‘นิกร’ แจงหลังที่ประชุม ภท. มีมติถอนชื่อออกจากร่างแก้ รธน.ของพรรคเพื่อไทย มองสุ่มเสี่ยงขัดแย้งคำวินิจฉัยของศาลฯ ห้ามประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง ชี้เป็นแกนนำรัฐบาล หากถูกร้องจะกระทบเสถียรภาพ ‘จุลพันธ์’ ถอยยื่นร่างแก้ รธน. และจะกลับไปหารือกับ ภท. และภายใน ‘เพื่อไทย’ ว่าจะเอายังไงต่อ มองไม่กระทบความสัมพันธ์ เพราะมีการชี้แจงล่วงหน้าว่ามีข้อห่วงใยอย่างไร
4 มิ.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก The Reporters ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (4 มิ.ย.) ที่ห้องแถลงข่าวสื่อมวลชนของสภาผู้แทนราษฎร นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และหนึ่งในสมาชิกคณะทำงานจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรค แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ชี้แจงถึงเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยมีมติถอนรายชื่อออกจากร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ฉบับของพรรคเพื่อไทย เมื่อวานนี้ (3 พ.ค.)
นิกร เผยว่า หลังจากได้ลงนาม และลองมาดูร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยคร่าวๆ แล้ว เขามองว่ามีประเด็นที่น่ากังวลว่าอาจจะขัดกับเนื้อหาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 18/2568 ในส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ห้ามให้ประชาชนเลือกผู้ร่างฯ โดยตรง
"ส่วนตัวผมเห็นว่า ร่างของพรรคเพื่อไทยที่เป็นข้อกังวล เลือกมา 300 คน ก็เป็นการเลือกโดยตรงในคูหา จะมาเลือกให้เหลือ 100 คน ต้นทางมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ทีนี้ยังมีประเด็นอีกว่า ซึ่งจะเป็นเรื่องโต้แย้งเจตจำนงของประชาชน
"ลำดับที่จะได้ ก็เป็นเสียงที่ชนะการเลือกตั้ง หนึ่ง สอง สาม ทีนี้รัฐสภามาเลือก เลือกลำดับสาม มันก็จะไปขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกมา ดังนั้น ในทางปฏิบัติ เราตีความทางลึกเข้าไปแล้ว มันเกิดสภาวะที่รัฐสภาจะไปเลือกคนที่ได้ที่สาม ที่สี่ ได้อย่างไร มันจะโต้แย้งตรงนั้น มันเลยกลายเป็นเรื่องปริยายว่า ต้องไปเลือกคนที่ได้ที่ 1 ของจังหวัดนั้นๆ กลายเป็นโดยตรงในเชิงปฏิบัติ มาจากต้นทาง ต้นน้ำ" นิกร ระบุ
ประการต่อมา นิกร ส่วนปัญหาในเชิงเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญคือ เจตจำนงของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ อำนาจของ สสร.จากการเลือกตั้งโดยตรงหรือกึ่งโดยตรงที่เสนอมา ก็จะมีปัญหาเพราะอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา จึงเกิดความขัดแย้งกันระหว่าง 2 อำนาจนี้ และจะหาข้อสรุปไม่ได้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ว่ารัฐสภาจะร่างรัฐธรรมนูญแบบใดออกมา ก็ต้องไปถามประชาชนผ่านการทำประชามติอีกครั้ง
"แสดงว่าประชาชนมีความเกี่ยวพันกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถึง 3 ครั้ง ดังนั้นจะบอกว่าไม่มีความผูกพันกับประชาชนไม่ได้ เพราะไม่ว่ารัฐสภาจะเสนออย่างไร ประชาชนสามารถตีตกได้หมด อำนาจเต็มที่สุดอยู่ที่ประชาชน 3 ครั้ง ซึ่งทำไปแล้ว 1 ครั้ง ยังเหลืออีก 2 ครั้ง แหล่งที่มาต้องแยกให้ชัด รัฐสภายังอยู่ใต้ประชาชน" นิกร กล่าว
สส.พรรคภูมิใจไทย ยกเอกสารกรณีศึกษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี 2568 จัดทำโดยฝ่ายวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ในตอนหนึ่งว่าคำวินิจฉัยส่วนนี้มีสอดคล้องกับทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เพราะสมาชิกรัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามกระบวนการและขอบเขตที่รัฐธรรมนูญปี 2560 เท่านั้น หากรัฐสภากำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ไม่เช่นนั้นแล้วเท่ากับรัฐสภาใช้อำนาจสถาปนาที่ได้รับมาจากประชาชนเพิ่มไปกว่าอำนาจที่เคยได้มาแล้ว ซึ่งจะเกิดปัญหาต่อมา
นิกร จำนง (ที่มา: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร)
พรรคภูมิใจไทย ก็เลยเห็นว่า ในเมื่อพรรคเพื่อไทย มีเสียงครบแล้ว เพราะว่าหลักการระหว่างร่างของ ภท. และ พท. มีความแตกต่างกัน เราเลยให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ไปพิจารณาถอนชื่อ เพราะว่าถึงถอนก็ยังได้ครบ
นิกร ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทย มีความจริงใจในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จ และเขาไม่เห็นด้วยกับการที่ภูมิใจไทยจะยื่นทั้ง 2 ร่าง ไม่เห็นด้วย ผมต้องรู้ว่าตัวเองมีความเห็นอย่างไร และไม่ใช่มีความเห็นร่างนี้ และอีกร่างหนึ่งด้วย แม้ว่าจะไม่มีการเขียนห้ามไว้ แต่โดยเจตนารมณ์ไม่ควรเป็นแบบนั้น เราไม่ใช่ศรีทนนชัยที่บอกว่าทำแบบนี้ ทำอีกแบบก็ได้
"ขอยืนยันว่าที่เราตัดสินใจแบบนี้ เราทำทุกอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เพื่อจะได้ไม่เกิดกรณีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ ต้องหยุดชะงัก และต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ" นิกร กล่าว และระบุว่า หลักการของพรรคภูมิใจไทยคือต้องทำ และต้องทำให้สำเร็จ
นิกร ยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยหลักการประชาชนไม่ได้เลือกคนร่าง รธน.โดยตรง ทุกคนมาโดยอ้อมหมด แต่ที่เป็นฉบับประชาชนได้ เพราะฟังประชาชนเยอะ ซึ่งเหมือนกับร่างของพรรคภูมิใจไทยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการรับฟังเสียงของประชาชน โดยจะใช้เวลาไปหารือประชาชนให้ทั่วประเทศ 1 ปี หรือ 365 วัน อันนั้นจะเป็นเนื้อหาที่จะชี้ว่าเป็นฉบับประชาชนหรือไม่ ไม่ใช่แค่รูปแบบว่ามาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่พอ รูปแบบมาจากประชาชน เพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่พอ ต้องมีคณะ กมธ. ไปคุยกับประชาชน ฟังความเห็นของประชาชนมาให้มากพอ เพื่อให้กรรมาธิการฯ ยกร่างไปดำเนินการ
สว.หารือตุลาการศาล รธน. ไม่มีผลผูกพันเหมือนกับคำวินิจฉัย
นิกร กล่าวถึงอีกประเด็นคือ กรณีที่นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ไปนัดหมายหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องดี แต่ความเห็นส่วนตัวของเขา คือคราวที่แล้วมีคนไปหาประธานศาลรัฐธรรมนูญ และยืนยันว่าต้องทำ 2 ครั้ง ทั้งที่เขายืนยันว่าเป็น 3 ครั้งมาหลายปีแล้ว เราเสียเวลาไป 3 ปีเปล่าๆ และสุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ว่า 3 ครั้ง เพราะฉะนั้น การไปฟังความเห็นจากตุลาการท่านใดท่านหนึ่ง ไม่ใช่การวินิจฉัยที่เป็นองค์คณะที่วินิจฉัยแบบนั้น มันจะผูกพันทุกองค์กรทั้งหมด พอวินิจฉัยไปแล้ว คำวินิจฉัยจะย้อนกลับมา ผูกพันศาลรัฐธรรมนูญเองด้วยซ้ำ เราคิดว่าการไปหารือก็เป็นเรื่องดี แต่ถือว่าไม่ใช่เป็นคำวินิจฉัย แต่เป็นการหารือเท่านั้น ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจะทำตามหลักการตนเองคือตั้ง กมธ.รับฟังความคิดเห็นของประชาชน
“ทำให้ดูดี ทำให้ประชาชนชอบ คือเราไม่ได้ทำหาเสียง เราทำให้เกิดจริง คือมาจากประชาชน และมันทำไม่สำเร็จ ไม่มีประโยชน์ ทำไม่สำเร็จ ทำแบบนี้ดูดี แต่ว่าไม่สำเร็จ มันจะไปถูกแย้ง หรือถูกร้อง มันจะมีประโยชน์อะไร ที่บอกว่ามาจากประชาชนเราเชื่อว่าคือการทำประชามติ 3 ครั้ง” นิกร กล่าว และระบุว่า เราไปเพิ่มการมีส่วนร่วม โดยการรับฟังความคิดเห็นประชาชนให้เวลา 1 ปีไปเลย
ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า การถอนตัวจากการเข้าชื่อร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.ของพรรคเพื่อไทย ถือว่าเป็นการปัดตกร่างของพรรคเพื่อไทยไปเลยหรือไม่ นิกร กล่าวว่า เราก็ถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของ สส.ในการโหวตร่างแก้ไขเพิ่มเติมของรัฐธรรมนูญ บังคับไม่ได้ เดิมเราก็ไปลงกันมา 30 ชื่อ ทีนี้ก็ไปดูเนื้อในแล้วว่ามีปัญหาแน่ๆ ซึ่งตอนแรกเรากังวลว่าร่างของพรรคเพื่อไทยจะไม่ถึงร้อยแน่ๆ ด้วยความเป็นห่วงก็ไปลงชื่อให้ แต่ตอนนี้รายชื่อเพียงพอแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น การพิจารณาในรัฐสภาก็ว่ากันอีกที ยืนยันว่าความสัมพันธ์ในพรรครัฐบาลไม่มีปัญหา
ต่อกรณีที่สื่อถามว่าในการพิจารณาวาระ 1 พรรคภูมิใจไทยจะไม่โหวตให้ ร่างของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่ามีความคิดแต่ขอยังไม่พูด เพราะเรายังไม่เห็นตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย อย่าไปหยิบเรือทั้งกระดูกงู
ต่อกรณีที่สื่อถามยํ้าว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยกับหลักการของพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นิกร มองว่าจะมีปัญหาขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเราเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากทำแล้วสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้อง จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เราก็ต้องยืนตามคำวินิจฉัยเป็นหลัก เราเดินตรงไปตรงมาอย่างชัดเจน
"ต้องยืนยันว่าเราเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ถ้าเรายื่นและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้อง มันจะทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ เพราะว่าคว่ำได้เลยรัฐบาล เราก็ต้องระวัง การเดิน เราต้องยืนอยู่บนคำวินิจฉัยเป็นหลัก" สส.พรรคภูมิใจไทย ระบุ
เมื่อถามว่ามีข้อกังวลว่า หาก สสร.ไม่ได้เลือกตั้งโดยอ้อม จะทำให้เสี่ยงต่อการผูกขาดโดยพรรคเดียว หรือการฮั้วเลือก นิกร กล่าวว่า แค่คิดกัน แต่ถ้าเลือกตั้งโดยตรง ก็โดนควํ่าโดยตรง ไปต่อไม่ได้ มาพิสูจน์ว่าประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ดีกว่า ถ้าเขาไม่ด้วยในการทำประชามติก็จบ ไม่ใช่ว่าสมัครเข้ามาในจังหวัดที่เราควบคุมได้ มีแต่คนของเราเข้ามา ทั้งนี้ ร้างของพรรคภูใจไทย ให้เกียรติเสียงข้างน้อยด้วยซํ้า สภาจะเลือกเป็นสีอะไรก็ได้ ส่วนรายละเอียดไปคุยใน กมธ.
'จุลพันธ์' ถอยแล้ว ขอกลับไปหารืออีกรอบ
เมื่อ 11.45 น.ของวันเดียวกัน ที่รัฐสภา ฝั่งสภาผู้แทนราษฎร จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงสื่อมวลชน หลังจากพรรคภูมิใจไทย แถลงถอนรายชื่อร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ฉบับของพรรคเพื่อไทย
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (แฟ้มภาพ)
จุลพันธ์ กล่าวว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีความพร้อมในการยื่น 100% เราคุยกันลงชื่อ 7 พรรคการเมือง แต่เมื่อสมาชิกฯ ต้องการถอนชื่อออก เนื่องจากมีข้อห่วงใยในบางประเด็น ยังไงเราก็ต้องรับฟัง และก็ด้วยความเคารพ มันเป็นเอกสิทธิ์ที่จะดำเนินการได้ เป็นเรื่องปกติในสภาฯ
หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากนี้จะมีอยู่ 2 อย่างที่เราต้องดำเนินการ เนื่องด้วยความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อันนี้ไม่กระทบเรื่องความสัมพันธ์ใดๆ อยู่แล้ว ที่จะดำเนินการในเรื่องของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
จุลพันธ์ กล่าวว่า เบื้องต้น พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เพียงแค่ถอนชื่อประมาณ 30 รายชื่อ แต่หมายถึงการเดินหน้าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคเพื่อไทย ทางพรรคก็ต้องมานั่งคุยกับพรรคภูมิใจไทยว่าเหตุผลและความจำเป็น และแนวความคิดที่มันมีความจำเป็นที่มันมีข้อห่วงใย ในเรื่องความสุ่มเสี่ยงในเรื่องตัวกฎหมายเป็นต้นคืออะไร เราจะเดินหน้าอย่างไร จะปรับแก้ไข หรือเดินต่ออย่างไร
นอกจากการคุยกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล พรรคเพื่อไทย จะคุยกันเองด้วยภายในพรรคว่าจะเดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรต่อ เพราะว่ากติกาการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ต้องได้ทั้งเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา และได้เสียง สว. 1 ใน 3 เพราะฉะนั้น การบอกว่าถอนชื่อออกแค่ 30 รายชื่อ มันไม่ใช่แค่นั้น แต่มันรวมถึงองคาพยพของพรรคภูมิใจไทย และในส่วนของสมาชิกสภาฯ และวุฒิสภา ที่อาจจะมีความคิดเห็นในแนวทางใกล้เคียงกัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน และคงใช้เวลาอีกหลายวันในการคุยกันภายใน
ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า ถ้ายื่นร่างนี้เข้าไปในสภาฯ จะถูกปัดตกในวาระที่ 1 หรือไม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เราทำงานแบบหวังผล และเรารับตำแหน่งในสภาฯ เราขับเคลื่อนในเชิงประเด็นว่า ประเด็นไหนที่เราจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาเพื่อประชาชนได้ รับภารกิจมาในส่วนของ ครม. เราก็ขับเคลื่อนในกระทรวงฯ เพื่อบรรลุในเรื่องของนโยบาย เราต้องทำงานเพื่อให้เห็นเป้าหมายที่ชัดเจน สุดท้ายเราจะสามารถขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ที่จะมี สสร. ดำเนินการยกร่างที่มันเป็นร่างที่เป็นประโยชน์สูงสุด มีความเป็นประชาธิปไตยสูงสุด
หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ย้ำว่า อย่างไรวันนี้คงไม่ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะหารือกันภายในพรรคเพื่อไทย และภูมิใจไทย และมองว่าเรายังมีกลไกในการทำงานอีกมาก ที่จะขับเคลื่อนและบรรจุแนวความคิดของเราเข้าไปในรัฐธรรมนูญเป็นไปในสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด และสามารถแก้ไขปัญหาในประเทศได้มากที่สุด
ต่อประเด็นที่สื่อถามว่ายืนยันในหลักการใช่หรือไม่ว่า สสร.ควรมาจากเลือกตั้งทางอ้อม หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จุลพันธ์ มองว่า เขาไม่ได้อยู่ในจุดยืนที่จะสามารถตอบเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้เป๊ะๆ อะไรถูกหรือผิด แต่สิ่งที่ต้องทำ คือการกลับมาทบทวน และยืนยันว่าเราไม่มีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างพรรค และมีการแจ้งก่อนแล้วว่าในการประชุมพรรคภูมิใจไทยเมื่อวานนี้ จะออกมาเป็นเช่นไร เราทราบล่วงหน้าแล้วจะเกิดเหตุการณ์นี้ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องรับฟัง เพราะว่าพรรค ภท.เป็นพรรคหลัก มีจำนวนเสียงถึง 190 กว่าเสียง ยังไงก็เป็นพรรคหลักในการขับเคลื่อนแก้ไขต่างๆ
นอกจากนี้ จุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า ไม่ได้มีเรื่องความขัดแย้งใดๆ พรรคภูมิใจไทยมีการแจ้งล่วงหน้าแล้วว่า แนวโน้มการประชุมจะเป็นอย่างไร มีข้อห่วงใยอย่างไร ไม่ได้จู่ๆ มาถอนรายชื่อ และวันนี้ยังไงเราก็ยื่นไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่ามีรายชื่อเปลี่ยนแปลงถึง 30 รายชื่อ ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยน และต้องรอมาพูดคุยให้ชัดเจน
ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ พรรคเพื่อไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือมองว่าเสียหลักการ พอมาเป็นพรรคร่วม อาจถูกพรรคภูมิใจไทยครอบหรือต้องคล้อยตามพรรคหลักนั้น จุลพันธ์ มองว่ายังมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่อีกหลายข้อ และที่สำคัญจะเป็นร่างของใครก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายหลักของประเทศ ไม่สามารถเริ่มได้ด้วยการขัดแย้ง เราต้องสงวนจุดร่วม และหาจุดที่เดินหน้าร่วมกันได้ในการขับเคลื่อนการแก้ไข หากเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ยืนประจันทร์หน้ากัน เขาเองรับประกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้สุดท้ายไปไม่ถึงฝั่งฝัน ดังนั้น พรรคเพื่อไทยก็เป็นหนึ่งในพรรคการเมือง เราพร้อมรับฟังทุกฝ่าย จะเห็นได้ว่าความพยายามของพวกเขาเองที่ผ่านมา เรามีความเชื่อมั่นว่าเป็นประโยชน์สูงสุด และเป็นประชาธิปไตย โดยที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาล แต่การเดินหน้าของเรา สิ่งที่เราทำคือ การรวบรวมเสียงจากสมาชิก ไม่ว่าฝ่ายฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายเท่านั้น จึงจะสามารถผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นได้จริง
