การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA ไทย-สหภาพยุโรปย้อนกลับมาอีกครั้ง เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลต้องการเปิด ‘เสรี’ โดยไม่รับรู้หรือเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น...เหมือนเดิม เพราะหากมองว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ก็หมายความว่าช่วงเวลาก่อนหน้านี้หากรัฐบาลมีความจริงใจเพียงพอที่จะให้การค้าเสรียังประโยชน์แก่ทุกฝ่ายย่อมสามารถตระเตรียมกฎหมาย นโยบาย มาตรการ เพื่อป้องกันผลกระทบที่มักจะเกิดขึ้นเสมอกับคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีอำนาจต่อรองน้อยในสังคมไทย
‘ประชาไท’ นำเสนอประเด็นข้อวิตกกังวลต่อการเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปของรัฐบาล (อีกครั้ง) ในมิติต่างๆ จากเวที ‘เสียงประชาชน สู่โต๊ะเจรจา: FTA ไทย-อียู ใครได้ ใครเสีย?’ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-20 มิถุนายน 2568
หนึ่งในประเด็นสำคัญและสร้างผลกระทบวงกว้างคือข้อเรียกร้องของอียูเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเชื่อมโยงมาถึงสิทธิบัตรยา กลไกของระบบทุนนิยมที่ช่วงส่งเสริมให้คนสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และก็ก่อให้เกิดการผูกขาดผลประโยชน์แก่กลุ่มทุนใหญ่ในเวลาเดียวกัน หากมันถูกใช้อย่างผิดที่ผิดทาง
เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการการเข้าถึงยาเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ ประเทศไทย เผยให้เห็นเล่ห์กลในข้อเรียกร้องของอียูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับระบบสุขภาพของไทยและการเข้าถึงยา หากไทยยอมรับเอฟทีเอฉบับนี้

เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล
ทำความเข้าใจ 'สิทธิบัตรยา'
เฉลิมศักดิ์เท้าความว่า ในอดีต การเจราจาข้อตกลงการค้าเสรีดำเนินในรูปพหุภาคีผ่านเวทีองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTP) ทำให้ประเทศเล็กๆ สามารถรวมตัวกันต่อรองกับประเทศใหญ่ได้ เมื่อไม่คืบหน้าและไม่เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายหลัง กลยุทธ์จึงเปลี่ยนเป็นการเจรจาแบบทวิภาคีหรือเอฟทีเอเพราะประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจรู้ดีวิธีการนี้ตนจะมีพลังต่อรองมากกว่า
ปัจจุบันนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังสร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกก็อาจกดดันให้ไทยต้องรีบเซ็นเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปหรืออียูมากขึ้น เพราะมองตลาดอียูเป็นความหวังทางเศรษฐกิจ
เฉลิมศักดิ์เริ่มกล่าวถึงมิติด้านสุขภาพ โดยเฉพาะราคายา การเข้าถึง และผลที่จะเกิดกับระบบหลักประกันสุขภาพว่า ในเอฟทีเอ ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องหลักเรื่องหนึ่งซึ่งยารักษาโรคจัดทรัพย์สินทางปัญญาชนิดหนึ่ง ในแง่มุมนี้มีการแบ่งยาออกเป็น 2 ประเภทหลักคือยาต้นแบบกับยาชื่อสามัญ
“ยาต้นแบบคือยาชนิดแรกที่มีคนคิดค้นขึ้นมาก่อนใคร เป็นยาที่ไม่เคยมีใครผลิตมาก่อน มีบริษัทหนึ่งหรือทีมนักวิจัยคิดค้นได้ก่อน เขาก็จะมาขอจดสิทธิบัตรไว้ หลังจากมียาต้นแบบออกมา คนเริ่มเรียนรู้ว่ามีการผลิตยาแบบนี้ ใช้เทคโนโลยีแบบนี้ สารเคมีแบบนี้ ก็เลยมีคนผลิตยาชนิดเดียวกันออกมาทีหลัง เราเรียกว่ายาชื่อสามัญ ซึ่งคุณภาพก็เหมือนกับยาต้นแบบ เพียงแต่ผลิตออกมาทีหลังและราคาจะถูกกว่ายาต้นแบบมาก บางครั้งยาชื่อสามัญก็สามารถผลิตและวางขายได้เลย ถ้าไม่มีสิทธิบัตรคุ้มครองหรือถ้ามีการประกาศใช้มาตรการทางกฎหมายบางอย่างที่อนุญาตให้ละเว้นหรือระงับการใช้สิทธิบัตรได้”
ข้อมูลจากองค์กรแพทย์ไร้พรมแดนพบว่า เมื่อใดที่มียาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาดน้อย ราคายาจะถูกผลักให้แพงขึ้น ในทางกลับกัน ถ้ามียาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก การแข่งขันในตลาดยาจะสูงขึ้น และนั่นทำให้ราคายาต้นแบบที่มีราคาแพงมักจะต้องลดราคายาของตนลงเพื่อแข่งกับยาชื่อสามัญ ผลที่ตามมาคือผู้ป่วยจะเข้าถึงการรักษามากขึ้น
หน้าที่ที่ย้อนแย้งของหน่วยงานรัฐ
กลับมาที่ทรัพย์สินทางปัญญา ระบบนี้ถูกสร้างขึ้นบนความเชื่อว่ามันจะช่วยกระตุ้นให้คนใช้ความคิดสร้างสรรค์และเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต โดยหลักการแล้วมีการแบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภทคือแบบที่จับต้องได้กับแบบที่จับต้องไม่ได้
เฉลิมศักดิ์อธิบายว่าทรัพย์สินทางปัญญาที่จับต้องไม่ได้ก่อนเรียกว่า ลิขสิทธิ์ เช่น เพลง วิดีโอ หนังสือ ดนตรี วรรณกรรม เป็นต้น ส่วนทรัพย์สินทางปัญญาที่จับต้องได้ก็มีหลายประเภท เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เช่นคำว่าแชมเปญหรือไวน์ที่มีฟอง แต่ต้องผลิตในแคว้นแชมเปญเท่านั้นจึงจะใช้คำว่า แชมเปญ ได้ ซึ่งเป็นการผูกขาดโดยใช้แหล่งภูมิศาสตร์ เป็นต้น
ยาจัดอยู่ในกลุ่มสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เฉลิมศักดิ์กล่าวว่าการจะผลิตยาออกขายได้จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนตำรับยาหรือการขึ้นทะเบียนยา โดยมีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับผิดชอบตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ไม่ว่าบริษัทใดจะมาขายยาในไทยก็ต้องขอขึ้นทะเบียนยากับ อย. ก่อน โดย อย. จะทำหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิผลของยา ถ้าผ่านตามเกณฑ์สองข้อนี้จึงจะได้รับทะเบียนยาและสามารถจำหน่ายในไทยได้อย่างถูกกฎหมาย ทั้งนี้ก็เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคว่าจะได้รับยาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษา
ขณะเดียวกัน การจดสิทธิบัตรยายังอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ทว่า หน้าที่ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่างจาก อย. อย่างชัดเจน เพราะกรมทรัพย์สินทางปัญญาทำหน้าที่พิจารณา 3 เรื่องคือ ความใหม่หมายถึงสิ่งประดิษฐ์นี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สอง-มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นคือใช้เทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อน และข้อสุดท้าย-ต้องสามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์หรือประยุกต์ใช้ได้จริงในอุตสาหกรรม เป้าหมายคือการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของผู้ที่มาขอจดสิทธิบัตร เมื่อผ่านเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ ผู้จดสิทธิบัตรก็จะได้รับสิทธิผูกขาดอย่างถูกกฎหมาย ไม่มีใครสามารถผลิตหรือขายสินค้าชนิดเดียวกันในไทยได้นอกจากเจ้าของสิทธิบัตร
“ในกฎหมายไทยไม่ได้บังคับว่าทุกคนต้องจดสิทธิบัตร” เฉลิมศักดิ์อธิบายต่อ “ต่างจากการขึ้นทะเบียนยาที่บังคับให้ทำก่อนจำหน่าย สิทธิบัตรอยู่ที่ความสมัครใจของบริษัท ถ้าเขาต้องการผูกขาด เขาก็จะมายื่นขอ ถ้ามีคุณสมบัติครบก็ได้ไป”


TRIPS-Plus ความต้องการที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น
ในการเจรจาแบบพหุภาคีบนเวทีของ WTO การจะมีมติหรือข้อตกลงร่วมต้องได้รับฉันทามติจากสมาชิกทั้ง 164 ประเทศ ในอดีตได้มีข้อตกลงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรโดยตรงออกมาเรียกว่า ความตกลงว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาหรือชื่อย่อว่า TRIPS Agreement (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) ซึ่งเป็นเหมือนเกณฑ์ขั้นต่ำที่ทุกประเทศสมาชิกของ WTO ต้องปฏิบัติตามในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะในหมวดยา
TRIPS Agreement ทำให้ไทยต้องกลับมาแก้ไขกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา หนึ่งในนั้นคือกฎหมายสิทธิบัตร สิ่งที่เกิดขึ้นคือการขยายอายุการคุ้มครองจาก 15 ปี เป็น 20 ปี ต้องรับจดสิทธิบัตรทั้งแบบผลิตภัณฑ์และกรรมวิธี นัยตรงนี้คือทำให้การจดสิทธิบัตรง่ายขึ้นทำให้ไทยต้องยอมรับการจดสิทธิบัตรในหลายๆ เรื่องมากขึ้น และยาคือในนั้น
“ความตกลงทริปส์เหมือนกับมาตรฐานขั้นต่ำ แต่พอมีเอฟทีเอมา ประเทศร่ำรวย เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ พวกนี้ยังไม่ได้สิ่งที่ตัวเองอยากได้ ก็เลยใช้เอฟทีเอเจรจาเพราะเจรจาง่ายกว่า มาไล่เคาะประตูคุยกับไทย กับเวียดนาม กับอินโดนีเซีย แล้วประเทศพวกนี้มีอำนาจมากกว่าทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศที่จะกดดันให้ยอมรับเงื่อนไขที่ไม่ได้อยู่ในความตกลงทริปส์ คือยังผูกขาดได้ไม่พอ อยากจะผูกขาดได้มากกว่านั้นอีก เราเรียกว่าเงื่อนไขแบบ TRIPS-Plus คือบวกเพิ่มจากทริปส์ที่ตกลงไปแล้ว” เฉลิมศักดิ์ กล่าว
สิ่งที่อียูเรียกร้องเพิ่มซึ่งเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงยามีอยู่ 2 ประเด็นใหญ่ หนึ่งคือทรัพย์สินทางปัญญาและสองคือการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ผูกขาดสิทธิบัตรจาก 20 ปีเป็น 25 ปี
ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาก่อน อียูเรียกร้องจากไทย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ขอขยายอายุสิทธิบัตรให้เกินกว่า 20 ปี, ขอการผูกขาดข้อมูลในการขึ้นทะเบียน และขอให้มีการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มงวดขึ้น
“พอเราเป็นสมาชิก WTO เราก็ขยายจาก 15 เป็น 20 ปี ซึ่งเป็นกฎหมายที่ประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลกก็ใช้กันหมด สิ่งที่อียูขอคือขอเพิ่มจาก 20 ปีเป็นไม่เกิน 25 ปี โดยอ้างว่า อย. ล่าช้าในการให้ทะเบียนยา ทำให้โอกาสในการขายยาในไทยสูญเสียไป เพราะฉะนั้นก็ขอชดเชยระยะเวลาที่ต่างกันระหว่างวันที่ได้ทะเบียนยา กับวันที่ได้สิทธิบัตรว่าต่างกันเท่าไหร่ เอามาหักลบกันแล้วบวกเพิ่มเข้าไป แต่ไม่เกิน 5 ปี ซึ่งตรงนี้สำคัญเพราะเท่ากับว่าเป็นการขยายการผูกขาดให้นานขึ้น แต่ในการพิจารณาการขึ้นทะเบียนยา มันมีความจำเป็นที่อาจต้องใช้เวลานาน เพราะ อย. ต้องเข้มงวดว่ายาตัวนั้นปลอดภัยจริงไหม มีประสิทธิผลจริงหรือเปล่า
“รวมถึงบางครั้งก็เป็นลูกไม้ของบริษัทยาที่มาขอขึ้นทะเบียนยาโดยให้ข้อมูลไม่ครบ อย. ก็ไม่สามารถพิจารณาได้ในคราวเดียวว่าควรอนุมัติไหม ก็ต้องเรียกเอกสารเพิ่ม ซึ่งเป็นการถ่วงเวลาจากฝั่งผู้ขอขึ้นทะเบียนเองด้วย อียูขอเพิ่มจาก 20 ปีเป็น 25 ปี และถ้าเป็นยาสูตรสำหรับเด็กเขาขอเพิ่มจาก 25 ปีไปอีก แต่ยังไม่กำหนดว่าเพิ่มเท่าไหร่ ถึงเรียกว่า TRIPS-Plus คือบวกไปอีกจากที่ความตกลง TRIPS เคยกำหนดไว้”
งานวิจัยเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนตอนที่ไทยเจรจากับอียูครั้งแรก พบว่า ถ้าไทยรับเงื่อนไขการขยายอายุสิทธิบัตร 5 ปีในปีที่ 5 หลังจากเซ็นเอฟทีเอค่าใช้จ่ายด้านยาจะเพิ่มขึ้น 25,000 ล้านบาท และในปีที่ 10 จะเพิ่มเป็นกว่า 40,000 ล้านบาท


ผูกขาดข้อมูลยา กีดกันยาสามัญเข้าตลาด
ในเรื่องการผูกขาดข้อมูลการขึ้นทะเบียนยาซึ่งเป็นหน้าที่ของ อย. ไม่เกี่ยวกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่อียูก็ใช้ประเด็นนี้เป็นเงื่อนไขการเจรจา โดยมีอยู่ 2 รูปแบบ หนึ่งคือการผูกขาดตัวข้อมูลหรือ Data Exclusivity ยกตัวอย่างคือยาต้นแบบที่ไม่เคยมีใครผลิตมาก่อนมาขอขึ้นทะเบียน อย. จะดูรายละเอียดจำนวนมาก ตั้งแต่ขั้นตอนการทดลองเริ่มแรกในระดับโมเลกุลสารตั้งต้นของยาถึงผลการทดลองยาตามลำดับขั้นตอนต่างๆ ซึ่งจะมีเอกสารจำนวนมากใช้ประกอบการพิจารณา เมื่อยาต้นแบบขึ้นทะเบียนยาได้และขายในตลาดแล้ว ต่อมาอายุสิทธิบัตรหมดหรือใกล้หมด ยาชื่อสามัญก็จะเริ่มเข้าตลาดซึ่งก็ต้องขอทะเบียนยาจาก อย. เช่นกัน
แต่ภายใต้กฎหมายปัจจุบันของทุกประเทศ บริษัทที่ผลิตยาชื่อสามัญไม่ต้องทดลองเหมือนยาต้นแบบ เนื่องจากมีข้อมูลอยู่แล้วยาดังกล่าวปลอดภัยและมีประสิทธิผลจริง ทำเพียงแค่การเทียบเคียงว่ายาชื่อสามัญกับยาต้นแบบมีประสิทธิภาพเหมือนกัน นำข้อมูลการวิจัยที่เคยมีมาเปรียบเทียบ ถ้า อย. พิจารณาว่ามีคุณสมบัติทัดเทียมกันก็จะให้ขึ้นทะเบียนยา
“แต่สิ่งที่อียูขอไม่ใช่แบบนั้น อียูบอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้ ถ้าอยากให้ยาชื่อสามัญขึ้นทะเบียนยาและเข้าสู่ตลาดขายแข่งจะมาใช้ข้อมูลเปรียบเทียบแบบนี้ไม่ได้ ต้องไปทำเหมือนยาต้นแบบ ทดลองตั้งแต่ขั้นตอนแรกเลย ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เงินเยอะขึ้น ใช้เวลานานขึ้น และผิดจริยธรรมในการทดลอง เพราะรู้อยู่แล้วว่ายาตัวนี้ปลอดภัย มีประสิทธิภาพดีอยู่แล้ว ทำไมต้องเอาชีวิตอาสาสมัครมาเสี่ยงกับการวิจัยซ้ำกับยาต้นแบบ นี่เป็นการผูกขาดข้อมูล ส่วนอีกแบบหนึ่งคือไม่ให้ อย. พิจารณาคำขอจดทะเบียนยาให้กับยาชื่อสามัญเลย แม้แต่ยื่นข้อมูลก็ไม่ได้ เรียกว่า market exclusivity ซึ่งทั้งสองกระบวนการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ยังไม่บอกว่าจะกี่ปีในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลหรือห้ามจดทะเบียนยาหลังจากมียาต้นแบบ แล้วก็เพิ่มไปอีกเรื่องคือถ้าเป็นสิ่งบ่งชี้ใหม่ก็จะคุ้มครองด้วย” เฉลิมศักดิ์ กล่าว
เฉลิมศักดิ์อธิบายว่า ถ้ามียาตัวหนึ่งถูกคิดค้นและผลิตออกเพื่อรักษาไข้หวัดใหญ่ ต่อมาค้นพบว่ายาตัวเดียวกันนี้สามารถรักษาโควิด-19 ได้ด้วย กรณีนี้เรียกว่าสิ่งบ่งชี้ใหม่ โดยทางอียูเรียกร้องว่ากรณีเช่นนี้ต้องคุ้มครองสิทธิของเจ้าของสิทธิบัตรด้วย หมายความว่าบริษัทยาอื่นจะขอขึ้นทะเบียนยาตัวนี้เพื่อรักษาโควิด-19 ไม่ได้ เพราะยาต้นแบบถูกคุ้มครองด้วยเงื่อนไขนี้อยู่
“อันนี้ว่าด้วยเรื่องการผูกขาดข้อมูลทางยา ถ้าสมมุติว่ายื่นจดสิทธิบัตรปี 2000 อายุสิทธิบัตรจะคุ้มครองจนถึงปี 2020 พอสิทธิบัตรหมดก็จะสามารถมาขอขึ้นทะเบียนยาชื่อสามัญได้ แต่ถ้าเกิดการผูกขาดข้อมูลทางยา เช่น เขามายื่นว่าขอผูกขาดข้อมูลทางยาในปี 2019 หมายความว่า อย. จะไม่สามารถรับขึ้นทะเบียนยาชื่อสามัญที่เป็นตัวเดียวกันได้เพราะเขาขอผูกขาดข้อมูลไว้ ถ้าเขาขอผูกขาดข้อมูลไว้ 9 ปี มันก็จะลากการผูกขาดต่อไปถึงปี 2029 แม้ว่าอายุสิทธิบัตรจะหมดปี 2020 แล้วก็ตาม ดังนั้นก็จะมีแค่ยาต้นแบบเจ้าเดียวในตลาด ยาชื่อสามัญเข้ามาแข่งไม่ได้ ราคายาก็ไม่ลดลง ยาตัวนี้จะเข้าอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพได้ไหมก็ไม่รู้ เพราะมันแพง ต้องไปดูเรื่องงบประมาณอีก ซึ่งถ้าแพงมากก็อาจจะไม่รวมในสิทธิประโยชน์ ประชาชนก็ต้องควักเงินจ่ายเอง แล้วจะจ่ายได้ไหม อันนี้ทำให้เห็นว่ากลไกนี้ทำงานยังไง”
จากงานวิจัยก่อนหน้าประเมินว่า ถ้าไทยรับเงื่อนไขการผูกขาดข้อมูลทางยา ค่าใช้จ่ายด้านยาโดยรวมของประเทศในปีที่ 5 หลังเซ็นเอฟทีเอจะเพิ่มขึ้นกว่า 70,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงกว่าการขยายอายุสิทธิบัตร ยิ่งเวลาเนิ่นนานออกไปค่าใช้จ่ายด้านยาก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะยาชื่อสามัญราคาถูกกว่าไม่สามารถเข้าตลาดได้ กลายเป็นภาระงบประมาณของประเทศ
เพิ่มโทษ เพิ่มความหวาดกลัว ลดการเข้าถึงยา
ข้อสุดท้ายที่อียูเรียกร้องจากไทยคือการบังคับใช้กฎหมายสิทธิบัตรให้เข้มงวดขึ้น เนื่องจากทางอียูรู้สึกว่าการจัดการการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญายังไม่รุนแรงพอ อียูจึงเรียกร้องเพิ่มว่าถ้ามียาที่อยู่ระหว่างการขนส่งและต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เจ้าหน้าที่สามารถยึดได้
ขณะที่ความตกลงทริปส์ระบุว่ายาที่อยู่ระหว่างการส่งจากต้นทางไปปลายทางแล้วมีการเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ประเทศอื่นกลางทางไม่สามารถยึดจับได้ แต่ถ้าเป็นทริปส์พลัส เฉลิมศักดิ์ยกตัวอย่างประกอบว่าถ้าประเทศในแอฟริกาสั่งยาต้านไวรัส HIV จากองค์การเภสัชกรรมของไทย ระหว่างทางต้องขนถ่ายสินค้าไปยังเรือลำหนึ่งที่ยุโรป หากอียูสงสัยว่ายาดังกล่าวอาจละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ก็สามารถใช้กฎหมายข้อนี้ยึดสินค้าไว้ได้
“ในความตกลงทริปส์ไม่ให้จับเพราะมันไม่ได้ละเมิดทรัพย์สินในประเทศต้นทางหรือปลายทาง แต่มาแวะเปลี่ยนผ่านกลางทาง แล้วถ้าเป็นเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจะรู้เหรอว่ายาตัวนี้ละเมิดสิทธิบัตรหรือเปล่า เรื่องสิทธิบัตรไม่ได้ดูง่ายๆ แต่ละคดีสู้กันในศาลเป็นห้าถึงสิบปีถึงจะรู้ว่าละเมิดหรือไม่ ไม่เหมือนเครื่องหมายการค้าที่เห็นชัดเจน มันก็เลยทำให้ยาที่ไม่ได้ละเมิดอาจถูกจับไว้ระหว่างทางจนไปไม่ถึงปลายทางที่มีผู้ป่วยรอใช้ยาอยู่ อันนี้คือนัยที่หนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินปัญญาให้เข้มงวด”
ประเด็นต่อมา ในความตกลงทริปส์ของ WTO ระบุให้สิทธิบัตรมีแค่โทษทางแพ่งเท่านั้น ส่วนโทษอาญาให้มีเฉพาะกับลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า แต่อียูกลับเรียกร้องให้เพิ่มโทษทางอาญากับการละเมิดสิทธิบัตรและสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย
“แบบนี้จะทำให้บริษัทยาชื่อสามัญกลัว ถ้าโดนฟ้อง โดนจับ มันไม่ใช่แค่จ่ายค่าเสียหายทางแพ่งอย่างเดียว แต่ติดคุกด้วย แม้ว่ายาตัวนั้นไม่มีสิทธิบัตรในประเทศปลายทางหรือต้นทาง แต่ระหว่างทางที่ถูกจับก็โดนด้วย มันทำให้คนคิดว่าถ้าแบบนี้ไม่ขายยาชื่อสามัญดีกว่าไหม เพราะประเทศไทยเราไม่ได้ผลิตยาได้ทุกตัว เรานำเข้ายาหลายตัวจากอินเดีย ซึ่งถ้าถูกจับระหว่างทาง ยาก็ไม่มาถึงไทย เป็นการตั้งข้อสังเกตว่าถ้าเกิดแบบนี้ขึ้นจะมีผลกระทบยังไงกับผู้ผลิตยาภายในประเทศและคนที่จำเป็นต้องใช้ยา” เฉลิมศักดิ์ กล่าว
จำกัดอำนาจรัฐปกป้องประโยชน์สาธารณะ
ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนั้น ไทยมี พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตาม กฎหมายนี้กำหนดว่าถ้าโรงพยาบาลของรัฐต้องการจัดซื้อยาจะต้องพิจารณายาที่ผลิตในประเทศก่อนเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในให้เข้มแข็งและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่อียูซึ่งเรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องการให้ยกเลิกมาตรการนี้ หน่วยงานที่จะได้รับผลกระทบคือองค์การเภสัชกรรมและบริษัทยาในประเทศซึ่งเป็นผู้ผลิตยาชื่อสามัญรายใหญ่ที่โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศใช้อยู่
“อียูอยากให้ยกเลิกเงื่อนไขนี้เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรี ให้ยาจากประเทศอื่นเข้ามาแข่งขันได้ด้วย ตรงนี้มีนัยยะสำคัญ คือจัดการให้อุตสาหกรรมยาของประเทศตายก่อน แล้วเขาก็เป็นเจ้าตลาด จะตั้งราคายังไงก็ได้ และไม่ได้มีแค่นั้น ยังมีเรื่อง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.2564 ที่มีวัตถุประสงค์กระตุ้นให้คนไทยลงทุนคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในประเทศ สามารถพึ่งพาตัวเองได้ รวมถึงยาและเครื่องมือแพทย์ด้วย แต่อียูบอกว่าอันนี้ไม่แฟร์กับเขา มาตรการแบบนี้เป็นการให้สิทธิพิเศษกับคนในประเทศก่อน เขาบอกว่าต้องยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ ตรงนี้มีนัยยะสำคัญ เพราะอียูมาจัดการศักยภาพพื้นฐานของเราเลย แทนที่เราจะพึ่งพาตัวเองได้ อียูมีเทคโนโลยีที่ดีกว่า ขณะที่ไทยกำลังจะเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง ถ้ามาโดนเตะขัดขา หมายความว่าเราจะไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต ตรงนี้จะเป็นปัญหาในระยะยาว” เฉลิมศักดิ์ กล่าว
ปัจจุบัน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้นำมาตรการนี้มาใช้แล้ว เช่น กะโหลกเทียมหรือถุงหน้าท้องสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ผลิตโดยคนไทย แต่ถ้ารัฐบาลยอมรับเงื่อนไขของอียู กฎหมายฉบับนี้และมาตรการส่งเสริมต่างๆ จะถูกยกเลิก
งานวิจัยที่จัดทำขึ้นเมื่อตอนที่ไทยต้องการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) ซึ่งมีข้อกำหนดให้ยกเลิกมาตรการนี้เช่นกันประเมินว่า ถ้าไทยยอมรับจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศเพิ่มขึ้น 137,000 ล้านบาทภายใน 10 ปี และถ้าไทยต้องพึ่งพายานำเข้า อัตราส่วนจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 71 เป็นร้อยละ 75 ไทยต้องนำเข้ายาเพิ่มสูงขึ้น มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมยาภายในประเทศจะลดลง 13,500 ล้านบาท
นอกจากนี้ การยอมตามเงื่อนไขของอียูยังจะทำให้มาตรการคุ้มครองที่ไทยดำเนินอาจใช้ไม่ได้ผล เช่น การบังคับใช้สิทธิในสิทธิบัตรยา (Compulsory Licensing: CL) หรือมาตรการที่รัฐบาลอนุญาตให้หน่วยงานหรือบุคคลอื่นผลิต นำเข้า หรือใช้ยาที่มีสิทธิบัตรโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิบัตรเพื่อประโยชน์ด้านสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งเป็นมาตรการที่ WTO อนุญาตให้ประเทศสมาชิกทำได้...
“มาตรการนี้อาจจะใช้ไม่ได้เพราะมีเรื่องการผูกขาดข้อมูลทางยาเข้ามาเกี่ยวข้อง หมายความว่าถึงจะประกาศใช้ CL แล้ว แต่ถ้า อย. ไม่ขึ้นทะเบียนยาให้ ยาก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี เรื่องการวิจัยพัฒนาก็จะถูกขัดขวาง สุดท้าย ยาราคาแพงจะกลายเป็นภาระงบประมาณกับระบบหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 ระบบ”


สิ่งที่รัฐบาลต้องทำและไม่ทำ
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เฉลิมศักดิ์จึงเสนอว่ารัฐบาลต้องไม่ยอมรับทริปส์พลัสและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทีอียูเรียกร้อง ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเร่งการศึกษาวิจัยเรื่อวการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐว่าการเปิดเสรีจะสร้างผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ควรตั้งรับอย่างไร
“แล้วก็มีข้อเสนออีกว่าไทยควรจะมีข้อเสนอที่ยื่นกลับไปด้วย ไม่ใช่ให้อียูเรียกร้องอย่างเดียว ไทยก็ต้องเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่แท้จริง เพราะเราก็พูดกันว่าอียูมีเทคโนโลยีที่สูงกว่าเยอะ ถ้าอยากให้คนไทยพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศได้ก็ต้องเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สูงขึ้น” เฉลิมศักดิ์ กล่าว
ประการต่อมา รัฐบาลต้องพิจารณาผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชนไทยอย่างรอบด้านตามที่ WHO แนะนำ การเจรจาเอฟทีเอต้องมีความโปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วมในการเจรจา ต้องมีการแปลและเปิดเผยเนื้อหากรอบการเจรจาทั้งก่อนและระหว่างเจรจาด้วย เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันให้อำนาจคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เห็นชอบโดยไม่ต้องอาศัยรัฐสภาซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ควรแก้ไข
“ข้อเสนอต่อมาคือต้องมีการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพ สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และสังคม แล้วงานวิจัยนั้นต้องมีคุณภาพ น่าเชื่อถือ ไม่ใช่เอาคนของตัวเองมาทำวิจัยแล้วบอกว่าประเทศไทยได้ประโยชน์ อย่างนี้ไม่ได้ แล้วงานวิจัยต้องเผยแพร่ให้สาธารณะรับรู้ด้วย ต้องนำไปใช้ในเวทีเจรจาเป็นหลักฐานว่าทำไมไทยถึงไม่ยอมเงื่อนไขบางเรื่อง แล้วผู้แทนเจรจาก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพื่อกลุ่มทุนบางกลุ่มที่อยากได้อะไร ส่วนนักการเมืองหรือรัฐบาลก็ไม่ควรแทรกแซงการทำงานของคณะผู้เจรจามากจนเกินไป เช่นไปเร่งว่าต้องให้เสร็จภายในกี่ปี เพราะจะทำให้ผู้เจรจาทำงานลำบาก ไม่สามารถเจรจาได้อย่างอิสระ”
ด้านคณะผู้แทนเจรจาก็ต้องไม่ยอมรับข้อผูกมัดที่กระทบต่อสุขภาพ ชุมชน สิ่งแวดล้อม และสังคม ต้องไม่ทำให้รัฐไทยถูกจำกัดอำนาจในการออกกฎหมายและมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
“สุดท้าย รัฐธรรมนูญฉบับนี้กับเรื่องเอฟทีเอ มันหย่อนยานไป ไม่เหมือนตอนปี 50 ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีความโปร่งใส มีงานวิจัยรองรับว่าผลกระทบจะเป็นยังไง ฉบับปี 60 มันหายไป ก็เลยเสนอว่าควรเอาแนวทางของปี 50 กลับมาใช้ แล้วพัฒนาให้ดีขึ้น”
