จดหมายเปิดผนึกจากภาคประชาสังคมไทยถึงคณะกรรมาธิการยุโรป ก่อนการเจรจา FTA “การค้า ต้องส่งเสริม ไม่บั่นทอน สิทธิมนุษยชน”
27 กันยายน 2567 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยแพร่ จดหมายเปิดผนึกจากภาคประชาสังคมไทยถึงคณะกรรมาธิการยุโรป ก่อนการเจรจา FTA “การค้า ต้องส่งเสริม ไม่บั่นทอน สิทธิมนุษยชน” ระบุว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า สหภาพยุโรปและประเทศไทยจะเริ่มการเจรจาอีกครั้ง เกี่ยวกับความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (FTA) สำหรับพลเมืองไทยจำนวนมาก การประชุมที่กรุงบรัสเซลส์เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงไปมากกว่าการเข้าถึงตลาด หรืออัตราภาษีศุลกากร แต่เป็นบททดสอบคำมั่นสัญญาของสหภาพยุโรปที่จะกำหนดให้ประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และสิทธิมนุษยชน เป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบายการต่างประเทศ เมื่อมีการเจรจาใด ๆ เกี่ยวกับผลประโยชน์ด้านการค้า มาตรา 21 ของสนธิสัญญาว่าด้วยสหภาพยุโรป และมาตรา 207 ของสนธิสัญญาว่าด้วยการดำเนินงานของสหภาพยุโรป ต่างระบุอย่างชัดเจนว่า การพัฒนานโยบายการค้าใด ๆ จะต้องส่งเสริมและไม่ส่งผลเสียต่อคุณค่าสากล
ในฐานะผู้รณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยมายาวนาน สหภาพยุโรปสามารถใช้เวทีความตกลงการค้าเสรีเพื่อเน้นให้เห็นความสำคัญของการปฏิบัติมิชอบเหล่านี้ และประกันให้มีการเคารพต่อหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน และประกันว่าคุณค่าเหล่านี้จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของความตกลงนี้
เราขอเรียกร้องให้สหภาพยุโรปดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ เพื่อประกันให้มีความรับผิดและการคุ้มครองต่อสิทธิ
1. ประกันการมีส่วนร่วม บทบาทในการตรวจสอบ และการปฏิบัติตามของภาคประชาสังคม
กำหนดให้เนื้อหาของความตกลงครอบคลุมข้อบทที่มีผลบังคับตามกฎหมายด้านการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งข้อกำหนดให้มีการตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
จัดตั้งกลไกติดตามและร้องเรียนที่มีความเป็นอิสระ เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบได้รับความช่วยเหลือในการชดเชยอย่างมีประสิทธิภาพ และเครื่องมือในการจัดการผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นในประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการใช้กลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐต่อรัฐภายใต้ข้อบัญญัติว่าด้วยการค้าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TSD) ประกันให้มีการประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืนอย่างเป็นองค์รวมและมีส่วนร่วม โดยกำหนดให้เป็นเงื่อนไขในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศไทย ทั้งนี้โดยต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจังจากภาคประชาสังคมไทยด้วย จัดให้มีการทบทวนอิสระประจำปี เพื่อประเมินผลกระทบด้านการค้า การลงทุน สิทธิมนุษยชน และความยั่งยืน โดยผ่านการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม หน่วยงานของรัฐ และผู้เชี่ยวชาญอิสระ
ประกันให้ความตกลงการค้าเสรีประกอบด้วยกลไกระดับรัฐต่อรัฐ เพื่อให้มีการบังคับใช้ ช่องทางการร้องเรียนที่เข้าถึงได้ และบทลงโทษที่ชัดเจน (เช่น การระงับสิทธิพิเศษทางการค้า หรือการสั่งปรับ) กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน และสิ่งแวดล้อม
2. การคุ้มครองสิทธิทางพลเรือนและทางการเมือง รวมทั้งนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
ร้องขอให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองโดยทันที และกระตุ้นรัฐบาลไทยให้นิรโทษกรรมเหยื่อจากการดำเนินคดีทางการเมืองทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์
กระตุ้นรัฐบาลไทยให้ยกเลิกการดำเนินคดีทั้งหมดต่อเด็กและบุคคล ซึ่งใช้สิทธิขั้นพื้นฐานที่จะมีเสรีภาพด้านการแสดงออก และการชุมนุมอย่างสงบ นับแต่ปี 2549
ส่งเสริมกระบวนการปฏิรูปรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และมีประชาชนเป็นศูนย์กลางในประเทศไทย โดยมีพื้นฐานมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงและเท่าเทียม และไม่มีการจำกัดสิทธิใด ๆ อย่างไม่เหมาะสม
3. การคุ้มครองแรงงานและสิทธิของคนงานข้ามชาติ
จัดทำแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อมุ่งสู่การให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 (ประกันสิทธิของคนงานในการรวมตัวและจัดตั้งสหภาพแรงงานอย่างเสรี) และฉบับที่ 98 (ประกันสิทธิของคนงานในการเจรจาต่อรองร่วม และคุ้มครองไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติที่ต่อต้านสหภาพแรงงาน)
กำหนดให้มีการปฏิรูปอย่างเป็นองค์รวมต่อกฎหมายแรงงานของประเทศไทย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยให้มีการปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงาน และกลุ่มแรงงาน
ดำเนินการตามกลไกตรวจสอบอย่างเป็นทางการในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อช่วยให้สหภาพแรงงานและคนงานสามารถแก้ไขปัญหาการละเมิดด้านแรงงานที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจากสหภาพยุโรป หรือห่วงโซ่อุปทานที่ส่งสินค้าไปสหภาพยุโรป
จัดทำเนื้อหาของข้อบทด้านแรงงานและความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในความตกลงการค้าเสรี ให้มีความสอดคล้องกับหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเยียวยาอย่างเป็นผล การคุ้มครองทางเพศ และกลไกความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ
4. การคุ้มครองการสาธารณสุข ความมั่นคงด้านอาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพ
หลีกเลี่ยงการนำข้อบทของความตกลง TRIPS-plus มาใช้ เนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดการขัดขวาง หรือชะลอการเข้าถึงยาสามัญ, ดำเนินงานอย่างเปิดเผยเพื่อคุ้มครองความยืดหยุ่นด้านสาธารณสุข รวมทั้งการคุ้มครองการบังคับใช้สิทธิ
กำหนดข้อบทที่ชัดเจนซึ่งห้ามไม่ให้มีการออกสิทธิบัตรต่อพืช สัตว์ และกระบวนการทางชีวภาพ
ปฏิเสธการบังคับใช้มาตรฐาน UPOV 1991 ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิของเกษตรกรที่จะเก็บรักษา แลกเปลี่ยน และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ และคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรตาม สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (ITPGRFA)
อ่านรายละเอียดทั้งหมดในเว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
