Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

"ณัชปกร" จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) กังวลแม้ว่าตอนนี้อาจเหลือทำประชามติแค่ 2 ครั้งแต่คำถามประชามติในมือรัฐบาลภูมิใจไทยจะออกมาเป็นอย่างไร อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นการปิดประตูไม่ให้ประชาชนได้เลือกตั้งหาคนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เสนอให้ดึงคำถามที่ประชาชน 50,000 คนได้ร่วมกันเสนอว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่ารัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” กลับมาใช้ทำประชามติ

10 ก.ย.2568 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในประเด็นจำนวนครั้งการทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตุลาการเสียงข้างมาก 6 ต่อ 1 เห็นว่าให้ทำ 3 ครั้ง แต่อาจร่วมครั้งแรกที่ให้ถามประชาชนว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่กับครั้งที่สองที่ให้ถามประชาชนถึงวิธีการร่างและเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญใหม่ไว้ในการทำประชามติครั้งเดียวกันได้ ซึ่งอาจทำให้เหลือการทำประชามติจริงเพียง 2 ครั้งเท่านั้น 

แต่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังมีอีกประเด็นคือ ศาลได้ระบุว่าการจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นตามรัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 15 ไม่ได้ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้ ทำให้เกิดประเด็นตามมาว่าสุดท้ายแล้วใครจะได้เป็นคนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. เพื่อมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่กันแน่ แต่ศาลก็ระบุว่าให้ถามประชาชนในคำถามประชามติถึง "วิธีการ" ร่างรัฐธรรมนูญเอาไว้ด้วยเช่นกันจนเกิดความไม่ชัดเจน

ณัชปกร นามเมือง จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ซึ่งมีส่วนร่วมในการรณรงค์รวบรวม 50,000 รายชื่อเสนอคำถามประชามติเพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดย สสร.จากการเลือกตั้ง ได้ให้สัมภาษณ์ความเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลและฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นในการทำประชามติทั้งประเด็นจำนวนครั้งการทำประชามติ ข้อห่วงกังวลต่อคำถามประชามติที่อาจทำให้ไม่เกิดการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ 

ณัชปกรกล่าวถึงคำวินิจฉัยเรื่องการทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาวันนี้่ใน 2 ประเด็นคือ เรื่องอำนาจรัฐสภามีอำนาจริเริ่มร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่นั้น ศาลได้ยืนยันตามคำวินิจฉัยฉบับที่ 4/2564 คือสภาฯ มีอำนาจแต่ต้องทำประชามติ แต่มีประเด็นที่ศาลวินิจฉัยให้ชัดขึ้นกว่าครั้งก่อนคือจำนวนครั้งของการทำประชามติคือต้องทำประชามติใน 3 ประเด็น

เรื่องแรก ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องวิธีการและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร 

เรื่องที่สาม หลังรัฐสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติอีกทีหนึ่งว่าจะรับหรือไม่

แต่เรื่องที่ 1 กับ 2 สามารถทำประชามติในครั้งเดียวกันได้ ก็คือทำประชามติ 2 ครั้งพอ

“ถ้าเอาเร็วแปลว่ารัฐสภาก็ไปแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 แล้วพอแก้เสร็จแล้วผ่าน 3 วาระ ก็ไปทำประชามติให้ถาม 2 คำถาม แต่ถ้าเป็นทางช้าก็เหมือนเดิมถามประชามติก่อน ถ้าตามข้อตกลงกับพรรคประชาชนก็คือไปทำประชามติพร้อมเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้้น แล้วก็พอทำประชามติเสร็จแล้วเลือกตั้งเสร็จแล้วก็ค่อยมาแก้มาตรา 256 แล้วก็มาทำประชามติอีกทีแล้วค่อยไปมี สสร.”

อย่างไรก็ตาม ณัชปกรเห็นว่ามีเรื่องที่ศาลไม่ให้ความชัดเจนก็คือเรื่องที่ศาลเขียนว่าในหมวด 15 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้รัฐสภาแก้ไขได้แต่จะให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ได้ ข้อความนี้เขาไม่แน่ใจว่าศาลหมายถึงในหมวด 15 เดิมที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมหรือรวมไปถึงการแก้ไขในอนาคตจะให้เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร.ก็ไม่ได้ เพราะถ้าไปรวมถึงการแก้ไขในอนาคตด้วยก็เท่ากับปิดประตูการเลือกตั้ง สสร.

เขาเห็นว่าอีกประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับใครจะเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็คือการระบุว่า “หลังรัฐสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้ว” ก็เป็นการบอกอีกว่ารัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่อำนาจของ สสร.อีก

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าถ้ารัฐบาลให้มีคำถามในการทำประชามติครั้งที่ 2 ว่าจะให้แก้ไขหมวด 15 เพื่อตั้ง สสร.มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะได้หรือไม่ เพราะศาลก็ยังระบุว่าเรื่อง “วิธีการ” ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ให้ทำประชามติด้วย

ประเด็นนี้ณัชปกรยังประเมินไม่ได้เพราะคำที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ว่า รัฐสภาไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงนั้นเท่ากับปิดประตู สสร. เลือกตั้งไปหรือยัง

อย่างไรก็ตาม นอกจากประเด็นในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เขายังมีข้อกังวลในทางการเมืองด้วยก็คือ พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นรัฐบาลอาจจะให้ทำประชามติแค่ 2 ครั้งก็ได้ แต่อาจจะออกแบบคำถามประชามติมาโดยรวมคำถามเรื่องจะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เอาไว้กับคำถามที่ตั้งเงื่อนไขว่าไม่แก้หมวด 1 ที่เป็นบททั่วไปที่เกี่ยวกับรูปแบบของรัฐและหมวด 2 ที่เป็นเรื่องสถานะและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ไปพร้อมกับการถามว่าจะให้ สสร.มาจากการแต่งตั้งของรัฐสภาหรือไม่

ณัชปกรเห็นว่า ถ้าคำถามประชามติถูกออกแบบให้พ่วงกันออกมาเช่นนี้แล้วประชาชนโหวตไม่เห็นด้วยก็อาจจะเป็นการปิดประตูการร่างรัฐธรรมนูญได้แม้ว่าคำวินิจฉัยของศาลจะเปิดกว้างมาแล้วว่า 2 หรือ 3 ครั้งก็ได้ทำให้ตอนนี้เรื่องคำถามประชามติเป็นเรื่องที่ต้องจับตาว่าจะออกมาเป็นอย่างไรเพราะจะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ถ้าคำถามเปิดกว้างแล้วสร้างฉันทามติไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมว่ามันจะผ่าน แต่ว่าถ้าคำถามพยายามจะลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนมันมีแนวโน้มที่ประชาชนจะไม่ไว้วางใจแล้วก็จะไม่ไปโหวตเห็นชอบ ซึ่งเราก็ต้องยอมรับว่าพรรคภูมิใจไทยมีแรงจูงใจเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่ำและใน MOA ของพรรคประชาชนก็ไม่ได้ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยมีหน้าที่ต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จด้วย”

ทำให้มีคำถามต่อมาว่าเมื่อเขามองฉากทัศน์ของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เช่นนี้แล้ว พรรคประชาชนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบคำถามประชามติของคณะรัฐมนตรีอย่างไร เพราะพรรคประชาชนเองตอนนี้ก็ไม่ได้เข้าไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

ณัชปกรมองว่า ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนเลยคือทำให้เกิดความชัดเจนในประเด็นการตั้ง สสร. ซึ่งยังต้องรอดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญส่วนกลางและส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนว่าเห็นอย่างไร และรอให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดเอกสารความเห็นที่ศาลรัฐธรรมนูญเปิดรับฟังมาตลอดหลายเดือนที่จะทำให้เห็นมากขึ้นว่ามีความเห็นต่อเรื่อง สสร.แบบไหน แต่เขาไม่สามารถประเมินได้ว่ากระบวนการเพื่อทำให้เกิดความชัดเจนเรื่อง สสร.จะต้องรอนานแค่ไหนจะทันภายใน 4 เดือนก่อนเกิดการยุบสภาหรือไม่

เขาเสนอว่า ถ้าทางข้างหน้าของการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมีการทำประชามติ 3 ครั้งแล้ว รัฐบาลจะเอาคำถามประชามติว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่ารัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” ที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50,000 คนร่วมกันลงชื่อเสนอคำถามในแคมเปญ Con for All มาใช้ได้หรือไม่

ทั้งนี้ ณัชปกรกล่าวถึงแนวทางการรณรงค์ของ CALL หลังจากนี้ว่าคงต้องขอความเห็นจากนักวิชาการก่อนว่าจะตีความเรื่อง สสร.ในคำวินิจฉัยของศาลอย่างไรบ้าง แต่ทางกลุ่มก็ยังยืนยันว่า สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะถ้ามาจากการแต่งตั้งโดยเฉพาะหากถูกแต่งตั้งมาโดยรัฐสภาจะมีปัญหามากเพราะต้องยอมรับว่าเสียงข้างมากในวุฒิสภาตอนนี้มีส่วนที่สัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย ทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถตั้ง สสร.เข้ามาได้จาก 2 ทางคือทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร

“ถ้าย้อนไปดู สสร.ร่างรัฐธรรมนูญ 40 ก็มาจากการเลือกกันเองของประชาชนในแต่ละจังหวัด ผมก็คิดว่าถ้าจะไปห้ามประชาชนมีส่วนร่วมหรือถ้าจะมีส่วนร่วมต้องผ่านรัฐสภาอย่างเดียว มันก็เหมือนบอกว่าประวัติศาสตร์เราที่ผ่านมามันผิด” ณัชปกรกล่าว 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง