ศาลนราธิวาสนัดสืบพยานคดีพ.ร.บ. คอมฯ “อัญชนา” นายกสมาคมด้วยใจ วันที่ 8 – 10 ต.ค. นี้ จากการโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปามัสยิดที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งค้างจ่าย โดยอัญชนาให้การปฏิเสธและรู้สึกว่าคดีนี้เป็นการฟ้องปิดปาก ระบุเคยมีทหารติดตามไปที่บ้านและให้ลบโพสต์ก่อนหน้านี้ และยังเคยถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาทโดยเจ้าหน้าที่ทหารมาแล้วเมื่อปี 2559 จากการเปิดเผยรายงานการทรมานในปัตตานี
20 ส.ค. 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมรายงาน เวลา 13:30 น. ศาลจังหวัดนราธิวาสมีนัดคุ้มครองสิทธิ สอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยาน ในคดีอัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจและนักกิจกรรมด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชน ตกเป็นจำเลยในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จากการโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปามัสยิดของหน่วยงานรัฐ
ในนัดนี้ศาลได้กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยเป็นวันที่ 8-9-10 ต.ค. 2568 โดยโจทก์มีพยานนำสืบด้วยกัน 5 ปาก เป็นผู้กล่าวหา ผู้รับมอบอำนาจ พยานชาวบ้านสองคน และพนักงานสอบสวน จำเลยขอนำสืบพยาน 7 ปาก โดยที่ระบุชื่อแน่นอนแล้ว 4 ปาก ได้แก่ อัญชนา จำเลย, จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพยานชาวบ้านสองปาก ส่วนอีก 3 ปากจะระบุเพิ่มเติมในภายหลัง
ระหว่างการนัดตรวจพยานหลักฐาน ผู้พิพากษาที่ปฏิบัติหน้าที่ในนัดคุ้มครองสิทธินี้ได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยรับฟังอีกครั้ง และสอบถามว่าจะสารภาพหรือปฏิเสธ อัญชนาจำเลยให้การปฏิเสธ
ทนายจำเลยได้แถลงประเด็นต่อสู้คดีว่าขาดเจตนาตามฟ้องและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ อีกทั้งไม่ได้ต้องการให้หน่วยงานใดเสียหายจำเลยจึงปฏิเสธ และได้ขอความเห็นของพนักงานอัยการว่าสามารถพิจารณาถอนฟ้องได้หรือไม่ หากเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เนื่องจากทนายจำเลยเห็นอัยการมีอำนาจดำเนินการได้ โดยอาศัยอำนาจอัยการสูงสุดตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
แต่อัยการระบุว่า ไม่สามารถถอนฟ้องได้
อัญชนาจำเลยได้กล่าวเพิ่มเติมต่อศาลว่า ตนรู้สึกว่าเป็นคดีกลั่นแกล้ง คดีปิดปาก เพราะมีการติดตามบทบาทและการทำงานของตนมาโดยตลอดตั้งแต่ทำงานกับกลุ่มด้วยใจเมื่อปี 2554 รวมทั้งเคยมีทหารติดตามไปที่บ้านและให้ลบโพสต์ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังเคยถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาทโดยเจ้าหน้าที่ทหารมาแล้วเมื่อปี 2559 จากการเปิดเผยรายงานการทรมานในปัตตานี ตนทราบว่ามีการตั้งงบประมาณเผยแพร่ข้อมูลโจมตีตนผ่านเว็บไซต์ มีหลักฐานนำเสนอต่อศาลอื่นและในการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร
การฟ้องคดีอาญาต่อตนคดีนี้มีลักษณะเป็นการเจตนาฟ้องปิดปาก ตนขอให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเพื่อแสดงเจตนาอันสุจริตของตนว่าได้โพสต์สื่อสารไปเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ปัจจุบันมัสยิดดังกล่าวก็ได้รับค่าน้ำประปาตรงตามรอบเวลาทุกนัด จึงเป็นสิ่งที่สนับสนุนว่าการดำเนินการเรียกร้องสิทธิของประชาชนช่วยภาระความเดือดร้อนให้ประชาชนและเป็นการช่วยให้ประชาชนในพื้นที่กับเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ร่วมกันได้ด้วยดียิ่งขึ้น ได้ไม่ได้มีผลเสียหายต่อหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คดีนี้ เดิมพนักงานสอบสวน สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ได้ตั้งข้อหาอัญชนา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มาตรา 328 ประมวลกฎหมายอาญา หลังผู้รับมอบอำนาจจากกองทัพเรือ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กรณีที่อัญชนาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กตั้งคำถามเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปาของหน่วยงานรัฐ โดยเดิมอัญชนาระบุพื้นที่มัสยิดเป็นอำเภอบาเจาะ ต่อมาเมื่อทราบว่าได้ระบุพื้นที่ผิด จึงได้แก้ไขข้อความให้ถูกต้อง โดยแจ้งขอแก้ไขพื้นที่ร้องเรียนในโพสต์ของตนเป็นมัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี
แม้ต่อมา กรมทหารพรานที่ 44 หน่วยงานในอำเภอสายบุรี ที่เกี่ยวข้องในประเด็นค่าน้ำประปา ได้โพสต์ชี้แจงต่อสาธารณะถึงสาเหตุที่มีการค้างชำระค่าน้ำประปาให้กับมัสยิด ในตำบลบือเระ โดยอัญชนายังได้โพสต์ขอบคุณหน่วยงานที่ได้ออกมาชี้แจงและคลี่คลายปัญหา แต่ ต่อมากองทัพเรือได้ส่งผู้รับมอบอำนาจมาแจ้งความร้องทุกข์ต่ออัญชนาจากโพสต์เรื่องการทวงถามค่าน้ำประปาดังกล่าว โดยอ้างว่าโพสต์ของอัญชนาทำให้หน่วยทหารของกองทัพเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่ “อำเภอบาเจาะ” ได้รับความเสียหาย
โดยเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา อัยการจังหวัดนราธิวาสนำตัวอัญชนา พร้อมสำนวนที่มีความเห็นสั่งฟ้องในฐานความผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ยื่นฟ้องต่อศาล ก่อนที่ศาลจะประทับรับฟ้อง
