เหตุปะทะทางอาวุธระหว่างไทย-กัมพูชาจะสงบลงจนผู้คนในจังหวัดชายแดนที่เคยพลัดที่นาคาที่อยู่ก็สามารถกลับเข้าบ้านของตนเองได้แล้ว แต่ตลอดช่วงที่สถานการณ์ชายแดนตึงเครียดที่ส่งผลให้คนจำนวนมากต้องอพยพ ทำให้เราได้เห็นว่าคนพิการและผู้ป่วยติดเตียงหลายคนยิ่งลำบากหนักขึ้นไปอีก ในนาทีหนีตาย พวกเขามักเป็นกลุ่มที่ถูกหลงลืม และเมื่อเราเคลื่อนย้ายคนพิการไปถึงศูนย์พักพิง ที่นั่นก็ยังขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม เช่น เตียง ทางลาด และวีลแชร์ รวมถึงพบปัญหาในการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐกับองค์กรภาคประชาสังคมในช่วงวิกฤต
ฤทธิชัย สดใส หรือ เอ๋ จากเครือข่ายคนทำงานคนพิการในพื้นที่ศรีสะเกษ เปิดเผยกับสื่อ Thisable.me ถึงนาทีอพยพของเอ๋และเพื่อนคนพิการในพื้นที่ในช่วงแรกๆ ที่เกิดการปะทะทางอาวุธตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สภาพความเป็นอยู่ในศูนย์อพยพเป็นอย่างไร ในการดูแลคนพิการยังมีสิ่งใดที่รัฐต้องทำเพิ่มบ้าง
“ส่วนตัวผมกลัว เวลาสถานการณ์มันเกิด เวลาได้ยินเสียงปืน ตอนที่มันเป็นคำพูดว่าจะมีการปะทะ เราก็รู้สึกเฉยๆ เราเห็นภัยสงครามที่มีอยู่ทั่วโลกเกิดขึ้นได้ทุกที่ แต่พอมาเจอกับเราจริงๆ เวลาเสียงระเบิดมันดังตู้ม เวลาไฟที่มันขึ้น เวลาเสียงใกล้ๆ อย่างนี้ มันตกใจ เห็นความสูญเสียแล้วมันกลัว”
เอ๋บอกว่าคนพิการในอำเภอกันทรลักษ์มีเกือบ 8,000 คน ส่วนคนพิการที่อยู่ในโซนที่ต้องย้ายหรืออพยพ ซึ่งมีความจำเป็นต้องพึ่งพิงเหมือนคนติดบ้านติดเตียง จากที่เขาได้ลงพื้นที่ดู มีเกือบ 150 คน นั่นคือตัวเลขที่เขามีข้อมูลและได้ติดต่อประสานงานในศูนย์อพยพต่างๆ
ก่อนหน้านี้ในปี 2554 การปะทะลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว ส่วนระลอกล่าสุดนี้ ก่อนที่จะมีการปะทะก็มีการกระทบกระทั่ง ยั่วยุ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อโซเชียล เอ๋จึงได้มีการเตรียมการและพูดคุยกับเครือข่ายเบื้องต้นถึงแนวทางในการดูแลพี่น้องคนพิการให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
นาทีอพยพ ผู้ป่วยติดเตียง-คนพิการไร้ญาติ มักถูกลืม
“ปัญหาสำคัญในการเคลื่อนย้ายคือ คนพิการหรือผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่มีญาติหรืออยู่คนเดียว มักจะถูกลืม การอพยพที่คาดว่าจะเสร็จภายในเที่ยง กลับกลายเป็นว่าคนกลุ่มนี้จะถูกนึกถึงและได้รับการเคลื่อนย้ายตอนบ่าย 3-4 โมงเย็น”
เอ๋เล่าย้อนไปว่าในเช้าวันเกิดเหตุ แต่เดิมองค์กรของเขามีกิจกรรมที่กำลังจะเริ่มตอนเที่ยง แต่ช่วงประมาณ 08.00-08.30 น. ก็มีเสียงปืนดังขึ้น ทำให้เขารู้ว่าน่าจะเกิดการปะทะกันแน่นอน สุดท้ายจึงยกเลิกงานที่เตรียมไว้ จากนั้นสมาชิกเครือข่ายแต่ละคนก็กลับไปพื้นที่เพื่อดูแลพี่น้องคนพิการ ดูแลตัวเอง และดูแลญาติพี่น้อง
“เราใช้โซเชียลมีเดียและโทรศัพท์เพื่อสอบถามว่าหมู่บ้านไหน หรือกลุ่มไหนมีคนพิการติดบ้านติดเตียงที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ได้รับการช่วยเหลือแล้วหรือยัง เครือข่ายจะแจ้งว่าคนนี้ดูแลแล้ว คนนี้กำลังเคลื่อนย้ายอยู่ ส่วนคนนี้ต้องรอเพราะรถไม่พอ รถที่ใช้ขนส่งส่วนใหญ่จะเป็นของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ผู้นำท้องถิ่น ซึ่งมีจำนวนจำกัด และบางครั้งก็ต้องว่าจ้างรถ ก็ได้รับการช่วยเหลือจากชุมชนบ้าง และถ้าเครือข่ายเรามีกำลังเอง เราก็จะจัดการกันเอง”
ศูนย์อพยพเตียงไม่พอ-ไม่มีทางลาด
เอ๋เล่าว่าพอเคลื่อนย้ายคนพิการไปถึงศูนย์อพยพ ทางศูนย์ฯ ก็มีการจัดสถานที่รองรับ แบ่งโซนสำหรับครอบครัว ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และคนพิการ ซึ่งถือว่ามีระบบระเบียบอยู่บ้าง แต่คนเกินความคาดหมาย คือรองรับไม่เพียงพอต่อจำนวนคนที่มารับบริการ ตัวอย่างเช่น มีการเตรียมเตียงโรงพยาบาลไว้ 5 เตียง แต่มีผู้ป่วยติดเตียงกว่า 10 คน ทำให้บางคนต้องนอนบนพื้นแข็งๆ
“พอไปถึงศูนย์อพยพ ปัญหาแรกที่เจอคือ ไม่มีที่นอน ผมไปเยี่ยมพี่น้องคนพิการในศูนย์ และพบว่าต้องนอนแข็งๆ ผมจึงได้ประกาศลงโซเชียลและระดมทุนเพื่อหาซื้อที่นอนไปช่วยเหลือพี่น้องในเบื้องต้น ได้รับการสนับสนุนมาพอสมควร แต่ก็ยังไม่เพียงพอ”
“สำหรับคนพิการ การนอนบนพื้นแข็งๆ จะเจ็บ โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง เพราะขยับไม่ได้ จะนำไปสู่แผลกดทับได้ เมื่อถามว่าทำไมไม่มีที่นอน ก็ได้รับคำตอบว่าไม่มีงบประมาณที่จะซื้อหรือเตรียมไว้ ปัญหานี้เจอในทุกศูนย์อพยพ เพราะที่นอนและเตียงสำหรับคนพิการมีจำกัด แต่คนพิการที่มาอยู่ตามศูนย์มีมากกว่าที่เขาเตรียมไว้ ปัญหานี้จะหนักมากในช่วง 3-4 วันแรก หลังจากนั้นของบริจาคก็เริ่มทยอยเข้ามา และเขาก็เอาไปให้คนพิการ”
“พื้นแข็งๆ หมายถึงการนอนกับพื้นเลย สิ่งที่เขาเตรียมไว้เหมือนโรงพยาบาลทั่วไป แต่สิ่งที่ไม่ได้เตรียมไว้ก็คือที่นอนเพิ่มเติม ทำให้ต้องใช้เสื่อ หรือหมอนที่คนพิการพกติดตัวไปได้ เพราะเวลาอพยพ เขาจะบอกให้เอาของที่จำเป็นไปก่อน คนจะมองที่ทรัพย์สินมีค่า ไม่ใช่ที่นอน ผ้าห่ม หรือมุ้ง ดังนั้น คนพิการส่วนใหญ่จึงมีแค่หมอนและผ้าห่มไป ส่วนที่นอนไม่มี ก็ต้องไปเอาเสื่อที่ทอจากต้นกกหรือต้นไหล”
เอ๋พูดถึงปัญหาการไม่มีทางลาดในศูนย์อพยพด้วย เพราะว่าคนพิการต้องเข้าห้องน้ำและทำกิจวัตรประจำวัน การไปอยู่ในศาลาวัด ใต้ถุนกุฏิ หรือโรงเรียนที่มีบันได 3 ขั้น ทำให้เป็นปัญหาในการเข้าห้องน้ำ และเรื่องการขับถ่าย
“คนพิการแต่ละคนเขาไม่เหมือนกัน สิ่งที่จำเป็นก็ต่างกันไป บางคนที่รีบเขาไม่ได้ที่นอนไป เขาก็จำเป็นต้องใช้ที่นอน บางคนต้องหอบต้องหามกันไป พอไปถึงจุดนั้นแล้ว บางคนก็ต้องใช้รถวีลแชร์เวลาเข้าห้องน้ำ บางคนก็ต้องใช้อุปกรณ์ทำแผล ซึ่งบริบทและอัตลักษณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การบริหารจัดการก็ไม่เหมือนกัน เพราะลักษณะของความพิการไม่เหมือนกัน”
เอ๋บอกว่าจากที่ได้เห็นการอพยพครั้งนี้ สิ่งที่จำเป็นจริงๆ อันดับแรกคือ ที่นอน อันดับที่สองก็คือ แพมเพิร์ส อันดับที่สามก็คือ อุปกรณ์ทำแผล-เช็ดแผล-ล้างแผล ส่วนพวกมุ้ง พวกพัดลมนั้นก็จะเป็นส่วนท้ายๆ ไป นอกจากนี้ รถวีลแชร์ก็สำคัญมาก เพื่อช่วยให้คนพิการเคลื่อนย้ายตัวเองไปเข้าห้องน้ำได้
เมื่อถามว่าศูนย์อพยพแต่ละแห่งจัดการกับของบริจาคที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไร
เอ๋บอกว่าเขามีเครือข่ายอยู่ในเกือบทุกศูนย์ที่เป็นอาสาสมัครผู้ช่วย อาสาสมัครเหล่านี้จะประสานงานมาว่าอยู่ศูนย์นี้มีคนพิการกี่คน และมีความจำเป็นต้องใช้ที่นอนกี่คน มุ้งกี่คน หรือเสื่อกี่คน
เมื่อมีของมาแจก บางศูนย์อพยพมีกองอำนวยการที่บริหารจัดการได้ดี ว่าจะให้คนแก่ก่อน ให้คนพิการก่อน แต่บางศูนย์อพยพเรียกให้เข้ามาเข้าแถวรับเลย ไม่จำเป็นว่าต้องเด็กก่อน ผู้ใหญ่ก่อน คือใครมาเข้าแถวก่อนคนนั้นได้ก่อน เราไม่สามารถไปว่าเขาได้ เพราะเขาให้อำนาจกองอำนวยการในการตัดสินใจและจัดสรรไปเลย นั่นหมายความว่า กองอำนวยการทุกแห่งไม่ได้มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับอำนาจและการจัดการของแต่ละศูนย์
ในกองอำนวยการจะมีผู้ใหญ่บ้าน อบต. ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่เป็นศูนย์อพยพ ส่วนผู้อพยพก็เหมือนแขกที่มาอยู่อาศัย ทำให้ผู้ใหญ่บ้านและคณะเป็นผู้ให้บริการและดูแลบริหารจัดการ
ขาดแคลนผู้ช่วยคนพิการ-ขาดการถอดบทเรียน
เอ๋สะท้อนอีกปัญหาที่เป็นเรื่องใหญ่คือการขาดแคลนผู้ช่วยคนพิการ ปกติแล้วแต่ละศูนย์อพยพจะมีเจ้าหน้าที่ประจำ แต่พอถึงเวลากลับบ้านเขาก็กลับไป แต่สำหรับคนพิการที่มีความจำเป็นต้องใช้ผู้ช่วยหรือผู้ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง พวกเขาเหล่านี้จึงไม่มีคนดูแล คอยพลิกตัว พลิกตะแคง หรือเปลี่ยนเสื้อผ้า อันนี้ยังขาดแคลนและมีน้อยอยู่
“ผู้ช่วยคนพิการตอนนี้ยังขาดอยู่มาก เพราะผู้ช่วยคนพิการดูแล 1 ต่อ 5 แต่คนพิการที่มีความจำเป็นต้องใช้ผู้ช่วยก็ยังมีเยอะ ตอนนี้จังหวัดศรีสะเกษของเรามีผู้ช่วยคนพิการอยู่ที่ประมาณไม่ถึง 100 คน คือประมาณ 90 กว่าคน และยังขาดอยู่”
หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นว่า “ผู้ช่วยคนพิการ” นั้นคืออะไรกันแน่ เอ๋อธิบายว่าผู้ช่วยคนพิการเป็นสวัสดิการที่รัฐจัดให้สำหรับคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในกิจวัตรประจำวัน และไม่สามารถเข้าสู่สังคมได้ด้วยตนเอง โดยผู้ช่วยคนพิการจะไปช่วยเหลือคนพิการในบางเวลาที่คนพิการต้องการ มีการเขียนแผนร่วมกันระหว่างผู้ช่วยคนพิการกับคนพิการว่าคนพิการต้องการใช้ผู้ช่วยเวลาไหน ผู้ช่วยมีเวลามาตรงกับคนพิการไหม โดยผู้ช่วยคนพิการจะได้เงินอุดหนุนและเงินตอบแทนในการทำงาน
“เวลาเจอสถานการณ์แบบนี้ ผู้ช่วยคนพิการจะคิดถึงคนพิการที่เขาดูแลอยู่ เขาก็จะโทรหากัน ประสานกัน คนพิการที่ได้รับบริการจากผู้ช่วยจะรู้สึกถึงคุณค่าของตนเองมาก และสามารถถ่ายทอดความต้องการของตนเองได้อย่างถูกต้อง ไม่รู้สึกอาย อยากได้อะไร อยากได้แบบไหน มีการพิทักษ์สิทธิ์ของตนเอง อันนี้เป็นภาพที่ประทับใจมาก”
“สิ่งที่ผมเห็นและประทับใจคือ ผู้ช่วยคนพิการ ที่เขาได้รับตำแหน่ง เขาจะลงไปดูแลคนของเขา เพราะเขามีหน้าที่ดูแล 1 ต่อ 5 เขาก็จะตามดูแลพี่น้องคนพิการของเขา แต่คนที่ไม่มีผู้ช่วยคนพิการจะดูแลอย่างไรล่ะ”
เอ๋กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนพิการได้ลงพื้นที่มารับฟังปัญหาเพื่อนำไปถอดบทเรียน อยากให้มีการจำลองสถานการณ์อพยพคนพิการที่อยู่ในพื้นที่ที่มีเหตุปะทะ เช่นเดียวกับภัยพิบัติอื่นๆ อย่างน้ำท่วม ไฟไหม้ เพื่อนำไปสู่แนวทางการปฏิบัติเพื่อดูแลพี่น้องคนพิการให้ดียิ่งขึ้น
