เครือข่ายคนพิการเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายพัฒนา “สิทธิประโยชน์สุขภาพของคนพิการ” กองทุนบัตรทอง ประจำปี 2569 ระบุมี “ช่องว่างเชิงระบบ” ทำเข้าไม่ถึงสิทธิ ทั้งอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ซ่อมบำรุง ฟื้นฟูสมรรถภาพโดยองค์กรคนพิการ พร้อมปัญหาถูกเรียกใบส่งตัว/ค่าใช้จ่าย เสนอ 3 แนวทางแก้ปัญหา ลดความเหลื่อมล้ำ ให้คนพิการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม มีคุณภาพ ไม่ถูกทิ้งไว้หลังระบบ
1 กรกฎาคม 2569 นางสาวอรุณวดี ลิ้มอังกูร ประธานฝ่ายการแพทย์ คณะอนุกรรมการฝ่ายการแพทย์ สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เครือข่ายคนพิการได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประจำปี 2569 เพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) สำหรับคนพิการ ภายหลังการรับฟังความคิดเห็นจากคนพิการ องค์กรคนพิการในระดับพื้นที่ และหน่วยบริการตามมาตรา 3 ภาคประชาชนโดยองค์กรด้านคนพิการ ซึ่งพบว่ายังมีข้อจำกัดและช่องว่างเชิงระบบหลายด้านที่กระทบต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และคุณภาพชีวิตของคนพิการ โดยข้อเสนอนี้จัดทำร่วมกับเครือข่ายคนพิการรักสุขภาพ เครือข่ายหลักประกันสุขภาพคนพิการในระดับพื้นที่ และเครือข่ายหน่วยบริการตามมาตรา 3 ภาคประชาชนฯ มีเป้าหมายเพื่อให้ระบบตอบสนองความจำเป็นของคนพิการได้รอบด้านมากขึ้น ทั้งการรักษา ฟื้นฟู และสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ รวมถึงคุ้มครองสิทธิในการเข้ารับบริการอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
ทั้งนี้ สาระสำคัญของข้อเสนอมี 3 ประเด็นหลัก โดยประเด็นแรก คือ ขอให้ สปสช. ทบทวนบัญชีรายการอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการอย่างเป็นระบบ โดยเพิ่มนวัตกรรมสมัยใหม่ ปรับปรุงคุณลักษณะ ข้อบ่งชี้ และราคาจ่ายให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง รวมทั้งเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านอุปกรณ์และสื่อส่งเสริมพัฒนาการให้ครอบคลุมกลุ่มคนพิการทางออทิสติก สติปัญญา และการเรียนรู้ ซึ่งปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นต่อการบำบัด ฟื้นฟู ปรับพฤติกรรม และฝึกทักษะการสื่อสารทางเลือก
นางสาวอรุณวดี กล่าวว่า อุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเอง ใช้ชีวิตประจำวัน และมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเท่าเทียม แต่ในทางปฏิบัติพบว่าบัญชีรายการอุปกรณ์บางส่วนยังไม่ทันต่อเทคโนโลยีและความต้องการเฉพาะบุคคล เช่น รถนั่งคนพิการหรือวีลแชร์ที่ภาครัฐจัดสรรส่วนใหญ่ยังเป็นรูปแบบมาตรฐานเดียว น้ำหนักมาก และอาจไม่เหมาะสมกับสรีระของผู้ใช้งานแต่ละราย ส่งผลให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อแผลกดทับหรือปัญหาโครงสร้างร่างกายในระยะยาว
นอกจากนี้ ขอให้บูรณาการบัญชีรายการอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการทั้ง 3 กองทุน ได้แก่ สิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพอุปกรณ์ รายการที่เบิกได้ เงื่อนไข ขั้นตอน และหลักเกณฑ์การเบิกจ่าย โดยยึดหลักความจำเป็นและสภาวะความพิการเป็นสำคัญ พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) เพื่อพัฒนาองค์กรคนพิการให้สามารถจัดตั้ง “ศูนย์ซ่อมบำรุงอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ” ที่ได้มาตรฐานและครอบคลุมทุกจังหวัด
นางสาวอรุณวดี กล่าวต่อว่า ในส่วนประเด็นที่สอง คือ การยกระดับองค์กรด้านคนพิการภาคประชาชน ให้เป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 ภาคประชาชนที่มีคุณภาพและมาตรฐานอย่างยั่งยืน ซึ่งองค์กรคนพิการมีจุดแข็งสำคัญ คือประสบการณ์ตรง เข้าใจข้อจำกัดในชีวิตจริงของคนพิการ และสามารถพัฒนาคนพิการให้เป็นผู้ให้บริการได้ อย่างไรก็ตามการดำเนินงานในปัจจุบันยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังคน งบประมาณ ต้นทุนแฝง ระบบข้อมูล การติดตามผล และการเชื่อมต่อกับหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่
ดังนั้น เสนอให้ สปสช. กำหนดระบบงบประมาณและการจ่ายค่าบริการที่เหมาะสมกับลักษณะบริการขององค์กรคนพิการ โดยแยกวงเงินเฉพาะสำหรับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ดำเนินการโดยหน่วยบริการมาตรา 3 ภาคประชาชน ใช้ระบบการเบิกจ่ายตามรายการบริการ (Fee Schedule) พร้อมกำหนดรายการบริการ อัตราค่าบริการ กลุ่มเป้าหมาย และระบบติดตามประเมินผลคุณภาพบริการให้ชัดเจน เพื่อให้ไม่ต้องพึ่งพาเฉพาะโครงการระยะสั้น แต่สามารถพัฒนาเป็นบริการในระบบที่มีความต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และขยายผลได้จริง
พร้อมกันนี้ยังเสนอให้ลดความซับซ้อนของระบบรายงาน การคีย์ข้อมูล และการเบิกจ่าย ให้เหมาะสมกับศักยภาพของหน่วยบริการภาคประชาชน พร้อมส่งเสริมการบูรณาการงบประมาณระดับพื้นที่ ทั้ง กปท. กองทุน Long Term Care กองทุนฟื้นฟูระดับจังหวัด และกองทุนอื่นๆ เพื่อสนับสนุนบริการฟื้นฟู การสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคแก่คนพิการในชุมชนอย่างครอบคลุม
ส่วนประเด็นที่สามนั้น นางสาวอรุณวดี กล่าวต่อว่า ให้ สปสช. กำหนดมาตรการคุ้มครองคนพิการตามสิทธิ ท.74 ในการเข้ารับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ณ สถานพยาบาลของรัฐทุกแห่งได้โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว ไม่ถูกปฏิเสธการรักษา และไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามประกาศของ สปสช. เนื่องจากมีข้อร้องเรียนว่า สถานพยาบาลของรัฐบางแห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ โรงพยาบาลข้ามเขตพื้นที่ หรือโรงพยาบาลเฉพาะทาง ยังคงเรียกใบส่งตัวจากคนพิการ หากไม่มีเอกสารอาจถูกเรียกเก็บค่าบริการ หรือถูกให้กลับไปขอใบส่งตัวก่อนเข้ารับการรักษา
ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงสร้างภาระค่าใช้จ่ายและการเดินทางแก่คนพิการและครอบครัว แต่ยังทำให้การรักษาล่าช้า ไม่ต่อเนื่อง และอาจทำให้อาการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น จึงเสนอให้ สปสช. แจ้งเวียนและสื่อสารสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิคนพิการ ท.74 แก่หน่วยบริการทุกระดับ เพื่อให้ถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ รวมทั้งกำหนดให้การคุ้มครองสิทธิกรณีนี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของ สปสช. ระดับเขต เพื่อป้องกันไม่ให้คนพิการถูกปฏิเสธการรักษาหรือถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
“เครือข่ายคนพิการขอย้ำว่า การพัฒนาสิทธิประโยชน์สำหรับคนพิการ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายการบริการหรืออุปกรณ์เท่านั้น แต่คือการทำให้คนพิการเข้าถึงระบบสุขภาพได้จริง สะดวก เป็นธรรม และสอดคล้องกับชีวิตจริงในแต่ละพื้นที่ หากข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มคุณภาพบริการ และทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นระบบที่โอบรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง” นางสาวอรุณวดี กล่าว
