112WATCH ลงบทความ ชี้บทบาทศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองทั้งการยุบพรรค ปิดโอกาสไม่ให้ประชาชนได้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สะท้อนความกลัวประชาธิปไตยของศาลเอง พร้อมเสนอควรจะต้องปรับโครงสร้างอำนาจของศาลเพื่อเปิดโอกาสประชาชนได้กำหนดอนาคตทางการเมืองของตัวเอง
เมื่อ 28 ธ.ค.2568 112WATCH เผยแพร่บทความของ เปรม ซิงก์ กิลล์ นักวิชาการ fellow ของ Royal Asiatic Society of Great Britain ชี้บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญอันเป็นปัญหาต่อสังคมการเมืองไทยจากการเข้ามาวินิจฉัยประเด็นทางการเมืองจนส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและพยายามปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปมปัญหาจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2560
เปรม ยกข้อถกเถียงระหว่าง ฮันส์ เคลเซน (Hans Kelsen) วาดภาพให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการที่ผูกพันกับกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยทำหน้าที่ตรวจสอบการกระทำของรัฐบาลตามมาตรฐานรัฐธรรมนูญโดยไม่กลายเป็นผู้เล่นทางการเมือง กับคาร์ล ชมิตต์ (Carl Schmitt) ที่เตือนว่าความคิดเช่นนี้ไร้เดียงสา การวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญนั้นมีความเป็นเมืองอยู่ในตัวโดยธรรมชาติ เพราะรัฐธรรมนูญคือรูปธรรมของค่านิยมที่มีการโต้แย้งกัน ศาลที่ตีความค่านิยมเหล่านี้ย่อมต้องเลือกข้างระหว่างวิสัยทัศน์ทางการเมืองที่แข่งขันกัน ซึ่งจะเปลี่ยนสถานะของศาลจากผู้ตัดสินที่เป็นกลางไปสู่การเป็นผู้เล่นทางการเมือง
เขาเห็นว่าศาลไทยไม่ได้เพียงแค่ตีความกฎหมาย แต่ยังกำหนดทิศทางของผลลัพธ์ทางการเมืองตามความพึงพอใจที่ถูกบดบังไว้จากการตรวจสอบของสาธารณะ โดยยกตัวอย่างกรณีที่รัฐสภาเสนอให้ประชาชนสามารถเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ศาลกลับสั่งห้ามโดยอ้างหลักการที่ปราศจากเหตุผลรองรับ คำวินิจฉัยระบุสั้นๆ ว่า "รัฐสภาไม่สามารถอนุญาตให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้" โดยไม่มีการอธิบายหรือให้เหตุผลประกอบ มีเพียงข้อห้ามเท่านั้น รวมถึง
กรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เผยให้เห็นสัญชาตญาณในการปกป้องของศาล เมื่อนักศึกษาท้าทายการถวายสัตย์ที่พรรณนาไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของนายกรัฐมนตรีสายทหาร ศาลสามารถยกคำร้องได้ทันทีเนื่องจากผู้ร้องไม่มีส่วนได้เสียโดยตรง แต่ศาลกลับเลือกวินิจฉัยในเนื้อหา โดยประกาศว่าการถวายสัตย์เป็นการกระทำของรัฐบาล (governmental act) ที่อยู่เหนือการตรวจสอบทั้งปวง
นอกจากนั้นเปรมยังเห็นว่า เหตุผลทางกฎหมายคือสิ่งที่แยกแยะอำนาจตุลาการออกจากอำนาจเผด็จการ เมื่อศาลอธิบายการตัดสินใจของตน ศาลย่อมต้องยอมรับการตรวจสอบและความรับผิดชอบ หากปราศจากการให้เหตุผล คำวินิจฉัยย่อมไม่ต่างอะไรจากคำสั่งเผด็จการ และศาลรัฐธรรมนูญไทยเริ่มละทิ้งพันธกิจนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
เขาได้ยกตัวอย่างของปัญหานี้ในคดีปราศรัยถึงข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิตศาลรัฐธรรมนูญได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการพิจารณาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นหลัก เมื่อเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการพยายามล้มล้างการปกครอง ผู้ถูกร้องเดินทางมาพร้อมพยานและร้องขอการไต่สวนด้วยวาจา แต่ศาลกลับปฏิเสธโดยอ้างว่ามีพยานหลักฐานแล้วและ "ระบบไต่สวน" นั้นเพียงพอแล้ว
เปรมได้ยกข้อวิเคราะห์ของ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึงประเด็นนี้ว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องระบบไต่สวนว่าศาลสอบสวนครบถ้วนหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่ว่าศาลได้คุ้มครองสิทธิในการได้รับฟัง (right to be heard) ของคู่ความในคดีอย่างเพียงพอหรือไม่ ซึ่งศาลได้ทำให้ผู้ที่ต้องเผชิญกับข้อหารุนแรงถึงขั้นล้มล้างการปกครอง กลับถูกศาลปฏิเสธแม้แต่โอกาสที่จะให้มีการได้ต่อสู้คดีก่อนจะมีคำพิพากษา เปรมมองว่าศาลได้ตัดสินผลลัพธ์ไว้ล่วงหน้า แล้วจึงสร้างกระบวนการเพื่อให้ไปถึงผลลัพธ์นั้น
เปรมได้กลับมาพิจารณาถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อประเด็นการทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่า การที่ศาลห้ามประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยเพราะการเลือกตั้งโดยตรงคุกคามโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งอาจจำกัดอำนาจของศาล ยกเลิกความสามารถในการยุบพรรคการเมือง หรือจำกัดขอบเขตอำนาจศาล ข้อห้ามนี้จึงไม่ใช่การตีความรัฐธรรมนูญ แต่มันคือการรักษาตัวรอดที่สวมหน้ากากเป็นกฎหมาย
เปรมเห็นว่าประชาชนจะต้องทวงคืนอำนาจประชาธิปไตยจากการแย่งชิงของตุลาการ ไม่ว่าจะผ่านการยุบศาล การปรับโครงสร้างอำนาจ หรือการตัดอำนาจพิจารณาเหนือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การจัดวางโครงสร้างในปัจจุบันไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ประชาชนต้องมีสิทธิ์ในการเขียนรัฐธรรมนูญของตนเอง เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญของตนเอง และกำหนดอนาคตทางการเมืองของตนเอง โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้พิพากษาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อความเปลี่ยนแปลงตามระบอบประชาธิปไตย
“ศาลรัฐธรรมนูญได้ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ตนเองอ้างว่าปกป้องลงจนไม่มีชิ้นดี คำถามไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะสามารถเผชิญหน้ากับความจริงนี้ได้หรือไม่ แต่เป็นคำถามว่าประเทศไทยจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรหากไม่เผชิญหน้ากับมัน กรงขังนี้จะต้องถูกทำลายลง ทางเลือกเป็นของประ
