Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเรื่องการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่วานนี้ ‘เพื่อไทย’ แถลงย้ำเจตนารมณ์เดิมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด วางแผนตั้งคณะทำงานศึกษาเสนอทางออกเรื่อง สสร. คาดเตรียมยื่นบรรจุหมวด 15 เข้ารัฐสภาภายในสัปดาห์หน้า (15-19 ก.ย. 68) 'จาตุรนต์' เสนอพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมมือกัน ผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมประชามติครั้งที่ 1 และ 2 ไว้ด้วยกัน

 

11 ก.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก พรรคเพื่อไทย รายงานวันนี้ (11 ก.ย.) ที่รัฐสภา เกียกกาย พรรคเพื่อไทย นำโดย ชูศักดิ์ ศิรินิล และ จาตุรนต์ ฉายแสง แถลงต่อกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเรื่องการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ชูศักดิ์ ระบุว่า จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อ 10 ก.ย. 2568 เรื่องอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามคำร้องของประธานรัฐสภาที่ได้ส่ง อันสืบเนื่องมาจากการเสนอญัตติของสมาชิกวุฒิสภา เปรมศักดิ์ เพียะยุระ และการเสนอของวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส. และเป็นประธาน สส.พรรคเพื่อไทย

เรื่องแรกเนื่องจากยังไม่มีการประกาศคำวินิจฉัยส่วนตนโดยเปิดเผย และพวกเราได้ติดตามเพียงคำแถลงซึ่งเป็นเอกสารที่ปรากฏในสื่อมวลชน คำวินิจฉัยเต็มๆ จึงยังไม่เผยแพร่ ทำให้ยังมีประเด็นที่ยังสับสน และคิดว่ามีปัญหาถกเถียงเรื่องคำวินิจฉัยหลายประเด็นเหมือนกัน เช่น คำวินิจฉัยที่ว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ความหมายก็คือว่าปฏิเสธหลักของ สสร.ที่เลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง คำวินิจฉัยเช่นนี้พวกเราเห็นว่าขัดต่อหลักที่เคยรับรู้กันมาว่าประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีอำนาจที่จะสถาปนารัฐธรรมนูญได้ แถมประเด็นนี้ถ้าท่านไปดูตามคำร้องที่เราส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ปรากฏว่าเราร้องขอให้วินิจฉัยแต่อย่างใด

แจงยื่นญัตติ เพื่อแก้ปัญหาความไม่ชัดเจนการทำประชามติ ร่าง รธน.ฉบับใหม่

ชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า สืบเนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเพราะญัตติของพรรคเพื่อไทยนี่เองที่เสนอไป เป็นเหตุให้ต้องส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องยุ่งยากสลับซับซ้อนตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา ทีนี้ก็ต้องเรียนในประเด็นนี้ว่า ทันทีที่มีการตัดสินใจบรรจุระเบียบวาระของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย เข้าไปในรัฐสภา ครั้งนั้นเกิดอะไรขึ้น เพราะเขาอยู่ในเหตุการณ์ด้วย สมาชิกเราหลายท่านบอยคอตไม่เข้าร่วมประชุม หลายท่านโต้แย้งว่าประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจในการบรรจุคำวินิจฉัย แต่บางฝ่ายก็บอกว่าให้เดินหน้าต่อไปเลย เพราะว่าเรามีอำนาจในการวินิจฉัยได้

พรรคเพื่อไทยเอาตามความจริงว่ามันเดินหน้าต่อไปไม่ได้ จึงพยายามติดต่อทุกฝ่าย และได้ข้อยุติว่าให้รัฐสภามีมติเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 เพราะฉะนั้น เราทำไปเพื่อแก้ไขปัญหาทำอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่คั่งค้างอยู่ได้

ชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า สาระสำคัญโดยสรุปที่อยากกราบเรียนโดยรวมจากศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ ได้ความดังต่อไปนี้

  1. ได้ความมติว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เสียก่อน
  2. การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องเป็นไปตามหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่าการดำเนินการต้องเป็นไปตามหมวด 15 ก็คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15
  3. รัฐสภามีอำนาจที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
  4. การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร และครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุด้วยว่า การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจจะจัดรวมกันไปก็ได้

เตรียมดำเนินการ 3 ข้อผลักดันร่าง รธน.ฉบับใหม่

ผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเห็นว่าแม้จะมีปัญหาอุปสรรค มีขั้นตอนเพิ่มขึ้น และมีข้อถกเถียงกันอยู่ แต่พรรคของเรายังคงยืนยันที่จะดำเนินการที่จะการแสวงหาการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยต่อไป 

  1. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในหมวด 15 ในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเมื่อรัฐสภาพิจารณาผ่าน 3 วาระแล้ว ต้องนำไปประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8)
  2. ตามคำวินิจฉัยที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่อาจจะกระทำผ่าน สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แม้ว่าเราจะเห็นว่าขัดต่อหลักการ “ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตย และมีอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ” เมื่อคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้แล้ว อาจจะกระทำโดยการเลือก สสร.โดยทางอ้อม หรือให้รัฐสภามีมติแต่งตั้ง สสร. หรืออาจจะกระทำโดยรัฐสภามีมติตั้ง กมธ.ของรัฐสภาก็ได้ ส่วนการจะกระทำโดยวิธีใด เราจะมีคณะทำงานไปคิดเรื่องนี้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ และนำเสนอตอนวาระพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนญ หมวด 15
  3. สำหรับการทำประชามติ เนื่องจากการดำเนินการตามที่แถลงไปนั้น ต้องแก้ไขหมวด 15 ซึ่งโดยหลักแล้ว ในเรื่องนี้ต้องทำประชามติอยู่แล้วตามมาตรา 256 (8) ส่วนปัญหาว่าจะทำประชามติครั้งที่ 1 หรือ 2 เมื่อไร หรือครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 จะรวมกันหรือไม่ เราเห็นว่าเรื่องการทำประชามติตาม พ.ร.บ.ประชามตินั้น ไม่ว่าจะเป็นฉบับเก่า หรือฉบับที่กำลังจะแก้ไข ประชามติจะเกิดขึ้นได้ในเมื่อหรือต่อเมื่อ เช่น รัฐสภามีมติส่งให้รัฐบาลดำเนินการ หรือข้อ 2 เมื่อรัฐบาลเห็นสมควร ดังนั้น การจะทำประชามติเมื่อไร หรือครั้งที่ 2 เมื่อไร หรือการจะทำพร้อมกันเมื่อไร จึงอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องไปตัดสินใจ ซึ่งเงื่อนไขมีอยู่หลายประการ เช่น จะยุบสภาฯ เมื่อไร จะประชามติเมื่อไรหลังจากรัฐบาลยุบสภาฯ แล้ว จะยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเมื่อไร เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องไปคิดในเรื่องนี้ แต่เรามีหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 หมวด 15 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

ชูศักดิ์ ระบุต่อว่า สำหรับคำถามประชามติครั้งที่ 1 และ 2 ควรต้องมี เราคิดกันโดยเร็วจากคำวินิจฉัย คำถามควรจะมี 2 คำถาม คำถามที่ 1 ก็คือคำถามแรก “สมควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” และคำถามครั้งที่ 2 ต้องถามว่า “เห็นชอบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ สาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามรายละเอียดที่ปรากฏในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหรือไม่” ส่วนจะถามพร้อมกันหรือไม่ เมื่อไร อย่างไร รัฐบาลมีหน้าที่ต้องตัดสินใจเรื่องนี้

ท้ายที่สุด พรรคเพื่อไทย ขอยืนยันตามเจตนารมณ์เดิมว่าจะผลักดันและเดินหน้าให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เพื่อให้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้ได้มากที่สุด แม้จะยากลำบาก ก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถ

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และประธานสภาฯ บรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณา เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาอย่างนี้ พรรคเพื่อไทยก็ต้องเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และก็เพื่อให้มีทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคิดในการช่วยกันจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปในอนาคต

จาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องนี้พรรคเพื่อไทย ยินดี และอยากจะแสดงความตั้งใจว่าอยากให้มีการร่วมมือกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เพื่อที่จะช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 256 (8) ซึ่งหมายความว่าจะมีการทำประชามติเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านวาระที่ 3 ของรัฐสภาแล้ว การร่วมมืออันนี้ถ้าทำได้ ก็จะเกิดกระบวนการวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น ขณะนี้รัฐสภา หรือ ครม. ยังไม่มีองค์กรใดแสดงเจตจำนงหรือแสดงความริเริ่มการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการร่างรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการจัดทำประชามติ ตามที่ชูศักดิ์ ชี้แจงแล้ว ว่าจะเกิดขึ้นให้รัฐสภาลงมติให้ ครม. ทำ หรือให้ ครม.ริเริ่มเอง

จาตุรนต์ กล่าวต่อว่า เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าการจัดทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 สามารถรวมกันได้ อาจารย์ชูศักดิ์ระบุว่าขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะทำอย่างไร เราจึงอยากเรียกร้องต่อพรรคการเมืองต่างๆ หรือเรียกร้องต่อรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศนี้ว่าน่าจะมาช่วยกันคิดหาทางว่าทำอย่างไรว่าการจัดทำประชามติ 2 ครั้ง เอามารวมเป็นครั้งเดียวได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียงบประมาณ และเสียเวลานาน

ดังนั้นการจะทำอย่างนี้ได้ ต้องหารือกันตั้งแต่ว่าการจะแก้ไขมาตรา 256 อย่างไร การแลกเปลี่ยนอย่างนี้เพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่จะเป็นที่ยอมรับของรัฐสภา ส่วนการหาทางที่จะจัดทำประชามติ 2 ครั้ง เอามารวมเป็นครั้งเดียว เงื่อนไขสำคัญมากคือพรรคการเมืองต้องร่วมมือกัน และรัฐบาลต้องมาร่วมกันโดยมีความตั้งใจจริงที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น  

'นิกร' เสนอใช้วิธีสมัย 'บรรหาร' หาทางออก สสร.

ด้านสื่อ The Reporters รายงานวันนี้ (11 ก.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 11.46 น. นิกร จำนง อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เสนอว่า ในฐานะอดีตที่ปรึกษา บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ร่วมทำงานช่วงผลักดันให้มีองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของประชาชนจากทุกจังหวัด บวกกับนักวิชาการจากทุกสถาบัน แล้วให้ความเห็นชอบสุดท้ายจากรัฐสภา เกิดเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และต่อมาได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2540 แม้ว่าต่อมามีปัญหาแล้วถูกฉีกทิ้ง แต่ยังถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นิกร จำนง (ที่มา: iLaw TH)

นิกร กล่าวว่า การเมืองไทยน่าจะดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวอีกครั้ง ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2568 แม้จะไม่ชัดเจน แต่ก็มีแนวทางดำเนินการให้เริ่มต้นจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในขั้นแรก คือการให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นคำถามหลักข้อแรก อาจพร้อมคำถามที่ 2 เกี่ยวกับวิธีการและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และอาจจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป

นิกร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ควรมีเป้าหมายเพื่อปฏิรูปประเทศไทยให้หลุดจากวิกฤตในเกือบทุกๆ ด้าน โดยอาศัยประชาชนร่วมกับรัฐสภา จึงขอร่วมเสนอกรอบแนวทาง และกรอบเวลาให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ประกอบการพิจารณาร่วมกันผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พึงประสงค์ดังนี้

1. ให้คณะรัฐมนตรี หรือ สส.พรรคร่วมรัฐบาลไม่น้อยกว่า 100 คน ร่วมเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาเป็น 3 วาระ ตามมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ โดยให้เป็นไปตามเงื่อนไขของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

2. เมื่อรัฐสภาเห็นชอบ ให้รอไว้ 15 วัน จึงให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ 134 แต่ข้อบังคับข้อ 135 ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเป็น การแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงต้องจัดทำประชามติ

3. ให้ประธานรัฐสภาดำเนินการตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 แจ้งให้นายกฯ ทราบว่ามีกรณีต้องออกเสียงประชามติตามมาตรา 9(1) และให้นายกฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการกำหนดวันออกเสียงตามที่ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องไม่เร็วกว่า 90 วัน และไม่ช้ากว่า 120 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา

กรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ให้กำหนดวันออกเสียงตามที่ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 60 วัน และไม่ช้ากว่า 150 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา โดยให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมโดยสรุปในลักษณะที่ประชาชนจะสามารถเข้าใจเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยสะดวกให้นายกฯ ทราบ พร้อมส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการต่อไป

4. รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้คงสามารถดำเนินการได้แค่นี้ ที่เหลือเมื่อยุบสภาแล้ว การทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 ก็ดำเนินการต่อเนื่องไป ถ้าประชามติข้อแรกโดยประชาชนเห็นชอบกับการให้จัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านไปได้ ต้องดูรายละเอียดข้อ 2 ที่สมควรมี สสร. จากการเลือกตั้งโดยอ้อมแบบคล้ายกับตอนปี 2540 ผ่านหรือไม่ ถ้าผ่านจะให้มี สสร. มาร่วมกับรัฐสภาชุดใหม่หลังการเลือกตั้งดำเนินการต่อไปจนได้รัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับใหม่ที่ทุกคนเฝ้ารอ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง