'สุรวาท' พรรคประชาชน เสนอ พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่ง คสช. 3 ฉบับ คืนคุรุสภาให้บุคลากรทางการศึกษา และผู้ประกอบวิชาชีพ ชี้คำสั่ง คสช. ส่งฝ่ายการเมืองคุมสภาวิชาชีพครู ลดทอนการมีส่วนร่วมของครู ทำลายหลักการถ่วงดุล ก่อนสภาฯ ผ่านร่างฉลุย
11 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (11 ก.ย.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 22 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ มีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2560 เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ 21 มี.ค. 2560 พ.ศ. .... เสนอโดย สุรวาท ทองบุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ และที่ประชุมสภาฯ มีมติให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทำนองเดียวกัน มาพิจารณาพร้อมกัน รวม 13 ฉบับ
สำหรับร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ สส.สุรวาท เสนอ มีจำนวนทั้งสิ้น 3 ฉบับ และทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการบริหารงานด้านการศึกษา ประกอบด้วย
1. ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 16/2560 เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ 21 มี.ค. 2560
2. ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 11/2561 เรื่อง การแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา
3. ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 7/2558 เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการครุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ 16 เม.ย. 2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 17/2560 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 7/2558 ลงวันที่ 21 มี.ค. 2560
สุรวาท ทองบุ (ที่มา: ทีมสื่อพรรคประชาชน)
สุรวาท กล่าวว่า ร่างทั้ง 3 ฉบับมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อครูรวมถึงผู้เรียน โดยปกติมีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมวิชาชีพและการบริหารงานบุคลากรข้าราชการครู 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา 2546 ใช้ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งคือครู และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 2547 ใช้ในการบริหารจัดการ ออกกฎต่างๆ เพื่อบริหารงานบุคคลข้าราชการครู
โดย 2 กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้มีสภาวิชาชีพและคณะกรรมการที่สำคัญ 4 คณะ คือ คณะกรรมการคุรุสภา ซึ่งเป็นสภาวิชาชีพของครู, คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ, คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
กฎหมาย 2 ฉบับข้างต้นเกิดขึ้นหลังจากประเทศไทยมีการปฏิรูปการศึกษาในปี 2542 คณะกรรมการทั้ง 4 คณะจึงเกิดขึ้นในสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นปกติ ตามหลักการประชาธิปไตย หลักธรรมาภิบาล หลักความโปร่งใส เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วม จึงสร้างความเชื่อมั่นแก่บุคคลภายนอกและประชาชน
ต่อมา สถานการณ์บ้านเมืองเกิดความขัดแย้ง รวมถึงในวงการครู ขณะเดียวกันที่คณะ คสช. ยึดอำนาจจากประชาชนในปี 2557 และใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ตามที่กล่าวไปข้างต้น
คำสั่ง คสช. ทั้ง 4 ฉบับ กระทบต่อคณะกรรมการสภาวิชาชีพและคณะกรรมการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อบัดนี้สถานการณ์ประเทศคลี่คลายกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย ถ้าใช้คำสั่งเหล่านี้ต่อไปจะขัดกับหลักการประชาธิปไตยและหลักธรรมาภิบาล
สุรวาท กล่าวว่า เพื่อเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างคณะกรรมการชุดต่างๆ ตามกฎหมายเดิม กับคณะกรรมการที่เกิดขึ้นจากคำสั่งหัวหน้า คสช. เขาขอยกตัวอย่างคณะกรรมการคุรุสภา ซึ่งตามกฎหมายเดิม ประกอบด้วย ประธานที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ, กรรมการโดยตำแหน่ง 8 คน, กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คนที่ได้รับแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี, คณบดี 4 คน และผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ 19 คน รวมทั้งหมด 39 คน
อย่างไรก็ตาม จากคำสั่งหัวหน้า คสช. ได้เปลี่ยนให้ประธานเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสภาวิชาชีพที่มีในประเทศไทย ไม่มีสภาวิชาชีพใดที่ให้รัฐมนตรีเป็นประธาน แต่จะให้รัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับควบคุมถ่วงดุล เช่น แพทยสภา ที่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีฐานะเป็นสภานายกพิเศษ สามารถถ่วงดุลหากไม่เห็นด้วยกับมติของแพทยสภาได้ เช่นนี้ การที่ คสช. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาเป็นประธานคณะกรรมการคุรุสภา แล้วจะเกิดการถ่วงดุลได้อย่างไร
นอกจากนี้ ยังมีกรรมการโดยตำแหน่งถึง 11 คน ซึ่งคนกลุ่มนี้อยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐมนตรี ไม่มีผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่มีคณบดี ไม่มีผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ ดังนั้น นี่ไม่ใช่สภาของครูแต่เป็นสภาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วครูจะมีอิสระในการคิดการแสดงความเห็นได้อย่างไร
การลดการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบวิชาชีพเช่นนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกันในคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สะท้อนว่าคำสั่งหัวหน้า คสช. มีแนวคิดอำนาจนิยม ต้องการอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ยึดโยงกับผู้ประกอบวิชาชีพ ดังนั้น คำสั่งหัวหน้า คสช. ทั้ง 4 ฉบับ จึงควรถูกยกเลิก และกลับไปใช้กฎหมายที่มีอยู่เดิม คุณครูหลายคนเรียกร้องว่านี่จะเป็นการ “คืนคุรุสภา” ซึ่งเป็นสภาวิชาชีพของพวกเขากลับคืนมา
ทั้งนี้ เหตุผลที่เสนอให้กลับไปใช้กฎหมายเดิม เนื่องจากปัจจุบันสังคมไทยยังไม่ตกผลึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาโดยเฉพาะโครงสร้างในการบริหารจัดการ และร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทของระบบการศึกษาไทย ที่พรรคประชาชนและพรรคอื่นร่างเสร็จเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว และเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่ถูกวินิจฉัยเป็นร่างการเงิน ค้างอยู่ที่คณะรัฐมนตรีมาร่วมปี ยังไม่ส่งกลับคืนมา ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาเห็นว่าควรกลับมาแก้ไขปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และ พ.ร.บ.อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย เพื่อทุกฝ่ายได้กลับมาตั้งหลักเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย
ด้านจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปรายร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 16/2560 เรื่องการบริหารบุคคลครูและบุคลากรการศึกษา 21 มี.ค. 2560 พร้อมกับร่างพระราชบัญญัติทำนองเดียวกันอีก 13 ฉบับ โดยสนับสนุนให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 16/2560 ที่ไปจำกัดและสร้างปัญหาการทำงานให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา และขาดความเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน แต่ขณะเดียวกันก็ตั้งข้อสังเกต ถึงกฏหมายที่นำเสนอเข้ามาใหม่ว่า ทำด้วยความรีบเร่ง อ่านแล้วดูเหมือนจะเป็นการร่างกฎหมายโดยจับเอาคำสั่ง คสช. ที่จะยกเลิกนั้นมาแทรกอยู่ในกฎหมายพระราชบัญญัติเสียเอง จึงต้องฝากสภาผู้แทนราษฎร ช่วยกันดูอย่างละเอียด
จาตุรนต์ กล่าวว่า เขาเองสนับสนุนให้มีการยกเลิกคำสั่ง หัวหน้า คสช.ที่ 16/2560 เพราะคำสั่ง คสช.ได้สร้างผลกระทบต่อสังคมในทุกมิติ กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ และเป็นภาระแก่พี่น้องประชาชนในทุกกลุ่มอาชีพไว้เว้นแม้แต่ครู เพราะในคำสั่งที่ผ่านมานั้น ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีภาระงานมากขึ้น เมื่อภาระหนักขึ้น ก็ขาดการทำงานเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน ส่งผลให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษาไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ขาดความเชื่อมโยงกับวิชาชีพ ไม่มีอิสระในการปฏิบ้ติหน้าที่ และยังมีการออกคำสั่งแบบอำนาจนิยมกระทบต่อวิชาชีพครู ดังนั้น ควรออกเป็นกฎหมายเพื่อไปแก้กฏหมายให้สมบูรณ์และเป็นประโยชน์มากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม การเสนอกฎหมายเข้ามาใหม่สองฉบับ คือร่าง พ.ร.บ. สภาครู และบุคคลากรทางการศึกษา ฉบับที่ พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา ฉบับที่ พ.ศ. … พบว่า ร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับเสมือนดำเนินการด้วยการเร่งรีบ ยังคงมีปัญหาหลายด้าน มีเหมือนเอาคำสั่ง คสช. มาใส่ไว้ในร่างกฎหมาย ลักษณะแบบอำนาจนิยมมากเกิน และยังไปจำกัดอำนาจทางการศึกษาทั้งที่ควรจะแก้ให้ผ่อนคลาย ให้ครู และบุคคลากรทางการศึกษาได้ทำหน้าที่ตนเองได้เต็มที่ และที่สำคัญ กฎหมายนี้ให้อำนาจรัฐมนตรีมากเกินไป
"ผมสนับสนุนเต็มที่ให้ยกเลิกคำสั่งเหล่านี้ ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น แต่เสียดายว่า กฎหมายที่เสนอมาแก้ ไม่ได้ตรงจุด ทั้งที่ควรออกกฎหมายนี้มาเพื่อที่จะไปแทรกแก้กฎหมายเดิมให้มีความสมบูรณ์ สอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษามากขึ้น
"ดังนั้น ร่างกฎหมายที่เสนอมานั้น ดูแล้วทำมาอย่างรีบๆ และเมื่อดูเนื้อหา มีปัญหาว่ายังคงคล้ายๆ กับเอาคำสั่ง คสช. มาทำให้เป็นพระราชบัญญัติ ถ้าพวกผมรับหลักการไปก็ยากที่จะไปอธิบายกับครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงต้องฝากสภาผู้แทนราษฎร ได้ดูรายละเอียดอย่างรอบคอบต่อไป" สส.พรรคเพื่อไทย กล่าว
เว็บไซต์มติชนออนไลน์ รายงานต่อว่า ก่อนการลงมติ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ได้หารือต่อที่ประชุมว่า จะให้พักการประชุม 20 นาที เพื่อให้คณะกรรมการประสานงาน (วิป) หารือถึงทางออกของการลงมติในชั้นรับหลักการ หลังจากที่มีความเห็นต่างกัน และหลังจากพักการประชุมแล้ววิปได้แจ้งว่าจะแยกการลงมติออกเป็น 2 กลุ่ม
พ.ร.บ.กลุ่มที่ 1 จำนวน 8 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. … จำนวน 2 ฉบับที่เสนอโดย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กับคณะ และฉบับที่เสนอโดย ปรีดา บุญเพลิง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม กับคณะ ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 7/2558 จำนวน 3 ฉบับ ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ 11/2561 จำนวน 3 ฉบับ
ก่อนที่ประชุมสภาฯ จะมีมติผ่านไปด้วยคะแนน 298 เสียง งดออกเสียง 1 จากนั้นได้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขึ้นมาพิจารณา
พ.ร.บ.กลุ่มที่ 2 จำนวน 5 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. … 2 ฉบับ เสนอโดยนายกรวีร์ กับคณะ และนายปรีดา กับคณะ ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 16/2560 3 ฉบับ
โดยมติของที่ประชุมสภาฯ เห็นชอบ 274 เสียง และงดออกเสียง 3 และให้ใช้ กมธ.วิสามัญ ชุดเดียวกันกับร่าง พ.ร.บ.กลุ่มแรก เป็นผู้พิจารณา โดยใช้ร่างของกรวีร์ กับคณะ เป็นร่างหลัก
