Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกคำร้องแม่ “สยาม ธีรวุฒิ” ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกบังคับให้สูญหายที่เวียดนาม เมื่อปี 2562 ศาลระบุ สยามยังมีหมายจับ มีความเป็นไปได้ว่าอาจกำลังหลบหนีและไม่ติดต่อใคร เพื่อความปลอดภัยจนกว่าจะหมดอายุความ ทางครอบครัวของสยามเตรียมยื่นดำเนินการยื่นฎีกาต่อไป

 

10 ก.ย. 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมรายงาน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกคำร้องที่ครอบครัวของสยาม ธีรวุฒิ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองได้ถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศเวียดนาม ตั้งแต่ปี 2562 ร้องขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61

ศาลระบุ เนื่องจากสยามยังมีหมายจับและมีความเป็นไปได้ว่าสยามอาจกำลังหลบหนีและไม่ติดต่อผู้ใด รวมทั้งไม่ต้องการให้ใครทราบที่อยู่ เพื่อความปลอดภัยจนกว่าจะหมดอายุความ ทางครอบครัวของสยามยังไม่เห็นพ้องกับศาลและจะดำเนินการยื่นฎีกาต่อไป

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมสรุปคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 61 ต้องพิจารณาเหตุผลและสภาพแวดล้อมความจำเป็นของบุคคลนั้นด้วย ซึ่งตามสำเนารายงานประจำวันแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ร.6 ที่ผู้ร้องไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า ไม่สามารถติดต่อนายสยามได้ตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน 2557 ในเบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ทำการตรวจสอบหมายจับในระบบความแล้วพบว่านายสยามมีหมายจับของกองปราบปี 2562 จำนวน 2 หมาย ซึ่งตามปกติบุคคลที่ถูกออกหมายจับมักจะไม่เข้าสู่ระบบตามกระบวนการยุติธรรม โดยอาจหลบหนี และไม่ต้องการให้ผู้ใดทราบที่อยู่ เพื่อความปลอดภัย จนกว่าคดีจะหมดอายุความ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ในขณะที่ผู้ร้องอุทธรณ์ยืนยันชัดเจนว่าสยามไปจากภูมิลำเนาตั้งแต่ปี 2557 และต่อมาผู้ร้องไม่สามารถติดต่อสยามได้เลย ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลากว่า 5 ปี โดยระยะเวลาที่สยามหายตัวไปผู้ร้องมีความพยายามตามหาและเรียกร้องต่อหน่วยงานรัฐ กระทรวงยุติธรรม กองปราบปราม และกรมสอบสวนคดีพิเศษมาโดยตลอด เพื่อติตตามตัวของบุตรชาย แต่ก็ยังไม่ทราบชะตากรรม และไม่มีผู้ใดสามารถติดต่อได้เลย ส่งผลให้การจัดการทรัพย์สิน เงินในบัญชีธนาคารไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ ผู้ร้องจึงมีความจำเป็นที่จะมายื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อนำคำสั่งดังกล่าวไปจัดการเรื่องทางแพ่งของสยามต่อไป

แต่ศาลอุทธรณ์กลับเห็นว่า พยานหลักฐานของผู้ร้องเท่าที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้เป็นที่แน่นอนว่าสยามเป็นบุคคลสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ผู้ร้องฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษาให้ยกคำร้อง

“การยื่นครั้งนี้เป็นเพียงเพื่อการจัดการเรื่องทางแพ่งของสยามเท่านั้นเอง เพราะบัญชีที่ไม่ได้เคลื่อนไหว 5 – 6ปีที่ผ่านมา อาจถูกอายัดหรือมีปัญหา อีกทั้งถ้าไม่มีคำสั่งศาลเราก็ไปจัดการเรื่องบัญชีไม่ได้” กัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยามกล่าว พร้อมตั้งคำถามถึงผู้สูญหายรายอื่นๆ เช่น ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่มีหมายจับเช่นเดียวกับสยาม แต่กลับได้รับคำสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญ และเหตุใดศาลจึงตีความแต่ละกรณีแตกต่างกัน

“ถ้าไม่สาบสูญจริง คุณเอาตัวมาให้เราได้ไหม ถ้าเอาตัวมาให้เราได้ เราจะเชื่อว่าคนที่มีหมายจับนั้นยังอยู่ แต่ที่คนโดนหมายจับเขาก็ตัดสินให้สาบสูญไปหมดแล้ว แต่ทำไมของสยามถึงเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณคิดว่าอยู่จริง พาตัวมาให้เราพบได้ไหม เราจะได้ไม่ต้องมาดิ้นรนทำแบบนี้” กัญญากล่าว

การยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อการจัดการทางแพ่งและทรัพย์สินของสยาม เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2567 และต่อมาเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2567 ศาลจังหวัดสมุทรสาครได้นัดไต่สวนกัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยาม ในฐานะผู้ร้อง จนกระทั่งมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2567 เนื่องจากถือว่าสยามไม่เป็นบุคคลสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 ซึ่งหลังจากนั้น ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยยืนยันว่าการที่สยามออกจากภูมิลำเนาและไม่มีผู้ใดทราบชะตากรรมว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 ดังกล่าว

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า การยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้สยามเป็นบุคคลสูญหาย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครอบครัวของสยามรับทราบว่าทรัพย์สินของสยามยังมีอยู่หรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวสามารถจัดการทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของสยามได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่เป็นไปในลักษณะที่ไม่เชื่อว่าสยามเป็นบุคคลสาบสูญเป็นเพียงการจัดการทางแพ่ง เนื่องจากยังมีหมายจับ และสยามอาจจะกำลังหลบหนีคดีอยู่ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของญาติของบุคคลสูญหาย เพราะท่ามกลางภาวะที่ไม่มีความแน่นอนว่าสยามมีชะตากรรมอย่างไร คำสั่งศาลได้ตอกย้ำให้เกิดความรู้สึกเคว้งคว้าง อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานยืนยันในคำสั่งศาลว่าสยามยังหนีอยู่

“การอ้างอิงอย่างไม่มีหลักฐานของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีลักษณะที่ต้องตั้งคำถาม และการที่ศาลตั้งข้อสังเกตโดยไม่มีหลักฐานใดๆ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของญาติ เราคิดว่าระบบตุลาการอาจยังไม่ได้เข้าใจเรื่องการยื่นขอให้เป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อจัดการทางแพ่งและทัรพย์สินของผู้สาบสูญจริงๆหรือไม่ รวมถึงเรื่องผลกระทบทางด้านจิตใจและผลกระทบจากคำสั่งของตน ที่จะทำให้ผู้เสียหายจากการบังคับให้สูญหายได้รับการเยียวยาจากกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบัน” พรเพ็ญกล่าว 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง