ปมประธานและตุลาการศาล รธน.ชี้แจง สส.-สว.เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าให้เลือกตั้ง สสร.ได้ ‘นิกร’ ยันเป็นแค่ความเห็นตุลาการบางคนไม่ผูกพันองค์กรใดเหมือนคำวินิจฉัย อีกทั้งตุลาการไม่ได้มาแถลงเอง เสี่ยงซ้ำรอยประเด็นทำประชามติกี่ครั้ง ถ้าทำให้กระบวนการช้าพรรคประชาชนก็รับผิดชอบด้วยอย่ามาโทษคนอื่น ส่วนทาง ภท.ตนจะนำเข้าประชุมพรุ่งนี้ว่าควรยืนยันตามร่างของพรรคที่ไม่ขัดคำวินิจฉัย
ด้าน ‘พริษฐ์’ แจงไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัวของตุลาการบางคนเพราะ ‘ประธานศาล’ ยันว่าคำชี้แจงว่าคำวินิจฉัยไม่ได้ห้ามประชาชนเลือกตั้ง สสร.เป็นเจตนารมณ์และความเห็นร่วมกันของตุลาการทั้งหมดก่อนมีคำวินิจฉัย
22 มิ.ย.2569 สำนักงานสภาผู้แทนราษฎรเผยแพร่การแถลงของนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยและพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนถึงประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 นั้นห้ามเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่
กรณีต่อเนื่องมาจากเมื่อสัปดาห์ก่อน สส.และ สว. ได้แก่ นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธาน กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ของ สว. พร้อมกับ สส.หลายพรรค นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าหารือกับ 3 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธาน, อุดม รัฐอมฤต และ สราวุธ ทรงศิวิไล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมีคำชี้แจงจากตุลาการทั้ง 3 คนว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้ห้ามประชาชนเลือกตั้ง สสร.โดยตรงอีกทั้งไม่ต้องให้รัฐสภามารับรอง สสร.อีกครั้ง แต่ห้ามเพียงไม่ให้เลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งจะมาทำหน้าที่ยกร่างธรรมนูญเท่านั้น
นิกรเริ่มจากการโต้แย้งคำกล่าวพาดพิงของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นถึงผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมากล่าวหาว่าตน “บิดคำ” ที่แสดงความเห็นว่าความเห็นของตุลาการที่พบกับ สส.และ สว.กลุ่มดังกล่าวไม่ใช่คำวินิจฉัยไม่ผูกพันองค์กรใดได้นั้นตนพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้บิดเบือแต่อย่างใด เพราะที่ สส.และ สว.กลุ่มดังกล่าวออกมาพูดถึงประเด็นที่หารือก็ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลแต่อย่างใด
สส.จากภูมิใจไทยกล่าวต่อว่าที่ตนให้ความเห็นออกไปนั้นก็เพราะเกรงว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับตอนที่มี สส.จากพรรคก้าวไกลกล่าวว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 นั้นให้ทำประชามติ 2 ครั้งทั้งที่คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งมาซึ่งมีภูมิธรรม เวชยชัย สส.พรรคเพื่อไทยเป็นประธานในเวลานั้นมีมติแล้วว่าทำประชามติ 3 ครั้ง แต่ สส.จากพรรคก้าวไกลก็พยายามเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อหาคะแนนนิยมโดยการไปพบกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าทำประชามติ 2 ครั้งได้แล้วก็ทำให้ประชาชนเข้าใจไปแบบนั้นแล้วมาดึงกระบวนการของสภาให้รอจนสุดท้ายผลก็ออกมาว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้งแต่ต้องเสียเวลาไป 3 ปี แล้วก็ไม่มีใครมารับผิดชอบกับเรื่องนี้
“ครั้งนี้ก็อีก คุยกันแล้วก็ออกมาให้ความเห็น เราไม่ได้เห็นตุลาการแถลงซักคน” นิกรกล่าว และเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่การยื่นร่างหรือการลงนามในร่างรัฐธรรมนูญไปจนถึงการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างใดนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาถ้าเกิดความผิดพลาดก็มีความสุ่มเสี่ยงจึงออกมาทัก และมองว่าที่เลือกตั้ง สสร. 100% ได้นั้นมีความสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากที่จะผิดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเพราะถ้ายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปโดยที่ไม่มั่นใจเกิดผิดพลาดก็ถูกร้องเรียนแน่นอน
นิกรกล่าวว่าในอดีตที่ผ่านมาสภาร่างรัฐธรรมนูญมีอยู่ 4 คณะไม่ว่าจะตอนปี 2540 หรือ 2550 ก็มี สภาร่างรัฐธรรมนูญนี้จัดตั้งมาเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาทุกคณะ ส่วน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นส่วนควบที่สภาร่างรัฐธรรมนูญตั้งขึ้นมาดังนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญคือผู้รับผิดชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“ดังนั้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่บอกว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง และคณะกรรมาธิการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญเลือกมาเป็นกลไกที่ต้องดำเนินการอยู่แล้วเป็นปกติเพราะเป็นส่วนหนึ่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่บอกว่าเราเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจะเลือกคณะกรรมาธิการ”
“ทีนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญในอีกมุมหนึ่งเราจะเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญเราใช้เงิน 3,500 ล้านบาท เลือกมาเพื่อเลือกกรรมาธิการเหรอ แล้วพอไปสักพักจัดทำประชามติ(ร่างรัฐธรรมนูญ) อีก 3,500 ล้านบาท ถ้าเลือกมาเพื่อการนั้นแล้วประชาชนมาเกี่ยวข้องตรงไหน ตรรกะที่ใช้ผมว่าไม่ถูกต้องและไม่รับผิดชอบมาก”
นิกรกล่าวต่อว่า มีคำความกังวลต่อคำแถลงของ สส.และสว.กลุ่มดังกล่าวแถลงหลังหารือกับประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนที่ออกมากล่าวว่าคำวินิจฉัยที่เขียนว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” คือหมายความว่าไม่ให้ประชาชนเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงแต่ไม่ได้ตัดสิทธิไม่ให้ประชาชนเลือก สสร.โดยตรงและมีคณะกรรมาธิการยกร่างอีกทีหนึ่งนั้น เขาเห็นว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้
“ความเห็นผม สสร.ก็คือ สสร.มีหน้าที่และอำนาจตามที่เคยตั้งมาแล้ว ดังนั้นการเลือกตั้งมาโดยตรงจะไปขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัย ซึ่งจะกลายเป็นว่ารัฐสภาไปเลือกองค์กรอีกองค์กรหนึ่งมาคานอำนาจกับตนเองเพราะมีอำนาจเท่ากันจากการเลือกตั้งมาโดยประชาชนเหมือนกันดังนั้นจึงไม่ถูกต้อง”
สส.จากพรรคภูมิใจไทยแจ้งว่าตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือที่ประชุมพรรคในวันพรุ่งนี้ว่าทางพรรคจะมีท่าทีออย่างไรต่อเรื่องนี้จะยืนยันร่างของพรรคหรือไม่อีกครั้ง แต่ส่วนตัวเขาเห็นว่าควรจะยืนยันตามร่างเดิมของพรรคเพราะร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างที่ทำได้แล้วประสบผลให้ประชาชนหวังได้ เนื่องจากเป็นร่างที่ไม่ขัดหรือแย้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560
“เราทำเหมือนตอนนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดอยู่เลยไม่ได้ เราต้องเคารพรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ ศาลรัฐธรรมนูญเขาก็วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ใช่วินิจฉัยตามใจหรือคิดได้ตามใจอย่างนั้นไม่ได้” นิกรกล่าว
'พริษฐ์' ประชาชนเลือกตั้ง สสร.ได้เป็นเจตนารมณ์ของตุลาการทุกคน
