Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดนราธิวาส อัยการมีนัดส่งฟ้อง อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ในคดีที่กองทัพเรือแจ้งความดำเนินคดีอัญชนาจากกรณีที่อัญชนาช่วยชาวบ้านโพสต์ทวงค่าน้ำประปาจากค่ายทหารจำนวน 20,000 บาทแทนมัสยิดผิดจังหวัด เมื่อ 8 พ.ค.2567

อัยการศาลจังหวัดนราธิวาสบรรยายฟ้องโดยสรุปว่า อัญชนาใช้บัญชีเฟซบุ๊กโพสต์ข้อความเป็นสาธารณะ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2567 ว่า

“ทำไงดีมัสยิดในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาสทวงเงินค่าน้ำปะปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำปะปาของมัสยิดเป็นเงิน 20000 บาท ไม่ได้ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” และข้อความ “แก้ไขพื้นที่ที่ร้องเรียน ทำไงดีมัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ทวงค่าน้ำปะปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำปะปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” ซึ่งเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ

ในฟ้องระบุเหตุผลว่า ค่ายทหารในอ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ไม่ได้ใช้น้ำประปาของมัสยิด และไม่ได้เป็นหนี้ค่าน้ำด้วย อีกทั้งทางมัสยิดก็ไม่ได้ทวงค่าน้ำกับค่ายทหาร จึงเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน ส่วนค่ายทหารในอ.สายบุรี จ.ปัตตานี ที่มียอดค้างชำระดังกล่าวจริงแต่ก็ได้ทำข้อตกลงและผ่อนชำระกับมัสยิดในพื้นที่แล้วเหลือ 5,326 บาท อีกทั้งมัสยิดก็ไม่ได้ทวงค่าน้ำประปา การโพสต์ของอัญชนา ทำให้ทหารเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าทหารเอาเปรียบประชาชนคดโกง เป็นการทำร้ายจิตใจต่อประชาชนในพื้นที่ผู้นับถือศาสนาอิสลาม โดยน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชน

อัยการระบุว่าการกระทำของอัญชนาดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 โดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน

อัญชนายืนยันว่าตนได้โพสต์ข้อความดังกล่าวเมื่อ  9 พ.ค.2567 หลังจากโพสต์ไปแล้วประมาณครึ่งชั่วโมงเมื่อรู้ว่าระบุมัสยิดในอ.บาเจาะเป็นการใส่สถานที่ผิดแห่งจึงได้มีการแก้ไขให้ถูกต้องแล้วเป็นมัสยิดในสายบุรี ซึ่งทางหน่วยทหารพรานที่ 44 ในสังกัดของกองทัพบกที่อยู่ในพื้นที่อ.สายบุรีก็ได้มาโพสต์ชี้แจงตอบในเฟซบุ๊กภายใต้โพสต์ของเธอแล้ว อัญชนาก็ได้แสดงคำขอบคุณที่หน่วยงานมาชี้แจง

อย่างไรก็ตามปรากฏว่าหลังจากนั้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค.2567 หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือใน อ.บาเจาะแจ้งความดำเนินคดีกับอัญชนา และทางตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาอัญชนาเมื่อวันที่ 14 ต.ค.2567 ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 อย่างไรก็ตามภายหลังอัยการจังหวัดนราธิวาสได้สั่งให้ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมด้วยข้อหาตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 14(1) ที่มีใจความว่าผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อประชาชน เป็นความผิด  

ทั้งนี้หลังกระบวนการอัยการยื่นฟ้อง ทางทนายความของอัญชนายื่นประกันตัวและศาลอนุญาตให้ประกันโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ นอกจากนั้นยังได้ขอให้ศาลไต่สวนมูลฟ้องกอนที่ศาลจะมีคำสั่งรับฟ้องเพื่อตรวจสอบการฟ้องเพราะเห็นว่าอัยการยังให้ข้อเท็จจริงยังไม่ครบถ้วนจึงจะให้นำคำชี้แจงของทางจำเลยไปประกอบด้วยว่าการกระทำของอัญชนาเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะไม่ได้มีเจตนากระทำความผิด เพื่อให้ศาลได้อำนวยความยุติธรรมได้เร็วขึ้นถ้าหากขาดองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายอัญขนาก็จะได้ไม่ตกเป็นจำเลยแล้วก็ไม่ต้องทำคดีต่อ

อย่างไรก็ตาม ศาลก็ยกคำร้องที่ยื่นไปแล้วรับฟ้องของอัยการเพราะเห็นว่าอัยการได้กลั่นกรองมาระดับหนึ่งแล้วจึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป

อัญชนา กล่าวว่า เสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็นบนพื้นที่สาธารณะอย่างเฟซบุ๊กถูกจำกัดในบริบทความมั่นคงและความขัดแย้งในพื้นที่ แม้ประชาชนจะมีช่องทางร้องขอความเป็นธรรมในที่สาธารณะแต่กลับถูกปิดกั้นแล้วไม่ได้มองไปที่ประเด็นที่มีการเรียกร้องให้แก้ไข อย่างเช่นการเรียกร้องให้จ่ายค่าน้ำประปาหรือจ่ายยังไม่หมดทำให้ประชาชนเดือดร้อน หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ก็ปกปิดด้วยการดำเนินคดี นอกจากการแสดงออกจะถูกปิดกั้น ความเดือดร้อนของประชาชนก็ไม่ได้รับการแก้ไข

“การยอมรับจากประชาชนต่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่จำเป็นจะต้องใช้รัฐศาสตร์ กุศโลบายมากกว่าที่จะบังคับใช้กฎหมาย มากกว่าการปิดกั้นต่างๆ นานา อย่างที่คำฟ้องระบุว่าทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียหายทำให้ประชาชนเข้าใจผิด แต่ความเสียหายเกิดขึ้้นจากการที่คุณไม่จ่ายค่าน้ำประปา เราต้องพิจารณากระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ขัดแย้ง ประชาชนจะได้รับความยุติธรรมอย่างไรและยอมรับรัฐได้อย่างไรถ้าเราไม่ได้ใช้นิติธรรมนิติรัฐอย่างเพียงพอ การดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เป็นการปิดปากอย่างแท้จริง” 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง