เหลือเวลาอีกไม่นานก่อนถึงวันสำคัญ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เข้าคูหาเลือกตั้งพร้อมทำประชามติคำถามแรก “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
แม้ปัจจุบันรัฐธรรมนูญ (รธน.) 2560 อันเป็นหนึ่งในมรดกของรัฐประหาร คสช. ไม่มีบทเฉพาะกาลบังคับใช้แล้ว (ให้ สว.เลือกนายกฯ) แต่ยังเหลือปัญหาอื่นๆ อีกมาก ทั้งที่มาและอำนาจของ สว.-องค์กรอิสระ รวมถึงการขาดหายไปของสิทธิพลเมืองต่าง ๆ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จึงเป็นสิ่งที่ถูกเรียกร้องเสมอมาทั้งโดยพรรคการเมืองและภาคประชาชน
หากประชามติคำถามแรกผ่าน ก็ต้องทำประชามติอีกสองครั้ง ครั้งต่อมาเพื่อกำหนดทิศทางและเนื้อหาใหม่ ครั้งสุดท้ายเพื่อตกลงกันว่าจะรับร่าง รธน. ฉบับใหม่นั้นหรือไม่ นั่นคือประชาชนยังคงมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางได้ระหว่างกระบวนการ
ประชามติครั้งนี้จึงมีเดิมพันสูง โดยเฉพาะฝ่าย ‘เห็นชอบ’ ทั้งพรรคการเมืองและภาคประชาชนที่ทำแคมเปญรณรงค์ ขนสารพัดปัญหาของ รธน.60 มาให้ประชาชนทราบ ทั้งเชิงโครงสร้างและปัญหาเฉพาะหน้า เพราะหากประชามติคำถามแรกไม่ผ่าน นั่นหมายถึงต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไปอีกนาน การแก้ไข รธน. รายมาตราก็ไม่ง่าย เพราะจะแก้แต่ละที ต้องผ่านความเห็นชอบจาก สว. ชุดปัจจุบันที่ถูกขนานนามว่า (โดยส่วนใหญ่แล้ว) ‘สีน้ำเงิน’ หากนับความพยายามแก้ไขรายมาตราที่ผ่านมาหลายรัฐบาล มีการยื่นแก้ รธน.60 แบบรายมาตราแล้ว 26 ครั้ง ผ่านแค่ครั้งเดียว ว่าด้วยเรื่องแก้ไขระบบเลือกตั้ง
กระนั้น การรณรงค์ของฝั่ง ‘ไม่เห็นชอบ’ ก็เข้มข้นไม่แพ้กัน ขนเหตุผลมาตอบโต้ชวนคนโหวตคว่ำประชามติ แน่นอน ย่อมเป็นสิทธิ์โดยชอบที่ผู้คนจะคิดเห็นหรือโหวตเช่นไรก็ได้ หลายเหตุผลของฝั่งไม่เห็นชอบก็ถกเถียงกันได้อยู่ แต่ก็มีหลายเรื่องเล่าชวนเข้าใจผิด บางเรื่องกล่าวหาเกินจริง หรือผิดข้อเท็จจริงจนเข้าข่าย ‘เฟคนิวส์’
ประชาไทสำรวจกระแส ‘โหวตไม่รับ’ ว่ามีอะไรบ้าง มีกี่เฉด ใครบ้างที่อ้างขึ้นมา และแพร่หลายแค่ไหนในความรับรู้ของสังคม โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย
ขายความกลัว “เซ็นเช็คเปล่า”
วลีฮิต ณ เวลานี้ของฝ่ายรณรงค์ไม่เห็นชอบ มีพรรคการเมืองสายอนุรักษนิยมที่เคยเสนอชื่อหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นแคนดิเดตนายกฯ อย่าง ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เป็นตัวตั้งตัวตีในการให้เหตุผล ว่าหากเห็นชอบก็ประหนึ่งเซ็นเช็คเปล่าให้ไปเขียนตัวเลขอย่างไรก็ได้ ดังที่พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช. และหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ กล่าวไว้ในวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊กของพรรคเมื่อ 13 ม.ค. ที่ผ่านมา มียอดการรับชมกว่า 5 แสนครั้ง พร้อมยอดแชร์เกือบ 9 พัน ยังไม่นับที่ถูกนำไปอัพโหลดเผยแพร่ใหม่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียอื่น ๆ

ที่มา: พรรครวมไทยสร้างชาติ United Thai Nation Party
หากประเมินตามข้อเท็จจริง เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะเกิดเหตุการณ์ ‘เซ็นเช็คเปล่าให้เขียนอย่างไรก็ได้’ ตามที่ถูกอ้าง เพราะหากประชามติครั้งแรกผ่าน ก็ต้องทำอีกสองครั้ง เพื่อกำหนดวิธีการจัดทำ และให้คำตอบสุดท้ายหลังจากมีร่างออกมาให้เห็นกันแล้วว่าจะรับหรือไม่ ก่อนถึงขั้นนั้น ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน
ไม่ว่าอย่างไรประชาชนก็จะได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก่อนออกเสียงรับ-ไม่รับ ในการทำประชามติครั้งสุดท้ายแน่นอน
ดังนั้นไม่มีทางเลยที่การเห็นชอบประชามติคำถามแรกจะเป็นการเซ็นเช็คเปล่าอย่างที่พีระพันธุ์กล่าว
นอกจากพีระพันธุ์จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ยังมีเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ และวรงค์ เดชกิจวิกรม แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยภักดี ที่ใช้วลีนี้ในการอธิบาย
เช่น บนเวทีดีเบตของมติชน วรงค์ตอบโต้นิกร จำนง ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย พรรคไทยภักดีนำไปลงเป็นคลิปสั้นในโซเชียลมีเดียของพรรค บนเฟซบุ๊กมียอดรับชม 4.3 หมื่นครั้ง ยอดแชร์เกือบ 2 ร้อยครั้ง

ที่มา: พรรคไทยภักดี
หรือเจษฎ์ในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียของพรรครักชาติ ยอดรับชมไม่มากนักบนเฟซบุ๊ก แต่มากถึงหลักหมื่นบน TikTok ทำให้เห็นชัดว่าเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญในหมู่นักการเมืองสายอนุรักษนิยมระดับฮาร์ดคอร์

ที่มา: พรรครักชาติ
‘เซ็นเช็คเปล่า’ ยังใช้กันแพร่หลายและถูกนำไปขยายความบนโซเชียลมีเดียว่าการร่างใหม่โดยไม่เห็นเนื้อใน เท่ากับเซ็นเช็คเปล่าให้นักการเมือง
เช่น คลิปวิดีโอที่สร้างด้วย AI เผยแพร่โดยผู้ใช้ Tiktok ‘narok.city นรกป่วนกรุง’ เสียงช่วงหนึ่งพูดว่า
“การรื้อทั้งฉบับ คือการเซ็นเช็คเปล่า ให้ สสร. ไปเขียนอะไรก็ได้ […] ถึงตอนนั้น เราจะไปเรียกร้องอะไรได้ เพราะเราดันไปอนุญาตให้เขารื้อของเดิมทิ้งไปแล้ว”
เรื่องเล่านี้ ผิดข้อเท็จจริง เพราะตามกระบวนการ เนื้อหาจะเกิดขึ้นเมื่อประชาชนเห็นชอบร่วมกันแล้วว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ และมีวิธีการอย่างไร กระบวนการจัดทำจึงจะเกิดขึ้นได้ จากนั้นประชาชนก็จะได้ดูร่างใหม่ว่าน่าพอใจหรือไม่ ก่อนไปโหวตรับ-ไม่รับ
วิดีโอทั้งหมดที่เผยแพร่โดยผู้ใช้รายนี้สร้างโดย AI เนื้อหาส่วนใหญ่ต่อต้านการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ความเคลื่อนไหวบัญชีเพิ่งมีขึ้นเมื่อ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา หรือหลังจากมีการรณรงค์ประชามติไม่นานนี้นี่เอง

ที่มา: narok.city นรกป่วนกรุง
บิดไปไกลถึง “ตั้งสาธารณรัฐ - ล้มล้างการปกครอง”
‘ล้มล้างการปกครอง’ คือความกลัวที่ต่อเนื่องมาจาก ‘เซ็นเช็คเปล่า’ ว่าหากเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ผู้ร่างจะร่างยังไงก็ได้ เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองก็ยังได้ บ้างเลยเถิดไปถึงระบอบสาธารณรัฐ
ทว่า ระหว่างกระบวนการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับเดิมจะบังคับใช้ไปจนกว่าฉบับใหม่เสร็จสมบูรณ์ และผ่านความเห็นชอบจากการลงประชามติครั้งสุดท้ายแล้วเท่านั้น
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ก็ชี้ชัดว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายของรัฐธรรมนูญ 60 แม้มีคนโต้แย้งว่าโดยหลักการแล้ว หากอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนจริง ก็ไม่ควรมีขอบเขตดังกล่าว
แต่ใครกล้า ‘แหลม’ แหวกแนวไปจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็คงไม่ปล่อยไว้ เพราะมีคนพร้อมชงเรื่องให้ตลอดเวลา
ความเป็นจริงทางการเมืองยืนยันว่าการล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นไปไม่ได้แน่นอน ข้อกล่าวหานี้จึงเข้าขั้น ‘เฟคนิวส์’
แม้ฟังดูเกินจริงไปมาก แต่ก็เป็นข้อกล่าวหาที่เร้าอารมณ์ได้เยอะ บุคคลสาธารณะบางคนใช้ข้อกล่าวหานี้โจมตีการโหวตเห็นชอบ จนมีคนแชร์ต่อมากมาย
ตัวอย่างสำคัญ คือ ‘สมชาย แสวงการ’ อดีต สว. แต่งตั้งจาก คสช. ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘ยิ่งคุย ยิ่งลึก’ ออกอากาศเมื่อวันที่ 9 ม.ค. ประมาณนาทีที่ 23:20 สมชายอธิบายการลงประชามติครั้งนี้ว่า
“การลงประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ มีแค่สองทาง
เห็นชอบ คือเห็นชอบให้ล้มรัฐธรรมนูญ 60
แล้วไปร่างใหม่ทั้งฉบับตั้งแต่มาตรา 1
…
พอไม่มีรัฐธรรมนูญแล้วเนี่ย คุณเขียนยังไงก็ได้
คุณจะเขียนให้เป็นสาธารณรัฐก็ได้”
รายการที่อัพโหลดบนยูทูปมียอดรับชม 1.5 แสนครั้ง เนื้อความส่วนนั้นถูกตัดเป็นคลิปสั้นแชร์ต่อกันบนโซเชียลมีเดีย
หรือที่สมชายให้สัมภาษณ์ในรายการของไทยโพสต์ ก็พูดในทำนองเดียวกันว่า
“แล้วเขียนใหม่ทีนี้ เขียนอย่างไรก็ได้ครับ เอาเขียนแบบสุดโต่งให้ประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐก็ได้ครับ…เพราะเขาตีเช็คเปล่าล้านเปอร์เซ็นต์ครับ ไม่ใช่ร้อย…คุณร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ประเทศเป็นสังคมนิยมก็ได้…เป็นประธานาธิบดีก็ได้ครับ”

ที่มา: ยิ่งคุย ยิ่งลึก EP.218 กกต. อาการน่าเป็นห่วง ใคร ๆ เขาก็เตือน

ตัวอย่างคลิปสั้นที่ถูกเผยแพร่ต่อบน Tiktok
บางคนกลัวว่า รธน. มาตรา 255 ที่ห้ามเปลี่ยนแปลงการปกครองและรูปแบบของรัฐ จำกัดเพียงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น ทำให้มีช่องโหว่ ไม่ครอบคลุมถึงการร่างใหม่ทั้งฉบับ การเห็นชอบจึงสุ่มเสี่ยงล้มล้างการปกครอง
แต่วนมาที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งล็อกไว้แล้วว่า
“การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ”
การอ้างช่องโหว่มาตรา 255 จึงเป็นการขยายความกลัวจนเกินจริง เพื่อสร้างน้ำหนักให้ข้อกล่าวหา ‘ล้มล้างการปกครอง’
แต่ก็มีการขยายความต่อว่า การร่างใหม่ทั้งฉบับเป็นไปเพื่อทำลายข้อจำกัดนี้ จะได้ร่างหมวด 15 (ซึ่งมีมาตรา 255-256) ขึ้นใหม่ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ในที่สุด ซึ่งเป็นการพยากรณ์ล่วงหน้าไกลเกินจริง และขยายความกลัวเกินเหตุโดยปราศจากข้อเท็จจริงพอ ๆ กัน
กระนั้นก็เรื่องเล่านี้ก็ได้รับความสนใจไม่น้อย
เช่น ผู้ใช้ TikTok ‘nay.chan.08 นายจันทร์’ โปร์ไฟล์มีแต่คลิป AI โจมตีการเห็นชอบประชามติ และเพิ่งมีความเคลื่อนไหวช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
วิดีโอหนึ่งมียอดรับชมประมาณ 4 พันครั้ง ยอดแชร์ 112 ครั้ง เสียงพูดช่วงหนึ่งกล่าวว่า
“เพราะเขาต้องการรื้อทิ้งแล้วเขียนใหม่
เพื่อจะปลดล็อกกุญแจดอกนี้
เป้าหมายใหญ่อาจอยู่ที่ มาตรา 1
ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว
จะแบ่งแยกมิได้”

ที่มา: nay.chan.08 นายจันทร์
วิดีโอที่ยอดรับชมสูงที่สุดของบัญชี ‘narok.city นรกป่วนกรุง’ ก็กล่าวหาว่าการร่างใหม่ทั้งฉบับ เป็นไปเพื่อฝ่ามาตรา 255 มียอดรับชมกว่า 1.45 แสนครั้ง ยอดแชร์เกือบ 5 พันครั้ง และถูกนำไปเผยแพร่ต่ออีกมาก
“การที่เขาจะรื้อทั้งฉบับ
ก็เพื่อจะ bypass มาตรา 255 นี้แหละครับ
เพื่อจะไปแตะในสิ่งที่กฎหมายห้ามแตะ
นี่คือกุญแจดอกสำคัญที่เขาอยากทำลายครับ”
บ้างก็ถูกนำไปเพิ่มคำบรรยาย
“ทำไมขบวนการล้มล้างการปกครอง
จึงต้องล้มรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
เพราะรัฐธรรมนูญ60 มี ม255
เป็นเกราะป้องกัน
ฟัง ก่อน ลงประชามติ69”

ที่มา: ‘narok.city นรกป่วนกรุง’

ตัวอย่างวิดีโอดังกล่าวที่ถูกนำไปเผยแพร่ต่อบน TikTok
กล่าวหา “เปิดทางแก้ ม.112 - บ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์”
มีข้อหาล้มล้างการปกครองแล้ว ก็ต้องมีข้อหาล้มล้างสถาบันฯ เพราะตรรกะความกลัวอยู่บนฐานเดียวกัน มีวิธีคิดเชื่อมโยงสู่ฉากทัศน์เกินความเป็นจริงแบบเดียวกัน คือแม้ข้อเท็จจริงชี้ชัดว่ากระบวนการจัดทำ รธน. ใหม่ มีกรอบจำกัดมากมายขนาดไหน แต่ก็ขยายความไปได้ว่า “รื้อร่างใหม่เพื่อแก้หมวดนี้ มาตรานั้น เพื่อจะทำอย่างโน้น”
โดยเฉพาะการอ้างว่านักการเมืองผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อหวังแก้ ม.112
เรื่องนี้มีสองประเด็น
ประเด็นแรก ยังมีประชาชนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า กฎหมายหมิ่นกษัตริย์ฯ ม.112 อยู่ในรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะกฎหมายดังกล่าวอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จึงไม่ใช่การแก้ไขกฎหมายหมิ่นกษัตริย์ ม.112
ตัวอย่างความเข้าใจผิด รวบรวมจากคอมเมนต์บน TikTok:
“มันจะแก้ทั้งฉบับ รวม ม.112 ด้วย”
“แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ..ในร่างฉบับเดิมมีหมวด 1 หมวด 2 ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์รวมถึง ม.112ด้วย การกาเห็นชอบก็เท่ากับว่าถูกแก้ไปด้วย”
“แก้คือฉีกฉบับเก่าทิ้งทั้งหมด แล้วร่างใหม่ แล้วใครจะรู้ว่าจะเขียนมาตรา112ในฉบับใหม่ยังไง…”

ที่มา: คอมเมนต์คลิปของ ‘yim_piyathida’ ชี้แจงว่า กฎหมายอาญา ม.112 ไม่ได้อยู่ใน รธน.
เมื่อมีผู้ชี้แจงประเด็นแรกไปเยอะแล้ว จึงนำมาสู่ประเด็นที่สอง สานต่อเรื่องเล่า ‘เปิดทางล้มสถาบันฯ’ ว่าแม้ ม.112 ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ย่อมเปิดทางแก้ไข ม.112 ในอนาคต
เรื่องเล่านี้มักให้เหตุผลว่า ม.112 ยึดโยงกับรัฐนูญหมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะมาตรา 6 ที่ว่า
“องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้…”
จึงอ้างว่าหากแก้มาตรานี้ ก็จะทำให้กฎหมาย ม.112 อ่อนแอ เพราะหากกษัตริย์ไม่จำเป็นต้องเป็นที่เคารพสักการะตามรัฐธรรมนูญ ก็ไม่จำเป็นต้องมี ม.112 ปกป้อง อาจถูกแก้หรือยกเลิกได้ในที่สุด
โดยผิวเผินอาจฟังดูสมเหตุสมผล แต่เรื่องเล่านี้จงใจ ‘ลักไก่’ มองข้ามความเป็นจริงไปอย่างน้อยสองข้อ
ข้อแรก: กว่าจะผ่านความเห็นชอบร่วมกันในคณะผู้ร่างและรัฐสภา อย่างไรเสียก็ต้องมีการต่อรองเนื้อหาระหว่างขั้วการเมืองต่าง ๆ ต้องฝ่าด่านศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งเห็นชัดว่ามีจุดยืนอย่างไรต่อ ‘การปกป้องสถาบันฯ’) ด้วยบริบทปัจจุบัน การแก้ไขมาตรา 6 ซึ่งอยู่ในหมวด 2 เป็นไปไม่ได้เลย
ข้อสอง: ข้ออ้างว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้แก้ ม.112 ได้ เป็นการบิดเบือนให้เข้าใจว่า ม.112 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นกฎหมายที่คงทนสถิตย์ถาวร ไม่สามารถแตะต้อง แก้ไข หรือยกเลิกได้ แต่ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับไหน ใหม่หรือเก่า 2560 หรือฉบับใด กฎหมายอาญาทุกหมวดทุกมาตราต้องแก้ไขได้ด้วยอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในรัฐสภา
นั่นเป็นเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญถูกครหา ว่า เมื่อหลักการของอำนาจนิติบัญญัติเป็นเช่นนั้น เหตุใดศาลรัฐธรรมนูญจึงสามารถยุบพรรคการเมือง โดยชี้ว่าการเสนอแก้ ม.112 เป็นการล้มล้างการปกครองไปได้
ทั้ง ‘ล้มล้างการปกครอง’ และ ‘บ่อนทำลายสถาบันฯ’ จึงเป็นการกล่าวหาเกินเลยความเป็นจริงทั้งคู่
ตัวอย่างคอมเมนต์บน TikTok ประเด็น ‘ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ ม.112’ :
“มันเกี่ยวค่ะ…มาตรา ๖ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้…ถ้ายกร่างใหม่ พวกสามกีบ ตัดวรรคผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ออก มันก็เป็นต้นทางในการยกเลิก ม. 112 คะ It's all connected. การให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คือ การเซ็นต์ เช็คเปล่า ไปทำปู้ยี้ปู้ยำ รัฐธรรมนูญ”

ที่มา: คอมเมนต์คลิปของ ‘yim_piyathida’ ชี้แจงว่า กฎหมายอาญา ม.112 ไม่ได้อยู่ใน รธน.
‘อัจฉราวดี วงศ์สกล’ ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต เจ้าของวงเสวนา ‘ป้องกันเยาวชนไม่ให้ถูกล้างสมอง’ โพสต์ภาพชวนโหวตพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่เห็นชอบประชามติ มีการอ้างเรื่องเปิดทางแก้ ม.112 ของพรรคสีส้ม ยอดแชร์กว่า 800 ครั้ง

ที่มา: อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
ผู้ใช้ TikTok ‘ratta.poom Mr.Poom’ มีผู้ติดตามกว่า 2 แสนบัญชี อัปโหลดวิดีโอไม่เห็นชอบประชามติ กล่าวหาเหมารวมว่า
“สรุปง่าย ๆ ของพวกที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คือว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว ไม่ต้องการให้ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และต้องการให้ประเทศไทยไม่มีพระมหากษัตริย์ รวมทั้งทำอะไรก็ได้กับพระมหากษัตริย์…”
คลิปนั้นมียอดรับชมกว่า 1.4 หมื่นครั้ง ยอดแชร์ 674 ครั้ง และถูกนำเสียงบรรยายไปใช้ต่อโดยผู้ใช้ TikTok รายอื่น
ผู้เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่าง ‘ติ่ง มัลลิกา มหาสุข’ อดีต ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นหนึ่งในผู้เผยแพร่เรื่องเล่านี้ ช่วงหนึ่งในวิดีโอที่อัปโหลดผ่านบัญชี ‘DanitaNi’ มัลลิกากล่าวว่า
“...แล้วรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เนี่ย มันยังมีมาตรา 112
มาตรา 112 เนี่ย เป็นมาตราที่คุ้มครองสถาบันความมั่นคงของชาติ
อีพวกนี้ก็อยากแก้รัฐธรรมนูญตัวแม่ แล้วก็เขี่ย 112 ออก เพื่อที่จะได้ง่าย
แล้วก็ไปปรับแก้ 112 ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้น…”
วิดีโอของมัลลิกามียอดรับชมกว่า 1 ล้านครั้ง ยอดแชร์กว่า 5 พันครั้ง และถูกนำเสียงไปใช้ต่อด้วยเช่นกัน

ซ้าย: วิดีโอของบัญชี ‘ratta.poom Mr.Poom’
ขวา: วิดีโอของบัญชี ‘DanitaNi’
เรื่องเล่าเดิม “รธน. 60 ชอบธรรม ผ่านประชามติมาก่อน”
แม้เป็นที่ประจักษ์ว่าการทำประชามติเมื่อปี 2559 อยู่ใต้บรรยากาศรัฐประหารของ คสช. คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญแต่งตั้งโดย คสช. กติกาประชามติก็ออกโดย คสช. ไหนจะวาทกรรม “รับ ๆ ไปก่อน แก้ทีหลัง เดี๋ยวไม่ได้เลือกตั้ง”
ผู้วิจารณ์หรือรณรงค์ไม่รับร่างตอนนั้นก็ถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก เมื่อขาดการรณรงค์ที่เสรีและเท่าเทียมกัน ต่างจากอีกฝ่ายที่พูดอะไรก็ไม่ต้องกลัว ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ รธน.60 จึงขาดเอกภาพ มีทั้งคนที่โหวตรับ เพราะกลัวไม่ได้เลือกตั้ง หรือเพราะเชื่อว่ารับไปก่อนค่อยแก้ทีหลัง มีทั้งคนที่ไม่ร่วมสังฆกรรมประชามติครั้งนั้นไปเลยด้วยการ No Vote และคนที่โหวตไม่เห็นชอบ
ผ่านมาร่วมสิบปี 16 ล้านเสียงที่มักถูกอ้างความชอบธรรมให้ประชามติครั้งนั้น มีน้ำหนักแค่ไหน?
หลายคนรู้เต็มอกว่าประชามติดังกล่าวไม่ใช่ ‘Fair Game’ เราจึงไม่เห็นนักการเมืองที่สนับสนุน รธน.60 กล่าวอ้างเหตุผลนี้กันเท่าไรแล้ว แม้ช่วงหนึ่งจะเคยถูกใช้อย่างหนักแน่นเพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญจากคณะรัฐประหารก็ตาม
กระนั้นเรื่องเล่าดังกล่าวก็ยังมีให้เห็นอยู่เนือง ๆ ทั้งโดยประชาชนทั่วไป หรือบัญชีผู้ใช้ TikTok ที่เพิ่งมีการเคลื่อนไหวมาไม่ถึงเดือน อัปโหลดเฉพาะเนื้อหาที่สร้างด้วย AI โจมตีประชามติ รธน. ใหม่
เช่นวิดีโอของผู้ใช้ TikTok ‘narok.city นรกป่วนกรุง’ รายเดิม เนื้อหาอ้างความชอบธรรมจากประชามติ 2559 เผยแพร่เมื่อ 12 ม.ค. (หรือวันแรกที่บัญชีมีความเคลื่อนไหว) ยอดรับชม 1.2 หมื่นครั้ง แชร์ต่อ 470 ครั้ง และถูกนำไปใช้ต่อโดยผู้ใช้ TikTok รายอื่น ๆ

ซ้าย: norok.city
ขวา: cpt.farm
หรือวิดีโอของบัญชี ‘nay.chan.08 นายจันทร์’ ที่เพิ่งอัพโหลดเมื่อ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา กล่าวอ้างผลประชามติ 2559 เช่นกัน ยอดรับชม 1.5 หมื่นครั้ง แชร์ต่อ 361 ครั้ง และถูกนำไปเผยแพร่โดยผู้ใช้ TikTok รายอื่น ๆ

ซ้าย: nay.chan.08 นายจันทร์
ขวา: ตัวอย่างวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ต่อบน Tiktok
ปลุกเร้า “รัฐธรรมนูญ 60 ปราบโกง”
‘รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง’ อาจเป็นเหตุผลที่ ‘แมส’ ที่สุดในฝั่งสนับสนุน รธน. 60 แต่ก็ถูกตั้งคำถามไม่น้อยเช่นกันว่าปราบโกงจริงไหม เหตุใดปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงขึ้นทุกวัน กลไกตรวจสอบองค์กรอิสระก็อ่อนแอ เป็นระบบ ‘งูกินหาง’ ที่ตรวจสอบกันเอง หลายเรื่องทำให้ประชาชนสงสัยว่าเลือก ‘ปราบโกง’ เฉพาะขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ ไล่ตั้งแต่
“นาฬิกายืมเพื่อน”
ตึก สตง. ถล่ม
คดีฮั้ว สว.
เครนถล่มทับรถไฟ
เสาไฟโซลาร์เซลล์เมืองคอน
ฯลฯ
บ้างก็ว่า “นักการเมืองกลัว รธน.60 เพราะคดีทุจริตมีโทษรุนแรง” จนมีการส่งต่อข้อมูลเท็จเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ เนื้อหาดังนี้
รัฐธรรมนูญ 2560
คดีความ = ไม่มีวันหมดอายุ
เมื่อมีคดีความ = ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
โกงกิน = ประหารชีวิต / จำคุกตลอดชีวิต
ร่ำรวยผิดปกติ ฟอกเงิน = จำคุก 15-30 ปี ยึดทรัพย์
ห้ามโดยสารเครื่องบิน First Class ฟรี
บริหารประเทศเสียหาย = จำคุก 15-30 ปี
ประโยชน์เหล่านี้เพื่อประชาชนคนไทย พี่น้องไทยไม่ชอบหรือ ?
ที่พวกมันจะแก้รัฐธรรมนูญ จุดประสงค์ใหญ่ เพื่อพวกมันเอง (นักการเมือง) ล้วน ๆ
แต่สิ่งเหล่านี้เป็น ข้อมูลเท็จ เพราะตัวบทของรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีสิ่งที่ว่าเขียนอยู่เลย
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักการทั่วไปของรัฐ สิทธิของพลเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ ความสัมพันธ์ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ
รายละเอียดเกี่ยวกับคดีอาญาหรือข้อกำหนดเหล่านี้อาจมีอยู่ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) พ.ร.บ. ประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายเฉพาะอื่น ๆ แต่ไม่ได้อยู่ในตัวบทของรัฐธรรมนูญ 2560 ตามที่ส่งต่อกัน ซ้ำร้าย ตัวเลขโทษอาญาก็ผิดข้อเท็จจริงจากตัวบทด้วย
แม้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายลำดับรองสิ้นสุดลงทันที เพราะในความเป็นจริง-กล่าวอย่างรวบรัด-การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญไม่ได้รีเซ็ตระบบอัตโนมัติ บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญใหม่มักระบุให้ พ.ร.ป. และ พ.ร.บ. เดิมบังคับใช้ต่อไป จนกว่าจะมี พ.ร.ป. ที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนกฎหมายทั่วไปก็บังคับใช้ต่อ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้ยกเลิกหรือแก้ไขเป็นการเฉพาะ
อีกทั้งหลักการเรื่องอายุความ (ไม่นับช่วงจำเลยหลบหนี) ก็ดูจะเป็นสิ่งที่เห็นพ้องกันทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและก้าวหน้า ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะไม่คงไว้ในระบบกฎหมาย
กระนั้น ไอเดีย ‘รัฐธรรมนูญปราบโกง’ ก็แพร่หลายมากในการรณรงค์ไม่เห็นชอบ
เช่น โพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก ‘Bangkok I Love You’ ผู้ติดตามกว่า 4 แสนบัญชี มียอดแชร์กว่า 2.6 พันครั้ง และภาพส่งต่อเหล่านี้ก็พบได้ไม่ยากบนโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม

ตัวอย่างภาพที่ส่งต่อกันแพร่หลาย เรื่อง ‘รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง’

ตัวอย่างคลิปบน Tiktok หลายคลิปมียอดรับชมหลายหมื่น
ยอดแชร์หลายร้อย หรือหลักพัน และมีการนำไปใช้ต่อทั้งภาพและเสียง
ที่มา (จากซ้ายไปขวา) : banana24899, ae.supa, patamacharern
เรื่องเล่าว่าหากร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นักการเมืองจะได้ ‘ล้างไพ่’ เพราะคดีอาญาสมัย รธน.60 จะหายไป ก็ไม่เป็นความจริง มิเช่นนั้น เราคงไม่เห็นการดำเนินคดีอาญาหลายคดีที่ลากยาวมานาน แม้มีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญมาแล้วสองครั้งในยี่สิบปีที่ผ่านมา
แต่ในรายการ ‘ยิ่งคุย ยิ่งลึก’ ตอนเดิมที่ยกตัวอย่างไว้ ก็มีช่วงที่สมชาย แสวงการ อธิบายว่าการล้มรัฐธรรมนูญ 60 จะทำให้คดีความหายไปด้วย โดยสมชายพูดว่า
“...พอล้มรัฐธรรมนูญเสร็จ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมันล้มด้วยครับ คดี ป.ป.ช. มันล้มด้วยครับ คดี กกต. มันล้มด้วย คดีฮั้ว สว. มันล้มด้วย พี่น้องต้องเข้าใจว่าถ้าล้มรัฐธรรมนูญคือล้มหมด”
เป็นการขยายความกลัวไปเกินจริง เพราะโดยพื้นฐานแล้ว กระบวนการทางกฎหมายอาญาและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะดำเนินต่อไป ภายใต้กฎหมายที่มีผลบังคับใช้ ณ ขณะนั้น
แต่เนื้อความดังกล่าวก็ถูกตัดเป็นคลิปสั้นเผยแพร่ต่อมากมายพอ ๆ กับเรื่องที่สมชายอ้างเรื่องล้มล้างการปกครอง
เช่นคลิปสั้นที่ถูกอัพโหลดโดยผู้ใช้ TikTok รายหนึ่ง มียอดรับชมเกือบ 5 หมื่นครั้ง ยอดแชร์ 367 ครั้ง และถูกนำไปเผยแพร่ต่อ

ที่มา: aobka358
ความเชื่อเดิม “ต้องแก้นิสัยนักการเมือง ไม่ใช่กฎหมาย”
ข้อนี้อาจฟังดูเหมือนเหตุผลก่อนหน้า เรื่อง ‘นักการเมืองโกง’ แต่ไม่ใช่เสียทีเดียว เรื่องนี้ผูกโยงกับสิ่งที่ค่อนข้างนามธรรมอย่าง ‘จริยธรรม’ อาจรวมถึงความไม่พอใจต่อตัวนักการเมืองหรือสิ่งที่นักการเมืองคนนั้นทำ (แต่ไม่ใช่ความผิดอาญา) โดยใช้มาตรวัด ‘ความดี’ ส่วนตนมาเป็นบรรทัดฐาน แต่พยายามยึดโยงกฎหมายโดยอ้างความชอบธรรมจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มอบอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญลงดาบนักการเมืองได้ด้วยสิ่งนามธรรมนี้
กรณีที่ถูกหยิบมาอ้างย่อมหนีไม่พ้นอดีตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ที่ถูกศาลสอยจากตำแหน่งไปสองคนในสองปี คือ เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร
รายแรกจากการแต่งตั้ง ‘ทนายถุงขนม’ เป็นรัฐมนตรี
รายหลังจากคลิปเสียงหลุด ‘อังเคิล’
เช่นโพสต์ของ ‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค’ ที่ตอบโต้ ‘พอล ภัทรพล’ เกี่ยวกับปัญหาของ รธน.60 ก็กล่าวถึงเรื่องนี้ (รวมถึงเรื่องอื่น ๆ แทบจะครบทุกประเด็นของฝั่งไม่เห็นชอบประชามติ)
เอ็ดดี้อธิบายว่า เศรษฐา ทวีสิน มี ‘ความผิดพลาดใน “วิจารณญาณทางจริยธรรม”’ หากเลือก ‘คนดี’ มาทำงานตั้งแต่แรก ก็ไม่มีใครถอดถอนได้
ส่วนแพทองธาร เอ็ดดี้อธิบายว่า “หากผู้นำวางตัวเป็นกลางและยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ทำอะไรไม่ได้”
โพสต์นั้นมีคนแชร์ไปแล้วกว่าพันครั้ง

แต่ทั้งสองกรณีไม่มีสิ่งใดเป็นการกระทำ ‘ผิด’ ถึงขั้นเป็นอาชญากรรม เช่น การฟอกเงิน ลักทรัพย์ ฆ่าคน ฯลฯ
เอาเข้าจริง ความรู้สึกถูกหรือไม่ถูกจริต รับได้หรือรับไม่ได้ กระทบผลประโยชน์ชาติจริงไหม ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่ประชาชนด้วยซ้ำไป ดังนั้นข้อครหาที่ยึดโยงกับ ‘ความสง่างาม’ ควรจัดการด้วยกระบวนการประชาธิปไตยในรัฐสภา หรือให้ประชาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้ง ไม่ใช่ด้วยศาลรัฐธรรมนูญที่สามารถให้คุณให้โทษทางกฎหมายเช่นนี้ด้วยสิ่งนามธรรมอย่าง ‘จริยธรรม’
เพราะคำวินิจฉัยคดีแพทองธารของศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็วกไปเวียนมายิ่งกว่านิยายหักมุม ตัดสินว่าการกระทำสุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่ผิดจริยธรรมร้ายแรง
กรณีของเศรษฐา ศาลก็เชื่อมโยงและสรุปเอาเองว่าการที่เศรษฐาไปพบทักษิณ (ซึ่งมีพิชิต ชื่นบาน เป็นหัวหน้าทนายความประจำตัว) คือมูลเหตุจูงใจให้เศรษฐาเอื้อประโยชน์ให้พิชิตโดยการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ประเด็นนี้จึงเป็นปัญหาที่ตัวบท รธน.60 เอื้อให้ตีความกว้างเกินไป มาตรฐานการบังคับใช้ก็เป็นที่รู้กันว่า ‘สองมาตรฐาน’
ช่วงหนึ่งบนเวทีดีเบตของมติชน เจษฎ์ โทณะวณิก ตอบโต้จาตุรนต์ ฉายแสง โดยยกทั้งสองกรณีและการยุบพรรคก้าวไกลปม ม.112 ขึ้นมา อธิบายว่าไม่มีรัฐธรรมนูญไหนในโลกปราบโกงได้ เพราะถ้าคนเลวก็เลวที่คน เหมือนวินัยปฏิบัติของพระก็ห้ามพระทำผิดไม่ได้ แต่ รธน.60 เป็นเครื่องมือที่ทำลาย ‘ความชั่วร้ายเลวทราม’ ในการเมืองได้เป็นที่ประจักษ์
ช่วงตอนนั้นถูกนำมาตัดคลิปสั้นเผยแพร่หลายแห่ง เช่นเพจเฟซบุ๊กของ ‘ฤๅ - Lue History’ มียอดรับชม 4.6 แสนครั้ง ยอดแชร์ 4.3 พันครั้ง

ที่มา: ฤๅ - Lue History
เมื่อเชื่อว่า ‘รธน.60 ปราบนักการเมืองเลวได้’ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จึงปลุกความกลัวอีกอย่างขึ้น นั่นคือ “นักการเมืองเลวจะกลับมา” หรือนักการเมืองที่เคยโดนลงดาบโดยศาลรัฐธรรมนูญทั้งส้มและแดง จะได้กลับมาเข้าสนามการเมืองหากรื้อระบบใหม่
ตัวอย่างเช่น บนเวทีดีเบตของเนชัน อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า
“แล้วถ้าเกิดว่าเราฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทิ้ง คนที่โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง มันจะกลับมาอีก เพราะว่าความผิดมันหายไปแล้วนะครับ กฎหมายไม่มีแล้ว ก็มันซ่อนเงื่อนแบบนี้นี่แหละครับ…”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี บนเวที ‘Nation Debate จุดเปลี่ยนประเทศไทย’
หากพูดถึงประชาชนทั่วไป ‘ความดี-เลว’ ในแง่จริยธรรมก็เป็นจริตส่วนตน ลางเนื้อชอบลางยา หากรู้สึกว่ากฎหมายไม่มีปัญหา ต้องแก้ที่นิสัยนักการเมือง ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ และสมควรบันทึกไว้ในที่นี้ เพราะเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ใช้รณรงค์ไม่เห็นชอบประชามติเช่นกัน
เช่น บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Wuttichai Inmee’ มีผู้ติดตามกว่า 1.2 แสนบัญชี โพสต์รูปภาพรณรงค์ “แก้สันดานก่อน แล้วค่อยแก้รัฐธรรมนูญ” ยอดแชร์เกินกว่า 2 พันครั้ง

ที่มา: Wuttichai Inmee

ที่มา: user493573411 ลูกเสือลูกจาเข้
แต่มีไม่น้อยที่ไปไกลระดับเชียร์ทหารเข้ามาแทนที่นักการเมืองเลยทีเดียว เช่น
“ฉันอยากให้ทหารยึดอำนาจอีกครั้ง
นักการเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้หาดีไม่ได้ซักตัว
เขียนขึ้นมาใหม่ธรรมนูญปัดคอทิ้งไม่ต้องเก็บไว้หนักแผ่นดิน”
“ไม่ต้องมีแล้วนักการเมือง
มีพระมหากษัตริย์และทหารกับประชาชนก็พอ”

ที่มา: sanedumtaku
รวบตึง “เปลืองงบ - แก้ปากท้องก่อน - แก้รายมาตราดีกว่า”
กลัวเปลืองงบ อาจเป็นเหตุผลที่เข้าใจง่ายที่สุดจากทุกเหตุผล เพราะเลี่ยงไม่พ้นที่การทำประชามติย่อมมีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้วว่าหากร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง ทั้งที่ไม่จำเป็น เพราะการทำประชามติรับรอง รธน. ใหม่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยส่วนใหญ่สามารถทำทีเดียวตอนเห็นร่างออกมาแล้วก็ได้ว่าจะรับหรือไม่รับ (ประชามติ 2559 ก็ทำครั้งเดียว) แต่การที่ประชามติ ‘แพง’ เพราะต้องทำถึง 3 ครั้ง เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญ 60 และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
แต่เมื่อมีข้อจำกัดเช่นนี้ ก็ต้องว่ากันไป
กระนั้น ตัวเลขที่ถูกนำมาใช้รณรงค์ทั้งโดยนักการเมืองหรือประชาชนทั่วไป เช่นหมื่นล้านบ้าง หมื่นห้าพันล้านบ้าง เช่นที่เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ กล่าวในวิดีโอของโซเชียลมีเดียพรรครักชาติ ถ่ายทำขณะลงพื้นที่หาเสียงที่โคราช เจษฎ์อธิบายถึงการทำประชามติทั้งสามครั้งว่า
“เงินจำนวนเหล่านี้รวมกันแล้วเป็นหมื่น ๆ ล้าน สามารถเอาไปแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนได้เยอะแยะ แล้วรัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาของบ้านเมืองครับ นักการเมืองที่ไม่ดี คือปัญหาของบ้านเมือง…”
นี่เป็นการคาดคะเนจากตัวเลขที่ยังไม่มีจริง เพราะการทำประชามติออกแบบให้ประหยัดได้ เช่นรวบไว้กับการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ ที่จะมีขึ้นระหว่างกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ถ้าทำระบบให้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ก็จะลดงบได้อีก ค่าใช้จ่ายทำประชามติก็ไม่ใช่การจ่ายทีเดียว
และเจษฎ์อาจลืมไปว่า การที่ประชามติต้องใช้งบประมาณมากมายขนาดนี้ ก็เป็นปัญหาจากรัฐธรรมนูญ 60
การกล่าวว่าควรใช้งบแก้ปัญหาปากท้องก็ผิดฝาผิดตัว เพราะทั้งสองอย่างทำไปพร้อมกันได้ ไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง การร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อวางโครงสร้างรัฐให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างระบอบการเมืองที่เข้มแข็ง รัฐบาลผลักดันนโยบายได้ ก็เป็นสาระสำคัญในการแก้ปัญหาปากท้องของผู้รณรงค์เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่
คลิปต้นทางใน TikTok ของพรรครักชาติ มียอดรับชม 1 หมื่นครั้ง 24 ยอดแชร์ ฟังดูไม่เยอะ แต่ถูกนำไปเผยแพร่ต่อโดยผู้ใช้ TikTok รายอื่น ๆ ยอดรับชมมากกว่าต้นทางไม่น้อย บางชิ้นยอดรับชมเกือบ 4 หมื่นครั้ง พร้อมยอดแชร์หลักพัน

ที่มา: beebee_th
นอกจากนี้ ยังพบบัญชี TikTok เปิดใหม่อีกบัญชี ลงแค่คลิป AI โจมตีประชามติ (อีกแล้ว) ชื่อ ‘thamjingmai ถามจริงไม่อิงใคร’ คลิปแรกเพิ่งอัปโหลดเมื่อ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา ยอดรับชมเกือบ 3 หมื่นครั้ง ยอดแชร์ 767 ครั้ง และถูกนำไปใช้ต่อเยอะพอสมควร คำบรรยายประกอบคลิประบุว่า
“ประชามติ เผาเงินหมื่นล้าน?”
และเสียงพูดในคลิป ยังให้ข้อมูลผิด ๆ ว่า
“...ถ้าแก้รายมาตราในสภา แทบไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเลย…”

ที่มา: thamjingmai ถามจริงไม่อิงใคร

ตัวอย่างคลิปที่ส่งต่อกันบน TikTok
หรือผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘ทหารพระราชา ส.สด.150’ ที่มีผู้ติดตาม 5.5 หมื่นบัญชี โพสต์รูปภาพตัวอย่างบัตรประชามติ พร้อมคำบรรยายช่วงหนึ่งว่า
“การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตราสามารถแก้ไขในสภาได้ และไม่เสียเงินงบประมาณ...”
โพสต์นั้นมีคนแชร์ไปแล้ว 1.8 พันครั้ง

ที่มา: ทหารพระราชา ส.สด.150
แต่เรื่องเหล่านี้ ไม่เป็นความจริง ทุกอย่างมีงบประมาณที่ต้องใช้ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แม้แต่การปฏิรูป สว.-องค์กรอิสระ ที่พรรคการเมืองอนุรักษนิยมทำทีว่าต้องการเหมือนกัน ก็ต้องทำประชามติก่อน ถ้าทำเป็นเรื่อง ๆ ก็ไม่รู้ว่าต้องทำประชามติอีกกี่ครั้ง เสนอเป็นแพคเกจแล้วทำประชามติทีเดียวก็เหมือนฝันกลางวันว่าจะผ่านไปได้ (เพราะมีคนลองทำมาแล้ว)
กว่าจะ ‘แก้เป็นเรื่อง ๆ ที่มีปัญหา’ ได้ครบ (หรือได้ไม่ทั้งหมด หรืออาจไม่ได้เลย) ตามที่ฝ่ายรณรงค์ไม่เห็นชอบโน้มน้าว ไม่รู้จะกินเวลาหรืองบประมาณเท่าไร ฟังดูเลื่อนลอยยิ่งกว่าประชามติ 3 ครั้งของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสียอีก
อีกทั้งการแก้รายมาตราก็ต้องผ่านมือ สว. ที่ถูกครหาว่าเป็นวุฒิสภาสีน้ำเงิน และกลไกต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบมาให้แก้รัฐธรรมนูญยาก
เช่น ถ้ามีการยื่นแก้ไขวิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลดความจำเป็นที่ต้องทำประชามติให้ยุ่งยาก จะผ่านร่างนั้นได้ก็ต้องผ่านประชามติก่อน
มันจึงเป็นความลักลั่นในตัวเองที่อ้างเหตุผลนี้ว่าแก้รายมาตราง่ายกว่า ประหยัดกว่า
เก็บตกภาพนิ่ง คลิปวิดีโอ ของคน ‘ไม่เห็นชอบ’ ประชามติ 8 กุมภา
ทั้งหมดที่กล่าวมา อาจพอทำให้เห็นว่ากรอบคิดของการให้เหตุผล ‘ไม่เห็นชอบ’ ประชามติ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เป็นอย่างไร ซึ่งมีทั้งเข้าใจได้ ไปจนถึงข้อมูลที่อาจทำให้เข้าใจผิด และกระทั่งข้อมูลเท็จ
ท้ายที่สุด อนาคตรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นอย่างไร คงต้องไปลุ้นประตูบานแรกวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
นอกจากตัวอย่างที่ยกมา ยังมีภาพและคลิปรณรงค์อื่น ๆ อีกมากที่แพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย ที่มีคำโน้มน้าวแตกต่างกันไป



