การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA ไทย-สหภาพยุโรปย้อนกลับมาอีกครั้ง เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลต้องการเปิด ‘เสรี’ โดยไม่รับรู้หรือเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น...เหมือนเดิม เพราะหากมองว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ก็หมายความว่าช่วงเวลาก่อนหน้านี้หากรัฐบาลมีความจริงใจเพียงพอที่จะให้การค้าเสรียังประโยชน์แก่ทุกฝ่ายย่อมสามารถตระเตรียมกฎหมาย นโยบาย มาตรการ เพื่อป้องกันผลกระทบที่มักจะเกิดขึ้นเสมอกับคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีอำนาจต่อรองน้อยในสังคมไทย
‘ประชาไท’ นำเสนอประเด็นข้อวิตกกังวลต่อการเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปของรัฐบาล (อีกครั้ง) ในมิติต่างๆ จากเวที ‘เสียงประชาชน สู่โต๊ะเจรจา: FTA ไทย-อียู ใครได้ ใครเสีย?’ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-20 มิถุนายน 2568
ภาวะโลกร้อนเป็นภัยคุกคามที่ถูกยืนยันทางวิทยาศาสตร์ มันคุกคามทุกประเทศ ทุกรัฐบาล และทุกคน แต่เจตจำนงอันแน่วแน่ในการแก้ไขกลับเบาบาง สหภาพยุโรปที่กล่าวได้ว่ามีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสูงและเคร่งครัด กลับเพิกเฉยและหละหลวมต่อประเด็นนี้เมื่ออยู่บนโต๊ะเจรจาเอฟทีเอ ซึ่งจะส่งผลให้ไทยไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมหากรัฐบาลไทยยอมรับโดยไม่มีการต่อรอง ไม่มีมาตรการรองรับ
นี่คือประเด็นสำคัญที่ กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA) ตีแผ่ให้เห็น ก่อนที่ไทยจะตกเป็นอาณานิคมด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว

กฤษฎา บุญชัย
ความไม่เป็นธรรมด้านภูมิอากาศ
กฤษฎาเริ่มต้นด้วยการชวนมองภาพรวมว่าการเจรจาเอฟทีเอมีการกล่าวถึงโจทย์สำคัญอย่างประเด็นโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความเป็นธรรมหรือไม่ เขาให้คำตอบว่าไม่ปรากฏอยู่ในเอฟทีเอฉบับใดเลย
นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม มนุษย์นำเอาพลังงานฟอสซิลมาใช้และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลออกมา มันคือจุดเริ่มต้นของทุนนิยมและเป็นจุดเปลี่ยนของโลกที่ทำให้โลกต้องรับภาระดังเช่นปัจจุบัน เฉพาะทวีปยุโรปซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ถ้านับตั้งแต่ปี 1750 ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในโลก เกิดการสะสมในชั้นบรรยากาศมากกว่า 400-500 กิกะตัน กฤษฎาเรียกสิ่งนี้ว่า ความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยถูกพูดถึงในข้อตกลงเอฟทีเอ
“ในเวทีเจรจาเอฟทีเอหรือแม้แต่ข้อตกลงปารีส ทำไมไม่พูดเรื่องความรับผิดชอบเหล่านี้ด้วย ยุโรปถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Annex I หรือประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องรับผิดชอบในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ตัดภาพกลับมาที่ไทย เราถูกจัดอันดับให้เสี่ยงต่อโลกร้อนเป็นอันดับ 9 ของโลก หมายความว่าในโลกเดียวกันนี่แหละ กลุ่มหนึ่งใช้ทรัพยากรจากทั่วโลกก่ออุตสาหกรรมใหญ่โต แล้วเรารับผลกระทบ อันนี้คือจุดแรกที่ผมอยากให้เห็นว่าเราอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมหรือความไม่เป็นธรรมด้านภูมิอากาศ” กฤษฎา กล่าว
หน่วยงานของสหประชาชาติทำการศึกษาว่าจะนับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร เช่น ถ้ายุโรปมาลงทุนด้านพลังงานในไทยแล้วปล่อยก๊าซเรือนกระจก กฤษฎาตั้งคำถามว่าในกรณีนี้ใครคือผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก คำตอบของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ก็คือประเทศใดปล่อย ประเทศนั้นต้องรับผิดชอบ เท่ากับว่าเมื่อมีการลงทุนในไทยก็ต้องนับว่าไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นหรือก็คือความไม่เป็นธรรมด้านภูมิอากาศ
“ในขณะที่ยุโรปมาลงทุน ผลกำไรก็กลับไปสู่เขา สินค้าและบริการก็กลับไปสู่เขา แทนที่จะให้นักลงทุนเป็นผู้รับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลับกลายเป็นว่าประเทศที่รองรับการลงทุนต้องรับผิดชอบแทน นี่คือประวัติศาสตร์ของทุนนิยมโลกที่มาพร้อมกับการตั้งเงื่อนไขความไม่เป็นธรรม โดยสัดส่วนบริษัทพลังงานที่มาปล่อยก๊าซในไทยที่เกี่ยวข้องกับทุนต่างชาติมีประมาณ 7 ถึง 11 เปอร์เซ็นต์ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศไทย”




กฤษฎาอธิบายต่อว่าสหภาพยุโรปมีกรอบที่เรียกว่า Trade and Sustainable Development หรือกรอบการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเวลาเจรจาด้านการค้าและยังเชื่อมโยงกับข้อตกลงสำคัญระดับโลกอย่างน้อยสองเรื่อง ได้แก่ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) และข้อตกลงว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ปัญหาคือเวลานำข้อตกลงเหล่านี้มาเชื่อมโยงกันกลับไม่มีการระบุถึงผลกระทบจากกิจกรรมที่สหภาพยุโรปไปลงทุนข้ามพรมแดน นอกจากนี้ ยุโรปยังมีกลไกสำคัญที่เรียกว่ากลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนหรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ส่งผลให้สินค้าที่ส่งไปขายในยุโรปจะต้องถูกพิสูจน์ก่อนว่ามีการลดก๊าซคาร์บอนแล้ว ไม่เช่นนั้นจะถูกเก็บภาษีทันที
“คำถามคือทำไมยุโรปต้องใช้มาตรการแบบนี้ ก็เพราะเขาบังคับให้กลุ่มทุนในยุโรปต้องลงทุนปรับลดคาร์บอนของตัวเอง ดังนั้น ประเทศใดที่ส่งสินค้ามาขายก็ต้องมีมาตรฐานเทียบเท่ากับทุนในยุโรป แต่เวลา CBAM นับ เขานับเฉพาะสินค้าที่ส่งไปยุโรป ไม่ได้นับการปล่อยที่ตัวเขาก่อไว้ผ่านการลงทุน ไม่ได้นับผลกระทบที่งอกเงยหรือเชื่อมโยงกัน”
เมื่อเชื่อมโยงสู่ประเด็นคาร์บอนเครดิตซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักมากว่าเป็นกลไกตลาดคาร์บอนที่ใช้ระบบการชดเชยและแลกเปลี่ยน ซึ่งอุตสาหกรรมต่างๆ พยายามหาสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยซื้อคาร์บอนเครดิตหรือลงทุนในโครงการต่างๆ เพื่อชดเชยให้ตนเองยังสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ กฤษฎากล่าวว่าแม้ประเด็นคาร์บอนเครดิตไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนในเอฟทีเอ แต่ถ้าพิจารณากรอบการลงทุนต่างๆ หรือโครงการที่ยุโรปเข้ามาดำเนินการ เช่น โครงการ REDD+ หรือโครงการปลูกป่า ฟื้นฟูป่าที่ลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาเป็นจำนวนมาก...
“โครงการลักษณะนี้ถูกวิจารณ์หนัก เพราะมันส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศท้องถิ่นและความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากเน้นการปลูกไม้โตเร็วเพื่อดูดซับคาร์บอน และยังไปลิดรอนสิทธิของชาวบ้านที่อยู่อาศัยและดูแลพื้นที่ป่าเหล่านั้น มีความขัดแย้งกับชุมชนพื้นเมืองจำนวนมาก ถึงขั้นที่เครือข่ายชนพื้นเมืองทั่วโลกต้องออกแถลงการณ์หลายฉบับ และปีนี้ที่บราซิลก็จะมีเวทีวิจารณ์เรื่องโครงการคาร์บอนเครดิตในลักษณะนี้อีกครั้ง
“สิ่งเหล่านี้คือโครงการที่ยุโรปผลักดันเข้าไปในประเทศโลกที่สาม รวมถึงประเทศไทยด้วย อย่างเมื่อสองสามปีที่แล้วมีการลงทุนระบบขนส่งสาธารณะรถเมล์ไฟฟ้าโดยสวิตเซอร์แลนด์มาลงทุนกับไทย แล้วก็ได้คาร์บอนเครดิตกลับไป คำถามคือเวลาประเทศไทยจะนับว่าเราลดคาร์บอนได้แค่ไหน การลงทุนแบบนี้นับไม่ได้ครับ เพราะเจ้าของเครดิตคือสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ใช่ไทย ทั้งที่การลงทุนรถเมล์ไฟฟ้าเราสามารถทำเองได้โดยไม่ต้องเข้าโปรเจคคาร์บอนเครดิต นี่คือความเสียเปรียบที่เกิดขึ้นในหลายกรณี”
การล่าอาณานิคมป่าไม้รอบใหม่
ในด้านป่าไม้ก็เช่นกัน สหภาพยุโรปมีมาตรฐานที่เรียกว่า Forest Stewardship Council หรือ FSC เป็นใบรับรองว่าไม้หรือผลิตภัณฑ์จากป่ามาจากแหล่งที่ถูกกฎหมาย ไม่ได้ทำลายระบบนิเวศ แต่ทั้ง FSC และการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ การกำกับดูแล และการค้าหรือ Forest Law Enforcement, Governance and Trade (FLEGT) ที่ริเริ่มโดยสหภาพยุโรป กลับมีปัญหาเพราะกำกับเฉพาะสินค้าที่ส่งเข้าไปยุโรป โดยไม่มีความเข้าใจบริบทของไทยอย่างแท้จริง
“ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านเรื่องพื้นที่ป่ายังแก้ไม่จบ การละเมิดสิทธิชุมชนยังเกิดขึ้นมากมาย แล้วก็มีการแสวงหาพื้นที่ป่าเพื่อปลูกป่าเพิ่มขึ้นโดยไม่สนใจว่าชุมชนจะมีสิทธิในทรัพยากรป่าตามที่เขาต้องการหรือเปล่า ประเด็นแบบนี้กลายเป็นข้อห่วงใยทั่วโลกว่าการลงทุนข้ามพรมแดนเรื่องพื้นที่ป่าเพื่อเอาคาร์บอนเครดิต จะกลายเป็นปัญหาใหญ่หรือจะเรียกอีกอย่างว่าการล่าอาณานิคมป่าไม้รอบใหม่ก็ได้” กฤษฎา กล่าว
หรือกรณีการปลูกพืชเพื่อผลิตอาหารสัตว์เพื่อส่งไปยังยุโรปก็เผชิญปัญหาลักษณะเดียวกัน มาตรฐานต่างๆ ที่สหภาพยุโรปตั้งขึ้นกลับละเลยกระบวนการผลิตที่สร้างความเสียหายต่อเนื่องต่อการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรธรรมชาติหรือผลกระทบต่อสิทธิชุมชน ซึ่งก็เป็นประเด็นที่เอฟทีเอละเลยเสมอมา แล้วเพ่งย้ำเพียงข้อกฎหมายโดยไม่ตั้งคำถามว่ากฎหมายที่มีสร้างความเป็นธรรมหรือไม่ ในทางกลับกัน มาตรฐานด้านป่าไม้ต่างๆ กลับทำให้สิทธิในทรัพยากรตกอยู่ในมือของบริษัทที่ปรึกษา บริษัทประเมินมูลค่าป่าไม้ซึ่งกลายเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้นทุกขณะ


“ถ้าดูเรื่องอาหา ไทยส่งออกเนื้อสัตว์ไปยุโรปเยอะ เนื้อสัตว์พวกนี้ผลิตจากวัตถุดิบจำนวนมาก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปลาป่นจากทะเลซึ่งใช้ทรัพยากรสูงมาก คำถามคือมันปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ อย่างไก่ปรุงสุกปีที่แล้วส่งออก 210,000 กว่าตัน ปล่อยคาร์บอนประมาณ 500,000 ตัน หมู 3,000 ตัน ปล่อยประมาณ 30,000 ตัน วัวอาจส่งน้อย แต่กระบวนการทั้งหมดนี้คือการผลิตที่ก่อคาร์บอนสูง ยุโรปไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อการปล่อยคาร์บอนที่เกิดจากกระบวนการเหล่านี้เลย” กฤษฎา กล่าว
ความไม่เป็นธรรมที่ FTA ละเลย
กฤษฎาแจกแจงให้เห็นแกนหลักของปัญหาจากการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับไทยที่ไม่ถูกพูดถึงในเอฟทีเอ 3 ข้อคือ ประเด็นแรก ความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ ถ้าเอฟทีเอจะตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรมจริงๆ ก็ควรนับด้วยว่าในอดีตประเทศกำลังพัฒนาสูญเสียอะไรไปบ้าง ต้องปล่อยคาร์บอนแค่ไหนเพื่อผลิตสินค้าส่งให้ยุโรป
ประเด็นที่สอง การเพิกเฉยต่อการลงทุนข้ามพรมแดนที่สร้างผลกระทบแก่ประเทศที่รับการลงทุนที่ต้องรับผิดชอบปลายทางเองทั้งหมด โดยที่ประเทศแม่ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ
ประเด็นที่สาม เอฟทีเอเน้นควบคุมเฉพาะสินค้าที่เข้าสู่ตลาดของสหภาพยุโรป เช่น CBAM ภาษีคาร์บอน มาตรฐานป่าไม้ เป็นต้น โดยไม่สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้น ณ ต้นทาง
“เครื่องมือพวกนี้นำไปสู่การฟอกเขียวหรือ greenwashing เมื่ออุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ปล่อยก๊าซคาร์บอนจำนวนมากอ้างว่าตัวเองมีความรับผิดชอบโดยใช้คาร์บอนเครดิตมาชดเชย นี่คือความเสี่ยงสำคัญที่เอฟทีเอไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไม่ได้สร้างกติกาที่เป็นธรรม หรือมาตรการสิ่งแวดล้อมที่คุ้มครองสิทธิของชุมชนต่อระบบนิเวศ รวมถึงสิทธิของประชาชนที่จะมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ฝุ่น PM2.5 จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มลภาวะจากอุตสาหกรรม ขยะ และอื่นๆ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเรายังขาดหลักการคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี
“ถามว่าควรจะอยู่ในเอฟเอหรือเปล่า ควรสิครับ เพราะถึงแม้จะเป็นเรื่องข้อตกลงทางการค้า แต่การค้าโยงใยกับปัญหาทั้งหมดเหล่านี้ แต่มันต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนเพราะนี่คือข้อตกลงที่เกิดขึ้นระหว่างสหภาพยุโรปกับไทย มันควรมีรายละเอียดตามกรอบหลัก บางหน่วยงานจากยุโรปก็มีบทบาทในเชิงนโยบายของเราด้วย อย่างเช่นการยกร่างกฎหมายโลกร้อนซึ่งกำลังจะเข้าสู่ ครม. เร็วๆ นี้” กฤษฎา กล่าว


สร้างทางออกใหม่ กลับสู่จิตวิญญาณของการพัฒนาที่ยั่งยืน
จากประเด็นต่างๆ ที่กฤษฎาอธิบาย นำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สังคมไทยควรร่วมกันขับเคลื่อน ข้อแรกคือเอฟทีเอต้องยืนอยู่บนหลักความเป็นธรรม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ และด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
“รูปธรรมคืออะไร ในความตกลงปารีสหรืออนุสัญญาว่าด้วยโลกร้อนมีหลักสำคัญหนึ่งที่ใช้กันทั่วโลกเรียกว่าหลักความรับผิดชอบที่แตกต่าง (Common But Differentiated Responsibilities: CBDR) หมายความว่าใครที่สร้างปัญหามากก็ต้องรับผิดชอบมาก เช่น ถ้ายุโรป อเมริกา จีนมีประวัติปล่อยก๊าซคาร์บอนมาก เขาก็ต้องรับผิดชอบมากกว่าประเทศอื่น รับผิดชอบยังไง ลดการปล่อยก๊าซของตัวเอง ลดการทำลายระบบนิเวศของตัวเอง และสนับสนุนการฟื้นฟูในที่อื่นๆ เวลาประชุมในเวทีโลกร้อนทุกปี ประเทศพัฒนาแล้วต้องระบุว่าจะให้เงินเท่าไหร่เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ซึ่งนี่แหละครับคือความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์
“ประเทศไทยปล่อยก๊าซน้อยกว่า แต่กลับติดอันดับ 9 ของโลกในแง่ความเปราะบางต่อผลกระทบจากโลกร้อน เราควรได้รับการเยียวยาไหม ได้รับการคุ้มครองไหม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เงื่อนไขทางการค้า แต่เป็นความรับผิดชอบที่ต้องเกิดขึ้นและมันอยู่ในข้อตกลงปารีสทั้งหมด” กฤษฎา กล่าว
ประการที่ 2 การลงทุนข้ามพรมแดนและการปล่อยก๊าซจากกระบวนการผลิตควรถูกนับรวมเข้าไปด้วยตั้งแต่ต้นทางว่าใครเป็นเจ้าของกิจกรรมเหล่านั้น
ประเด็นที่ 3 การใช้กลไกตลาดคาร์บอนอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม เพราะกระตุ้นให้เกิดการฟอกเขียวมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมใหญ่ซื้อเครดิตแทนการลดปล่อยจริง
“คำถามคือโลกนี้มีทางออกอื่นไหม มีครับ ในข้อตกลงปารีส มาตรา 6.8 ระบุว่าเราสามารถใช้กลไกนอกตลาด ก็ได้ ไม่ต้องใช้กลไกคาร์บอน ถ้าเห็นว่ามันยิ่งกระตุ้นการใช้พลังงาน กระตุ้นการบริโภค และทำให้เกิด greenwashing ทางเลือกเหล่านี้ เช่น การให้ทุนสนับสนุนโดยตรง การสร้างความร่วมมือ สร้างความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน ทั้งหมดสามารถทำได้ โดยไม่ต้องใช้ตลาดมาบริหารจัดการก๊าซคาร์บอน”
กฤษฎาปิดท้ายด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศล่าสุดที่เรียกว่า กรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพของโลกคุนหมิง-มอนทรีออล (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: GBF) มีการกำหนดระยะว่าภายในปี 2050 ทุนนิยมที่โลกเคยรู้จักต้องได้รับการปรับเปลี่ยนสู่ระบบที่เกื้อกูลและสมดุลกับธรรมชาติ ใช้ธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง ไม่เช่นนั้นโลกจะไม่รอดหายนะด้านสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ ภัยพิบัติ ความมั่นคงทางอาหาร ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ
“ข้อตกลงเอฟทีเอมีจินตภาพถึงสิ่งเหล่านี้ไหม ในขณะที่เรากำลังเร่งการค้าให้มากขึ้น เรายังพูดภาษาที่ล้าหลังว่าคาร์บอนต่ำ แต่เศรษฐกิจยังโตไปเรื่อยๆ แล้วเราจะไปสู่ปี 2050 ที่ยั่งยืนได้ยังไง เราจะลดการเติบโตของบางภาคส่วนที่ทำลายระบบนิเวศอย่างไร เช่น อุตสาหกรรมฟอสซิลต้องเลิกใช้ให้เร็วที่สุด อุตสาหกรรมเกษตรเคมีขนาดใหญ่ รวมถึงจีเอ็มโอทั้งหลายก็ต้องเลิกเช่นกัน แล้วต้องฟื้นระบบเกษตรนิเวศในรูปแบบต่างๆ ขึ้นมา แม้จะฟังดูเป็นอุดมคติ แต่มันคืออุดมคติที่โลกกำหนดร่วมกันในข้อตกลงเหล่านี้ เรากำหนดเป้าหมายไว้ชัด แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือในเอฟทีเอของสหภาพยุโรปกับไทยกลับไม่มีจิตวิญญาณและหลักการเหล่านี้อยู่เลย” กฤษฎา กล่าว
