให้เกิดคำถามว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาศัยอำนาจใดดำเนินการ และปฏิบัติหน้าที่ภายใต้คำสั่งของใคร

จนท.ติดตามผู้โพสต์-แสดงออกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ พบ 4 กรณี

ในช่วงครึ่งปีแรก ยังพบกรณีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐไปติดตามประชาชนที่โพสต์ความคิดเห็นหรือแสดงออกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ อย่างน้อย 4 กรณี

บางกรณีพบว่าเป็นการติดตามประชาชนที่โพสต์หรือแชร์ข้อความไว้ตั้งแต่ปี 2564 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองไปติดตามหาตัวที่บ้าน และขอให้ลบโพสต์ต่าง ๆ ออก รวมทั้งขอให้หยุดการโพสต์เกี่ยวกับประเด็นนี้ มิเช่นนั้นจะมีการดำเนินคดีมาตรา 112 

บางกรณีก็พบว่ามีการติดตามหาตัวบุคคลให้มาพูดคุยที่สถานีตำรวจ โดยไม่มีหมายเรียกใด ๆ และยังไม่ถึงขนาดเป็นการดำเนินคดี

โฆษณา - Advertising

สถานการณ์ดังกล่าวมีลักษณะสืบเนื่องมาจากยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งเข้มข้นขึ้นในช่วงการชุมนุมของนักศึกษาเยาวชนปี 2563-64 แม้สถานการณ์ชุมนุมจะลดระดับลงไปแล้ว ก็ยังมีสืบเนื่องต่อมา แม้ภายใต้รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย

การติดตามผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง อ้างคำสั่ง “นาย” พบ 11 กรณี

อีกสถานการณ์ที่ยังพบรูปแบบการคุกคามอย่างต่อเนื่อง คือกรณีเจ้าหน้าที่รัฐไปติดตามถึงบ้านนักกิจกรรมหรือผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง เพื่อสอบถามความเคลื่อนไหว ขอข้อมูล หรือถ่ายภาพด้วย โดยไม่พบว่าเกี่ยวกับการลงพื้นที่บุคคลสำคัญ บางกรณีพบว่ามีการว่าเป็นคำสั่ง “นาย” หรือผู้บังคับบัญชาให้มาติดตาม หรือบางกรณีก็อ้างว่ามาตามรอบของการติดตาม “บุคคลเป้าหมาย” ซึ่งอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ พบกรณีลักษณะนี้อย่างน้อย 11 กรณี

นักศึกษาในเชียงใหม่รายหนึ่ง ที่ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมทางการเมือง และมีครอบครัวอยู่ในภาคใต้ ระบุว่าช่วงเดือนมกราคมของปีนี้ ถูกตำรวจไปพบแม่ที่บ้านในภาคใต้ อ้างว่าได้รับคำสั่งการให้มาสอบถามว่านักศึกษารายนี้อยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่

กรณีของ “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร แม้จะถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 พบว่าในช่วงครึ่งปีนี้ มีตำรวจในพื้นที่ไปหาครอบครัวเขาถึงบ้านแล้ว 2 ครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคมและพฤษภาคม โดยครั้งแรก ตำรวจ 5 นาย อ้างว่ามาเยี่ยมเฉย ๆ พร้อมกับมีการถ่ายภาพบ้านและครอบครัวของเขาไป อีกครั้งมีตำรวจหญิง 1 นาย อ้างว่าได้รับคำสั่งให้มาเยี่ยม มาถามสารทุกข์สุขดิบของครอบครัว และถ่ายรูปไป

ผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อีกราย อย่าง พงศธรณ์ ตันเจริญ บัณฑิตจากม.มหาสารคาม และมาเป็นผู้สื่อข่าว The Isaan Record ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ถูกตำรวจนอกเครื่องแบบ 2 นาย เข้าไปหาถึงที่ทำงาน อ้างว่าได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ให้มาติดตามและสอบถามความเคลื่อนไหว เนื่องจากเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีรายชื่อของการติดตามผู้ต้องหาคดีมาตรา 112

อับดุลอาฟิร เซ็ง นักข่าวอาสาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และเป็นผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 116 เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม พบว่ามีทหารพรานในพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ไปติดตามเยี่ยมเยียนถึงบ้านพัก และได้ทำการขอรายชื่ออยู่ผู้อาศัยในบ้านไปด้วย

รวมทั้งกรณีของ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา นักกิจกรรมถูกดำเนินคดีหลายคดี ในช่วงเดือนกรกฎาคม พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามไปติดตามสอบถามหาตัวที่บ้านจังหวัดราชบุรี ทั้งที่เธออยู่ในกรุงเทพฯ

ขณะเดียวกัน ยังมีกรณีของผู้ลี้ภัยทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 2 ราย ที่พบว่ามีตำรวจไปติดตามที่บ้าน และพบกับครอบครัวด้วย

นอกจากนั้น ยังพบกรณีที่เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไปติดตามจำเลยคดีมาตรา 112 ที่ถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดพัทลุง ถึงสองครั้งในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยพบว่ามีทั้งรูปแบบที่มาแสดงตัว ระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่สันติบาลหญิงมาขอถ่ายภาพ เมื่อสอบถามก็ระบุว่ามีคำสั่งให้มาติดตามเกี่ยวกับคดี 112 ในจังหวัดทุกคดี

รวมทั้งมีรูปแบบการสอดแนมการทำหน้าที่ของทนายความ โดยพบว่ามีชายนอกเครื่องแบบสองคนไปจอดรถติดตามรถทนายความ พร้อมยกมือถือขึ้นถ่ายรูป ทั้งรูปภาพทนายความและรถยนต์ เมื่อตรวจสอบก็พบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลเช่นกัน 

การแทรกแซง-ติดตาม-สอดแนมกิจกรรม พบ 13 กรณี

อีกรูปแบบการคุกคามของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน คือการเข้าสอดแนม ติดตาม แทรกแซงความเป็นส่วนตัวในกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ยังพบเป็นระยะ โดยในรอบครึ่งปีนี้ พบกรณีลักษณะนี้ไม่น้อยกว่า 13 กรณี

ช่วงเดือนมกราคม พบกรณีที่นักศึกษาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดเสวนาหัวข้อ “วิมานหนาม วิมานไหน?: เพศ สิทธิ และความ (ไม่) เป็นธรรม” พบว่ามีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ 2 นาย เดินทางมาในงานเสวนา แจ้งขอถ่ายภาพใบลงทะเบียนผู้เข้าร่วม แต่นักศึกษาไม่ให้ถ่าย จากนั้นยังได้สอบถามถึงหนึ่งในผู้ร่วมเสวนา ซึ่งเป็นคนทำงานองค์กรภาคประชาสังคมที่เคยถูกดำเนินคดีทางการเมือง ด้วย

ในปลายเดือนเดียวกันที่ร้านหนังสือ House of Commons ซึ่งได้จัดกิจกรรมเวิร์คช็อปแคมเปญ “Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก” ร่วมกับ Amnesty International เขียนจดหมายถึงผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วโลก โดยมีกรณีของอานนท์ นำภา ด้วย พบว่าก่อนจัดงาน ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาในร้าน เรียกผู้ดูแลร้านไปพูดคุย ถามข้อมูลส่วนตัว รายละเอียดงาน อ้างว่ามาตรวจความเรียบร้อย จากนั้นเจ้าหน้าที่ยังเฝ้าอยู่นอกร้าน คอยถ่ายรูป และยังมีเจ้าหน้าที่ทำทีเป็นลูกค้า เข้าไปแอบถ่ายรูปในร้านด้วย

ในกิจกรรมแถลงข่าวขององค์กรภาคประชาสังคมภาคใต้ เรื่องข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในช่วง ครม.สัญจร ที่จ.สงขลา เมื่อวันที่ 17-18 ก.พ. 2568 พบสถานการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่สันติบาลมาติดต่อสอบถามข้อมูลกิจกรรม เข้ามาติดตามถ่ายภาพ-วิดีโอการแถลงข่าว รวมทั้งถ่ายภาพบริเวณสำนักงานที่ใช้แถลงข่าว โดยไม่ระบุตัวตนและไม่ขออนุญาต

ต่อมาในงานประชุมของเครือข่ายสมัชชาคนจนที่จังหวัดพัทลุง ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคอยขับรถติดตามถ่ายรูปด้วย

ในงานแถลงข่าวของตัวแทนภาคประชาสังคมไทย-เมียนมา กรณีการเชิญผู้นำเผด็จการทหารพม่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เข้าร่วมประชุม BIMSTEC ครั้งที่ 6 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2568 นั้น พบว่ามีตำรวจนอกเครื่องแบบของ สน.ลุมพินี มากกว่า 12 คนเข้ามาติดตามกิจกรรม มีการถ่ายรูปกิจกรรม ผู้เข้าร่วมด้วย

ในช่วงเดียวกัน ยังมีกรณีของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ไปแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ชูป้ายประท้วงการเดินทางมายังประเทศไทยของมินอ่องลาย ที่หน้าโรงแรมแชงกรี-ลา ได้ถูกตำรวจควบคุมตัวไปยัง สน.ยานนาวา พร้อมตรวจค้นสิ่งของในกระเป๋า โดยอ้างว่าเป็นการเชิญตัวมา เพราะไปบุกรุกสถานที่จัดงานโดยไม่มีบัตรรับเชิญ ก่อนปล่อยตัวไป โดยไม่ได้มีการแจ้งข้อหา

ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 พบกรณีการจัดค่ายเยาวชนของกลุ่ม IPAM ที่มีนักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้าบางส่วนเข้าร่วม ถูกเจ้าหน้าที่ไปติดตามถึง 2 ค่าย ติดต่อกัน ทั้งในภาคเหนือและภาคใต้

กิจกรรมที่จังหวัดลำปาง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนของ สภ.แม่เมาะ เข้ามาติดตามสอดแนม สอบถามข้อมูล และถ่ายรูปกิจกรรม พร้อมกับขอรายชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรม ตลอด 3 วันของกิจกรรม โดยมีการการติดตาม ว่าเกี่ยวกับเรื่องภัยความมั่นคง แม้ทางผู้จัดจะพยายามสอบถามว่ากิจกรรมนี้จะเกี่ยวกับความมั่นคงได้อย่างไร  ไม่ได้มีใครมาเคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ  ตำรวจได้ตอบทำนองว่าเนื้อหาอาจจะไม่เกี่ยว ค่ายไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่เกี่ยวกับนักกิจกรรมทางการเมืองที่มาร่วม และอ้างว่าเป็นคำสั่งจาก “นาย” อีกที

กิจกรรมที่จังหวัดชุมพร เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.พะโต๊ะ เข้ามาติดตามกิจกรรมเช่นกัน โดยตอนแรกอ้างมาติดตามเหตุทะเลาะวิวาท แต่กลับสอบถามรายละเอียดกิจกรรม ขอรายชื่อผู้เข้าร่วม และขอสำเนาบัตรประชาชนผู้เข้าร่วม โดยหากไม่ให้ทาง อบต.พะโต๊ะ ที่เป็นเจ้าของสถานที่พัก ก็จะไม่ให้อยู่ ทำให้ผู้จัดตัดสินใจย้ายที่อยู่ โดยไปขอใช้พื้นที่ศาลาปฏิบัติธรรมของสำนักสงฆ์แทน ตำรวจยังเดินทางไปคุยกับเจ้าอาวาส โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และกรรมการของวัดมาคุยด้วยว่าไม่อยากให้ใช้สถานที่ เพราะกิจกรรมนี้เกี่ยวกับการเมือง และยังจะต้องให้เจ้าอาวาสช่วยขอข้อมูลบัตรประชาชนของผู้เข้าร่วมทั้งหมดอีก แต่ทางเจ้าอาวาสยืนยันว่า พื้นที่ของสำนักสงฆ์ต้องเปิดให้คนที่กำลังเดือดร้อนใช้งานได้ จึงไม่ได้ให้กลุ่มเยาวชนที่มาทำกิจกรรมย้ายออกอีก

สถานการณ์การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าว นอกจากน่ากังวลถึงการคุกคามความเป็นส่วนตัวของประชาชนแล้ว ยังส่งผลถึงการใช้สิทธิเสรีภาพในการรวมตัว การทำกิจกรรมสาธารณะ การแสดงออกในประเด็นทางสังคมต่าง ๆ

การปิดกั้นการชุมนุมสาธารณะของประชาชนหลายเครือข่าย

ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีกรณีการชุมนุมสาธารณะ ที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจจนส่งผลกระทบต่อการใช้เสรีภาพของประชาชนในประเด็นต่าง ๆ โดยพบกรณีลักษณะนี้ไม่น้อยกว่า 11 กรณี

ในช่วงต้นปี พบกรณีของชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ที่เคลื่อนไหวคัดค้านเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่นครราชสีมา ซึ่งนัดหมายไปชุมนุมคัดค้าน ที่หน้ากรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กรุงเทพฯ ในช่วงปลายเดือนมกราคม พบว่าในพื้นที่ มีชายนอกเครื่องแบบหัวเกรียน 2 คน ใส่เสื้อ “กองทัพบก” เข้ามาติดตามสอดแนมบ้านของแกนนำหญิง ทำทีเป็นขายไม้กวาด

ต่อมาในช่วงการชุมนุมที่หน้ากรมฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามให้ผู้ชุมนุมย้ายออกจากด้านหน้าทางเข้า โดยอ้างว่าขัดต่อมาตรา 8 ของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ เรื่องการกีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฏิบัติงาน หรือการใช้บริการสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ  แต่ผู้ชุมนุมระบุว่า ไม่ได้มีการกีดขวางทางเข้าออกตามที่ตำรวจอ้าง ปักหลักชุมนุมต่อไป ต่อมาตำรวจยังมีสรุปสาระสำคัญของการชุมนุม โดยในตอนท้ายระบุถึง คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่องการห้ามมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ทั้งที่คำสั่งดังกล่าวยกเลิกไปแล้วตั้งแต่ปี 2561

อีกการชุมนุมหนึ่งที่ต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา คือกรณีของอดีตลูกจ้างบริษัทยานภัณฑ์ ซึ่งชุมนุมติดตามเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยการชุมนุมมีความยืดเยื้อหลายเดือน พบสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนพยายามสกัดกั้นการไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล, การประกาศห้ามชุมนุมในระยะ 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล อ้าง พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, การนำรถตู้หลายคันมาจอดขวางและปิดบังป้ายประท้วงของผู้ชุมนุมในวันที่มีงานสโมสรสันนิบาต  ต่อมาตำรวจ สน.ดุสิต ยังมีการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธาณะ ต่อแกนนำแรงงานจำนวน 4 คนด้วย ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างต่อสู้คดี

เช่นเดียวกับการชุมนุมของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) ในช่วงต้นเดือน เม.ย. เพื่อติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดิน พบว่าถูกตำรวจพยายามปิดกั้นการเดินทางไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเช่นกัน ต่อมาได้มีการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ต่อแกนนำและผู้เข้าร่วมรวม 7 คน ซึ่งยังอยู่ระหว่างต่อสู้คดีเช่นเดียวกัน

การชุมนุมที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ยังเป็นปัญหาสำหรับการชุมนุมอีกหลายประเด็น โดยพบว่ากองบัญชาการตำรวจนครบาลมีการออกคำสั่ง เรื่องการห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกินห้าสิบเมตร รอบทำเนียบรัฐบาลตามมาตรา 7 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ คลุมในแต่ละช่วงเวลาเอาไว้ พร้อมขยายระยะเวลาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มีการพิจารณาความเหมาะสมของการออกคำสั่งในแต่ละการชุมนุม ทั้งที่ตามกฎหมายมาตราดังกล่าวระบุว่า “ให้คํานึงถึงจํานวนของผู้เข้าร่วมชุมนุมและพฤติการณ์ในการชุมนุมด้วย” ในการออกคำสั่งด้วย การออกคำสั่งโดยเหมารวมไว้ก่อน จึงมีแนวโน้มจะกระทบต่อการใช้เสรีภาพของการชุมนุม

กรณีการชุมนุมที่พบว่าตำรวจประกาศคำสั่งห้ามในลักษณะนี้ เช่น การชุมนุมของเครือข่ายประชาชนไม่เอากฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEC)  หรือการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของปลาหมอคางดำ ในช่วงเดือนมีนาคม

ประเด็นดังกล่าว ทำให้ในช่วงหลังเริ่มพบคดีที่กลุ่มประชาชนเครือข่ายต่าง ๆ ถูกกล่าวหาในเรื่องการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 7 วรรคท้าย เพิ่มขึ้น และยังต้องจับตาการต่อสู้คดีและแนวคำพิพากษาต่อไป

 

 



 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising