ปชน.เชื่อศาล รธน.ยังไม่ได้ปิดช่อง สสร.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ขอเช็กคำวินิจฉัยฉบับเต็มอีกที พร้อมเรียกร้อง สส.แต่ละพรรคยื่นร่างแก้ไข รธน. หมวด 15 บรรจุเข้ารัฐสภาไม่เกินสัปดาห์หน้า และให้ สส. เปิดประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ รธน. หมวด 15 วาระ 1 ภายใน ก.ย. 2568 โดยไม่ต้องรอ ครม.แถลงนโยบาย เพื่อให้การทำประชามติเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป ตามข้อตกลงยุบสภาฯ ภายในกรอบ 4 เดือน
10 ก.ย. 2568 ทีมสื่อพรรคประชาชน รายงานวันนี้ (10 ก.ย.) ที่อาคารรัฐสภา แยกเกียกกาย เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเรื่องการทำประชามติ และข้อตกลง MOA ระหว่างพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนแล้ว ว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมีการทำประชามติทั้งหมด 2 รอบ ได้แก่
ประชามติรอบที่ 1 เพื่อสอบถามประชาชนพร้อมกันใน 2 ประเด็น
1.1. เห็นด้วยหรือไม่ ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
1.2. เห็นด้วยหรือไม่ กับวิธีการและเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ที่รัฐสภาเห็นชอบ
ส่วนการทำประชามติรอบที่ 2 นั้น เพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้ผ่านกระบวนการมาทั้งหมดแล้ว
ณัฐพงษ์ ระบุว่าจะต้องมีการจัดทำประชามติ รอบที่ 1 พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะเกิดขึ้นจากการยุบสภาฯ ภายในกรอบระยะเวลา 4 เดือนนับตั้งแต่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะกระทำได้เมื่อรัฐสภาให้การพิจารณาและให้ความเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 เพื่อเพิ่มกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว
ดังนั้น พรรคประชาชน จึงมีข้อเสนอชุดใหม่ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้เร่งดำเนินการดังต่อไปนี้
ประชามติรอบที่ 2 เพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่ กับร่างรัฐธรรนมูญฉบับใหม่
ดังนั้น หลังจากนี้พรรคประชาชนเห็นว่าเราควรเดินหน้าสู่การจัดทำประชามติรอบที่ 1 พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นจากการยุบสภาภายใน 4 เดือนหลัง ครม. ใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะกระทำการได้หลังจากที่รัฐสภาพิจารณาและให้ความเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 เพื่อเพิ่มกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ดังนั้น พรรคประชาชนจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่และเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มีการดำเนินการดังต่อไปนี้
ข้อ 1 สส. จากแต่ละพรรคการเมืองควรยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 เข้าสู่รัฐสภาโดยเร็ว ซึ่งไม่ควรเกินสัปดาห์หน้า เพื่อให้สามารถดำเนินการจัดทำประชามติรอบที่ 1 ได้ทันพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นจากการยุบสภาภายใน 4 เดือน หลัง ครม. ใหม่ เข้าปฏิบัติหน้าที่
ณ ปัจจุบัน ทาง สส. พรรคประชาชนและ สส. พรรคเพื่อไทยได้ยื่นร่างต่อประธานรัฐสภาและถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภามาก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ควรพิจารณารวบรวมเสียง สส. รัฐบาล เพื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ของตนเองเข้าสู่รัฐสภาโดยเร็ว เพื่อเป็นการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายตามข้อตกลง MOA
แม้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง” แต่เราเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวอาจยังไม่ได้ปิดประตูต่อการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐสภาสามารถออกแบบกลไกให้ สสร. ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร. จัดทำ มาที่รัฐสภา ก่อนส่งไปทำประชามติกับประชาชนได้ อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูรายละเอียดในคำวินิจฉัยฉบับเต็ม
ข้อ 2 สส. จากแต่ละพรรคการเมืองควรร่วมกันผลักดันให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ในวาระที่ 1 ภายในเดือนกันยายน โดยไม่จำเป็นต้องรอการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เนื่องจากเป็นกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารโดยตรง
การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายในการจัดทำประชามติรอบที่ 1 พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นจากการยุบสภาภายใน 4 เดือน หลัง ครม. ใหม่ เข้าปฏิบัติหน้าที่ เป็นจริงได้
ณัฐพงษ์ ทิ้งท้ายว่า สุดท้าย พรรคประชาชนยืนยันว่า เราจะทำหน้าที่เต็มที่ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน เพื่อดำเนินการตรวจสอบ เสนอแนะ และผลักดันรัฐบาลใหม่ ให้บริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชน และเดินหน้าสู่การปลดล็อกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ในข้อตกลง MOAอบยุบสภาฯ ภายในระยะเวลา 4 เดือนเป็นจริงได้
ณัฐพงษ์ กล่าวตอบคำถามสื่อ กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า "รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง" ไม่ได้หมายความว่าปิดประตูไม่ให้มีการตั้ง สสร.ใช่หรือไม่ ณัฐพงฺษ์ มองว่า "ใช่" และยังมีการออกแบบอื่นๆ โดยผ่าน สสร. เช่น เป็นไปได้ว่า สสร. ร่างมาแล้ว สามารถส่งให้รัฐสภาพิจารณาก่อนได้ หรือที่ตีความว่ายังมีการออกแบบที่เป็นไปได้ว่า สสร.ยกร่างมาแล้ว ส่งร่างให้รัฐสภาพิจารณาก่อน หรือแม้แต่การตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นตีความตามร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ก่อนแก้ไขหมวด 15 ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับ สสร. เพราะฉะนั้น สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ ศาลรัฐธรรมนูญให้ทำประชามติ 2 รอบ หน้าที่ของสภาฯ แก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15 ให้เสร็จภายใน 4 เดือน เพื่อให้บรรลุตาม MOA
ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า หากรอให้รัฐบาลแถลงนโยบายก่อน แล้วค่อยเปิดประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไข หมวด 15 จะทันหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชน มองว่า ตามที่ได้แถลงไปเมื่อสักครู่ การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารโดยตรง แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน ยิ่งทอดเวลาออกไป จะยิ่งดำเนินการไม่ทันภายในกรอบระยะเวลา 4 เดือน ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะดำเนินการหรือไม่ ไม่สามารถตอบแทนได้
"เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนทุกคนอาจจะต้องไปถามทางอนุทิน หรือพรรคภูมิใจไทยด้วย แต่ผมยืนยันอีก 1 ครั้งว่า ถ้าการดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้พวกเราเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ดำเนินการตามข้อตกลง เราก็พร้อมจะใช้เสียงที่มีในสภาฯ ในการกำกับรัฐบาลให้เป็นไปตามข้อตกลง MOA" ณัฐพงษ์ ระบุ
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวเสริมเรื่องกรอบเวลาต่อจากผู้นำฝ่ายค้าน ระบุว่า จำนวนเรื่องประชามติไม่ได้เหนือความคาดหมายของเรา เรายืนยันมาตลอดว่า การจัดทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญของเรา หากอ้างอิงจากคำวินิจฉัยเมื่อปี 2564 การทำประชามติ 2 รอบเพียงพอ และไม่ควรจะกระทบ MOA การที่เราวางเงื่อนไข MOA ให้ยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน เป็นการวางกรอบเวลาที่รองรับกรณีนี้ไว้อยู่แล้วว่า หากคำวินิจฉัยออกมาว่าทำประชามติ 2 รอบ ขั้นตอนแรกคือการผลักดันแก้ไขร่าง รธน.ในหมวด 15 ซึ่งเรามองว่าระยะเวลา 4 เดือนนั้นเพียงพอให้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภามาได้ และก็จะทำให้การทำประชามติรอบแรกเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้ง ดังนั้น คำวินิจฉัยวันนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับ MOA
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่อง สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นไปตามที่หัวหน้าพรรคได้พูดคือ ณ เวลานี้ยังไม่ปิดประตูการร่างรัฐธรรมนูญโดย สสร.
