Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

112WATCH สัมภาษณ์ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นหัวหน้าทีมสืบสวนคดีค้ามนุษย์ ที่ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยไปออสเตรเลียจากการปราบปรามการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่ปลายทางไปเจอระดับ "นายพล" เข้ามาเอี่ยว 

อย่างไรก็ตามในการสัมภาษณ์ของ 112WATCH พล.ต.ต.ปวีณ ได้เล่าถึงสภาพชีวิตช่วงหลังจากลี้ภัยที่อาจเรียกได้ว่าตกระกำลำบากจากการต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยกว่าจะได้สถานะพลเมืองจากออสเตรเลียก่อนได้กลับมาเป็นที่รู้จักจากการเปิดโปงเรื่องราวที่เขาต้องเจอจากการทำคดีค้ามนุษย์ และได้สะท้อนถึงปัญหาในแวดวงตำรวจที่คนใหญ่คนโตมุ่งแต่หาทางก้าวหน้าในตำแหน่งแต่กลับไม่มุ่งทำผลงานในการปราบปรามอาชญากรรม 

นอกจากเขายังได้เล่าถึงประสบการณ์ที่เคยทำคดีมาตรา 112 ร่วมกับคณะพนักงานสอบสวนและพบว่าในปัจจุบันมีการตีความกฎหมายมาตรานี้อย่างกว้างขวางเกินตัวบทไปกว่าสมัยที่เขาเคยทำซึ่งการตีความกฎหมายจะต้องยืนยันหลัก “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ” จะตีความขยายความเพื่อลงโทษหรือเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำผิดไม่ได้ มิฉะนั้นบ้านเมืองจะเกิดความวุ่นวาย

112WATCH : คุณปวีณใช้ชีวิตในออสเตรเลียมาหลายปีแล้ว อยากทราบว่าในฐานะผู้ลี้ภัย คุณปรับตัวและใช้ชีวิตที่นั่นได้อย่างไรบ้างครับ อะไรคือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุด และอะไรคือสิ่งที่คุณค้นพบว่าเป็นความสุขหรือความสงบในชีวิตใหม่นี้

ปวีณ : ผมเดินทางออกจากประเทศไทยในคืนวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 มาถึงประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2558 และเป็นครั้งแรกที่ได้เหยียบผืนแผ่นดินแห่งนี้ อยู่มานานอย่างต่อเนื่องโดยยังไม่เคยออกจากประเทศนี้เลย อีกไม่กี่วันจะครบรอบ 10 ปีแล้ว จนเขาให้เป็นพลเมืองของประเทศนี้อย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2564 ทำให้ผมต้องไปใช้สิทธิเพื่อลงคะแนนเลือกตั้งหลายระดับมา 4 ครั้งแล้ว ยังไม่เคยได้ยินเรื่องการซื้อเสียงของพรรคการเมืองในประเทศออสเตรเลียแห่งนี้เลย

ช่วงแรกผมใช้ชีวิตค่อนข้างยากลำบาก เพราะผมพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ฟังไม่รู้เรื่องอีกต่างหาก ผมมีคนคอยช่วยเหลือหลายคนทั้งที่ผมเอ่ยนามได้และไม่สามารถเอ่ยได้ มาอยู่ประเทศใหม่ ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่ผมคุ้นเคย ผมต้องสูญเสียทุกอย่างในสิ่งที่ผมเคยมี ไม่มีหน้าที่การงานที่ทำมาทั้งชีวิต ไม่มีบ้าน ห่างไกลจากญาติพี่น้องและครอบครัว รวมทั้งเพื่อนสนิทมิตรสหาย คนรู้จัก หลังจากการยื่นเอกสารเพื่อขอลี้ภัยต่อทางการของประเทศออสเตรเลียโดยหวังว่าจะอยู่ประเทศนี้ได้ตลอดไป และอยู่อย่างปลอดภัย ผมต้องรอคอยด้วยความกระวนกระวายใจนานถึง 2 ปีครึ่งจึงได้รับ Protection Visa ระหว่างที่รอ  ผมได้รับบาดเจ็บเพราะไปช่วยงานสร้างกุฏิพระ เกิดอุบัติเหตุลื่นตกจากหลังคา แขนข้างขวาที่บริเวณ tennis elbow (ข้อศอกด้านนอก) ไปกระแทก ผมปวดมาก ใช้งานหนักแทบไม่ได้ ทุกข์ทรมานเหลือเกิน เจ็บอยู่นานถึงปีเศษๆ จึงหายเป็นปกติ ด้วยเหตุผลเพื่อความปลอดภัยผมจึงอยู่คนเดียวตามลำพัง ต้องช่วยตัวเองทุกอย่าง ชีวิตจึงต้องดิ้นรนต่อสู้มาตลอด

เมื่อได้สิทธิในการอยู่ประเทศนี้อย่างถาวรชีวิตก็เปลี่ยนไป ได้รับการรักษาพยาบาลจากรัฐโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ได้เรียนฟรีทั้งเรียนภาษา และเรียนวิชาชีพ ผมเลือกเรียน Horticulture(การทำสวน) แต่ถึงกระนั้นผมต้องทำงานทุกอย่างชนิดปากกัดตีนถีบเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดในแผ่นดินใหม่ เมื่อมีใครรู้ว่าผมเป็นตำรวจเก่ามาก่อน อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่มีต้นทุนทางสังคมต่ำในสายตาของคนในประเทศไทย เวลามีเรื่องตำรวจทำเลวๆ เกิดขึ้นที่เมืองไทยจึงมีคำพูดของคนไทยที่พูดจาถากถางผมมากมาย เพราะความเกลียดตำรวจ ทั้งเย้ยหยันให้เจ็บช้ำน้ำใจ ผมมีสิ่งเดียวคือความอดกลั้น “อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก” เป็นอุดมคติตำรวจที่เคยท่องมาตลอด จึงถูกใช้เป็นบททดสอบอย่างเต็มที่ในเวลานั้น

ผมพยายามเล่าเรื่องราวของผมที่เจอมาขณะทำคดีสุดท้ายที่เมืองไทย ส่วนใหญ่ไม่มีใครรับฟังผม ไม่ให้ความสำคัญ ไม่ให้กำลังใจ หรือให้คำปลอบใจ และยังบอกให้ลืมๆ ไปเสีย แต่ละวันเวลาที่ผ่านไปมีแต่ปัญหาอุปสรรคเข้ามาให้ทดสอบมากมาย ผมเคยเครียดหนักจนเป็นลมล้มลงในขณะทำงานเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาล Maroondah Hospital การเป็นอาสาสมัครก็เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่ถึง 2 ปีรวมทั้งเกิดอาการหน้ามืดหลับใน ขณะขับรถ จนชนกับต้นไม้ข้างทาง โชคดีที่ไม่บาดเจ็บ อาการเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับผมมาก่อนเลย ยิ่งนานยิ่งผ่านงานมาหลายอย่าง ทั้งทำงานกับคนไทย และฝรั่งได้เงินค่าจ้างให้พอเป็นค่าอาหารค่าที่พัก รับจ้างทำความสะอาดบ้าน ตัดหญ้าในสนาม ทำงานฟาร์มเพาะพันธุ์พืชตามที่เรียนมา แต่พอเกิดการระบาดของโควิด ก็ตกงาน ยังดีที่รัฐบาลออสเตรเลียช่วยเหลือ จนเพื่อนชาวออสซี่แนะนำให้ไปทำงานที่โรงงานทำเบาะรถยนต์ ต้องทนเจ็บที่มือชา แล้วงานสุดท้ายคือโรงงานทำกรอบรูปทำมาหลายปีแล้ว จนผมยืนได้ด้วยขาของตัวเอง

เวลานี้ผมมีเพื่อนสนิทและจริงใจกับผมหลายคน คอยช่วยเหลือแนะนำ ให้กำลังใจ นอกเหนือไปจากญาติพี่น้องของผม ทั้งคุณกิต หรือคุณกิตติศักดิ์ สฤษดิ์สุข, Amos Roberts, David Boyle, Noel Donohue และที่ผมไม่อาจจะลืมได้เลย คือ คุณAlan Merison กับคุณอ้อย หรือ ดร.ชุติมา สีดาเสถียร ทุกคนช่วยประคับประคองผมในขณะที่ผมยังยืนได้ไม่ค่อยมั่นคง ดูแลช่วยเหลือผมตั้งแต่เดินทางออกจากประเทศไทย ผมเสียใจที่สุด ที่คุณ Alan มาด่วนจากไปเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา

ผมคาดหวังไว้ว่า ประยุทธ์ (จันทร์โอชา) คงอยู่ไม่นาน ออกจากประเทศไทยไม่กี่ปีผมคงจะได้กลับบ้าน แต่เพราะหน้าด้านเกินกว่าที่ผมคิด ผมจึงอยู่ออสเตรเลียมาจนทุกวันนี้ และสิ่งที่ผมเก็บเอาไว้ในใจมาตลอด อยากเล่าเรื่องราวของผมให้สังคมและคนทั่วโลกได้รับรู้ ก็เป็นความจริง เมื่อคุณพรรณิกา วานิช หรือคุณช่อ ติดต่อผมและได้พูดคุยกับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นำเรื่องการค้ามนุษย์โรฮิงญา ไปอภิปรายในสภาเป็นครั้งแรกตรงกับคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 โดยคุณปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ แค่นี้ก็ปลุกผมให้ตื่นและรู้สึกตื่นเต้นมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที

ต่อจากนั้น  Amos กับ David ติดต่อผมว่า สำนักข่าว Al Jazeera สนใจเรื่องราวของผมต้องการนำไปทำเป็นสารคดี การถ่ายทำใช้เวลาถึง 8 เดือน จนผมสนิทสนมคุ้นเคยทั้ง 2 คนนับถือเป็นเพื่อนกัน ระหว่างถ่ายทำได้บันทึกภาพการพูดคุยของผมกับคุณช่อ อีกครั้ง คราวนี้จริงจังกว่าครั้งก่อนมาก เพราะผมมีสถานะเป็นพลเมืองของออสเตรเลียแล้ว มีที่ยืนอย่างมั่นคงจึงยิ่งอยากเปิดเผยเรื่องราวมากขึ้นไปอีก ประกอบกับเวลานั้นนักศึกษาทั่วประเทศได้ชุมนุมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างของประเทศ จึงยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับผม

ผมได้ถ่ายทอดความจริงที่เกิดขึ้นกับผมให้คุณรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล หลายครั้งหลายหน ความจริงทั้งหมดส่งกลับไปเมืองไทยผ่านคุณรังสิมันต์ โรม ด้วยการอภิปรายในสภาเรื่องการค้ามนุษย์เป็นครั้งที่ 2 ตรงกับคืนวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 จนคนไทยได้ยินพร้อมๆ กันไปทั่ว ทุกคนจึงทราบว่า ผมถูกกลั่นแกล้งรังแกอย่างไร ทำไมจึงต้องลี้ภัย วันถัดมาผมยังได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณช่อ คุณรังสิมันต์ โรม ผ่านจอทีวี ผมยืนยันว่าทั้งหมดคือความจริง จนคนไทยรู้จักผมมากขึ้น ห่างไป 2 เดือน สารคดีของ Al Jazeera ทางช่อง 101 East Documentary ก็เผยแพร่ไปทั่วโลก ในชื่อเรื่อง Thailand’s Fearless Cop จนทำให้คนไทยรู้จักผมในการใช้ชีวิตที่ออสเตรเลียเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อผมออกไปที่ไหนก็มีคนไทยเข้ามาทักทายมากอดผม และขอถ่ายรูปด้วย ผมไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับประสบการณ์ที่น่าชื่นใจเช่นนี้

จนกระทั่งอาจารย์ 2 ท่านจาก Sydney คือ ดร.ชวลิน เศวตนันท์ หรือ อาจารย์โด่ง แห่ง มหาวิทยาลัย Macquarie และ ดร.เอม สินเพ็ง จากมหาวิทยาลัย Sydney ติดต่อผมให้ไปพูดที่มหาวิทยาลัย Macquarie พร้อมกับนำเสนอสารคดี ผมได้รับการต้อนรับจากคนไทยใน Sydney นับร้อยคน และมีชาวโรฮิงญา มาร่วมฟังและรับชมด้วย บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น พร้อมกับได้รับดอกไม้ช่อใหญ่ ผมซาบซึ้งตรึงใจและ อิ่มเอิบใจจนลืมความเหน็ดเหนื่อยของชีวิต และผมยังได้รับเกียรติให้เขียนเรื่องราวของผม ลงในมติชนสุดสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ในคอลัมน์ชื่อ “33 ปีชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์” ผมเขียนมาจนถึงปัจจุบันนี้ได้ 140 ตอนจะครบ 3 ปีแล้ว และจะยิ่งเข้มข้นดุเดือดเมื่อไปถึงบทสุดท้ายของชีวิตสีกากีที่มีแต่การต่อสู้เพื่อความถูกต้อง

ผมยังได้พบกับอาจารย์ ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ตัวจริงเสียงจริง หลายครั้งหลายโอกาส ได้โอบกอด ทั้งช่วยเหลือ ถ่ายทอดความรู้สึกที่จริงใจต่อกัน

ผมเดินทางไปบริสเบนและพบปะคนไทย ที่ Queensland University of Technology (QUT)ได้รับไมตรีจิตจากคนไทยเป็นคุณค่าให้ผมจดจำ รวมทั้งคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บุคคลที่ผมประทับใจมากยังมาเยี่ยมให้กำลังใจถึงเมลเบิร์นผมจะไม่มีวันลืม และคนไทยหลายคนที่เป็นเพื่อนร่วมชาติเป็นกัลยาณมิตรเดินทางจากเมืองไทยมาให้กำลังใจพร้อมถ้อยคำที่เพิ่มพลังใจหลายครั้งหลายครา นอกจากนั้นผมยังได้รับเกียรติร่วมรายการอีกหลายสื่อในเมืองไทย

แต่มีสิ่งที่ทำให้ผมไม่ลืมตัวตนในอดีต เมื่อมีเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนนายร้อยตำรวจ แล้วยังมีรุ่นพี่ และรุ่นน้อง ทยอยมาเยี่ยมผม คำสนทนาพรั่งพรูออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ บางครั้งผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ยามเมื่อมาอยู่ห่างไกลจากเพื่อนตำรวจ แค่ได้พบได้สวมกอด จึงยิ่งตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตให้แก่ผม จนรู้สึกว่า ทุกคนยังไม่มีใครลืมผม

เรื่องราวของผมได้เปิดเผยและเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ตั้งใจไว้จริงๆ  คนไทยที่ได้รับรู้ ยืนอยู่ข้างผมเกือบจะ 100% ผมได้รับการสนับสนุนมากมาย มีทั้งคำพูดที่งดงามกินใจ  ส่งกำลังใจให้ผมหลั่งไหลมาจากคนไทยและคนทั่วโลก ทำให้ผมมีความสุข สร้างความปลื้มปีติและภาคภูมิใจกับสิ่งที่ผมได้ทำไว้เมื่อครั้งที่ยังอยู่เมืองไทยที่ยึดถือความถูกต้อง เป็นดั่งดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์และสีสัน มีกลิ่นที่หอมสุดสดชื่นฟุ้งขจรขจายไปไกลทั่วทุกทิศทาง เป็นเรื่องจริงไม่ใช่นึกฝันไป ผมมีความรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ และนี่จึงเป็นการเติมพลังให้กับผมที่ได้ยืนหยัดต่อสู้มาอย่างยาวนานจนคิดไปว่าความหวังความฝันคงจะสูญสลายหายไปหมดแล้ว และยังช่วยทำให้ผมสามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตในประเทศออสเตรเลียได้เหมือนบ้านหลังใหม่ ผมขอกราบขอบคุณทุกๆ คนที่ยืนอยู่ข้างผม คอยจับมือบีบหัวไหล่และโอบกอดผมอย่างอบอุ่น ผมยืนยันไม่เคยมีคำมุสา หรือคำโกหกในเรื่องราวของผมทั้งสิ้น

ผมไม่สามารถจะบอกได้ว่าอะไรคือเรื่องที่ท้าทายและยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะทุกเรื่องเกี่ยวโยงเป็นเนื้อเดียวกัน หากมีสิ่งนั้นสิ่งนี้จึงเกิดและทำนองเดียวกันถ้าไม่มีสิ่งนี้สิ่งนั้นจะเกิดได้อย่างไร จึงเป็นหลักอทัปปัจจยตา ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย การได้เขียนจึงเป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต ที่มีผลมาถึงในปัจจุบัน หากจะนับเป็นความสุข การได้เปิดเผยเรื่องราวที่ทำเพื่อประโยชน์ต่อคนจำนวนมาก พูดได้อย่างที่ตั้งใจไม่มีใครมาสั่งให้หุบปากไม่ให้พูด แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ เป็นดั่งนกที่สามารถโบยบินไปจนสุดขอบฟ้าในโลกกว้างได้ดังที่ใจปรารถนา ไม่มีอะไรมาขวางกั้น หากผมยังอยู่ที่ประเทศไทย ผมคงจะบอกเล่าอะไรไม่ได้ ความจริงคงจะตายไปพร้อมๆ กับผม

เมื่อเรื่องราวได้เป็นที่รับรู้ของผู้คนแล้ว สิ่งที่ได้มาอีก คือ ความสมหวัง และความสุขจึงตามมา อันเกิดจากความจริงแท้ที่ไม่มีใครสามารถบิดเบือนได้อีก และจะเป็นนิจนิรันดร์ไป ด้วยวิธีการเช่นนี้แหละจึงเป็นวิถีแห่งความสงบสุขของชีวิตใหม่จริงๆ เพื่อรอคอยความยุติธรรมที่จะได้รับในวันข้างหน้าที่จะมาถึงอีกไม่นาน

จากมุมมองของคุณปวีณที่เคยทำงานในระบบราชการมาก่อนและตอนนี้มองจากต่างประเทศ คุณมีความเห็นอย่างไรต่อสถานการณ์ทางการเมืองและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในไทยตอนนี้ครับ คิดว่ารากฐานของปัญหาคืออะไร และจะนำไปสู่จุดจบแบบไหน

ผมสนใจการบ้านการเมืองของประเทศไทยมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก เมื่อเป็นตำรวจอยู่ในระบบราชการ ได้รับรู้เรื่องการซื้อเสียงขายเสียงทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งทั่วไป มีข่าวการจับคนที่ทุจริตซื้อเสียงได้พร้อมหลักฐานเงินสด 10 กว่าล้านบาท เป็นธนบัตร 100 บาทและ 20 บาท เย็บติดกับใบแนะนำตัวของผู้สมัคร สส. แม้ศาลจะตัดสินอย่างไร แต่ประชาชนก็รู้อยู่เต็มอกว่า ความจริงคืออะไร จนมีฉายา “ยี้ห้อย ร้อยยี่สิบ”

พรรคการเมืองที่ลงทุนทุจริตซื้อเสียงได้เข้าไปจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ก็จะถอนทุนเอาเงินคืนจากภาษีของประชาชนทุกรูปแบบ ทุกโครงการ แทบจะไม่เหลือไปถึงประชาชน

ผมเป็นตำรวจ แรกเริ่มการทำงานขาดแคลนทุกอย่าง รถยนต์หลวงที่ใช้ทำงานก็เก่ามากเพราะไม่มีงบประมาณซื้อใหม่ ต้องหาเงินซ่อมเอง น้ำมันหลวงมีไม่พอใช้จนถึงสิ้นเดือน ต้องควักเงินส่วนตัวเติมน้ำมันเพื่อใช้ทำงาน เครื่องปรับอากาศที่ใช้ทำงานบนโรงพักต้องผลัดกันเปิด เพราะงบประมาณค่าไฟฟ้าไม่พอต้องประหยัด กระดาษพิมพ์สำนวนต้องซื้อเอง เพราะกรมตำรวจได้รับงบประมาณจำกัด การทำงานก็จะมีสภาพอัตคัดขาดแคลนดักดานเป็นแบบนี้มาตลอด พวกพรรคการเมืองต่างๆ ก็พร่ำตะโกนให้ได้ยินว่า ไม่มีการซื้อเสียง สวนทางกับสิ่งที่ผมรับรู้มา คนเป็นรัฐมนตรีก็รวยๆ กันทั้งนั้น พัฒนาการการทุจริตเจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว มีการคิดหักเปอร์เซ็นต์ของโครงการทุกโครงการ แต่ละโครงการลงทุนมากมายเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท จนถึงหลายแสนล้านบาทแถลงข่าวใหญ่โต เงินงบประมาณไหลเข้ากระเป๋าทั้งรัฐมนตรี ส.ส. ข้าราชการ แบ่งสรรกันไปเป็นที่เรียบร้อย สุดท้ายโครงการถูกทิ้งสร้างไม่สำเร็จ ทิ้งแท่งคอนกรีตจำนวนมากเป็นอนุสรณ์ประจานการทุจริต บางโครงการโกงกันจนตึกถล่มทับคนตาย โรงพักร้างมีแต่เสาโด่เด่ทั่วประเทศ โครงการโกงเกิดขึ้นมากมายเหมือนดอกเห็ด โกงทุกอย่างแม้แต่ตำแหน่งข้าราชการก็มีการซื้อขายกัน

การทุจริตเหมือนได้ปุ๋ยดีงอกงามไปทั่วทุกหย่อมหญ้า จากนั้นทหารก็เข้ามายึดอำนาจขึ้นปกครองบริหารประเทศเอง ประกาศจะปราบการทุจริต แต่ของจริง ทหารฟาดเรียบละเอียดยิบ ตั้งแต่โครงการหลายแสนล้านบาท เอาแม้กระทั่ง เงินหวย บ่อน ซ่อง จนกระเป๋าตุง ที่จำได้แม่น ซื้อบอลลูนแต่ลอยไม่ได้ ซื้อเครื่องตรวจระเบิดและยาเสพติดจีที 200 เป็นกระป๋องก๊องแก๊ง ห้ามการตรวจสอบเด็ดขาด อิ่มแล้วจึงปล่อยให้มีการเลือกตั้งซื้อเสียงกันอีก นั่นคือชีวิตราชการของผมที่วนเวียนพบเจอ วนลูปอยู่อย่างนั้น จึงไม่แปลกใจที่การทุจริตจะอยู่คู่กับสังคมไทย

ก่อนนั้นผมเคยตั้งความหวัง เมื่อไหร่ประเทศไทยจะมีพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ไม่ซื้อเสียงในการเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่เคยพบเจอสักที คดีค้ามนุษย์โรฮิงญาคือคดีสุดท้ายผมตั้งใจทำอย่างสุดความสามารถแต่เจอตอใหญ่ที่ต้านไม่ไหวแล้วไม่มีใครช่วย จนต้องระเห็จหนีออกนอกประเทศ เพื่อรักษาชีวิตให้รอด

ณ เวลานี้ ปี พ.ศ.2568 สถานการณ์การเมืองในประเทศวุ่นวายมาก ก็เพราะพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่มีเจ้าของพรรค เป็นบ้านใหญ่ ได้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล แล้วบริหารประเทศ พรรคการเมืองเหล่านี้จะมองข้ามประชาชน อะไรที่เคยรับปากไว้ก็ทรยศตระบัดสัตย์ เพราะถือว่าได้จ่ายเงินให้ตั้งแต่ตอนซื้อเสียงในการเลือกตั้งเข้ามาแล้ว เมื่อประชาชนเลือกที่จะรับเงินจากการขายเสียง จึงต้องรับชะตากรรมจากคำลวงที่รับปากไว้แต่เป็นเทคนิคของการหาเสียง ความเห็นแก่ตัวของแต่ละพรรค ไม่เคยตรงไปตรงมากับประชาชน ไม่มีความจริงใจ เป็นพรรคการเมืองที่มีแต่ร้อยเล่ห์เพทุบาย ประเภทมะกอกสามตะกร้า ปาไม่ถูก พูดจาตลบตะแลงเลี่ยงหลบไปมา จนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ต่อหน้าอ้างทำเพื่อประชาชน ลับหลังล้วนมีแต่การทุจริตเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเพียงเท่านั้น 

ผมทราบว่าพรรคเหล่านี้ใช้เงินซื้อเสียงบางพรรคลงทุนไปกว่า 8 พันล้านบาท บางพรรคถึง 6 พันล้านบาทแทบจะทุกพรรคทุจริตซื้อเสียงกันทั้งนั้น ตัวเลขเหล่านี้ผมได้รับการยืนยันจากคนการเมืองที่อยู่วงในจริงๆ ประเทศไทยจึงมีผู้นำที่ไร้วุฒิภาวะ ไร้ความสามารถ ไร้เกียรติภูมิ ในระหว่างบริหารก็หาทางถอนทุนคืน ทำทุกวิถีทาง เมื่อแต่ละพรรคคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์จึงกอบโกยทุกอย่าง ในที่สุดก็ขัดแย้งกัน จนอยู่ร่วมกันไม่ได้ เมื่อแตกกันจึงต้องมีการแฉ แผลที่กลบเอาไว้ไม่รักษาปล่อยทิ้งไว้นานจึงเป็นแผลเน่าๆ ส่งกลิ่นเหม็นออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ ทั้งๆ ที่พรรคประเภทนี้มีแต่แผลเน่าๆ พุพองเต็มตัวไปหมด ก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ได้ประโยชน์หลับหูหลับตาทั้งแบกทั้งอุ้มทั้งเชียร์คอยปกป้อง แล้วเลือกกันเข้ามาอีก เป็นความทุเรศซ้ำซากของระบบพรรคการเมืองไทย เป็นเหมือนประเทศถูกคำสาป หากประชาชนเหล่านี้มีดวงตาที่ใสเห็นธาตุแท้ตามความเป็นจริงเลิกสนับสนุนพรรคการเมืองเน่าๆที่ทุจริตซื้อเสียงเสียที แล้วเลือกพรรคการเมืองพรรคที่มีอุดมการณ์ที่มั่นคงไม่ซื้อเสียงจากประชาชนเมื่อมีการเลือกตั้ง และหากชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาลจะได้ไม่ต้องมาถอนทุนคืน ประเทศไทยอาจจะพ้นคำสาปให้พ้นจากประเทศกำลังพัฒนาเสียที

แล้วคำตอบของคำถามที่ว่ารากฐานของปัญหาคืออะไร ผมขอสรุปแบบดื้อๆ ว่าพรรคเน่าๆ ที่ทุจริตซื้อเสียงในการเลือกตั้งมีแผลเหวอะหวะเต็มตัว อยู่มาได้อย่างไร แล้วยังได้ขึ้นบริหารประเทศอีก ทำไมไม่ถูกยุบ ไม่ถูกดำเนินคดีสักที เพราะความเป็น Deep State มีอำนาจลึกลับ แต่เวลานี้คนส่วนใหญ่รู้จักกันแล้ว ว่าคือช้างตัวเบ้อเร่อเท่อ ยืนจังก้าอยู่ข้างหลังคอยปกป้องคุ้มครองอยู่ไง แถมพรรคเน่าๆ ทั้งโหนยังอยู่เป็นและเลี้ยงช้างอย่างดี

จุดจบควรจะเป็นแบบไหน ขึ้นอยู่กับประชาชนคนไทยเวลาเลือกตั้งจะเลือกพรรคเน่าๆ ที่ทุจริตซื้อเสียงหรือไม่ ถ้ายังเลือกก็จะยังมีช้างตัวเดิมยืนจังก้าอยู่อีก

แต่ถ้าทุกคนรู้จักพรรคเน่าๆ ดีแล้ว พิจารณาไตร่ตรองแล้ว เข็ดแล้ว กลัวแล้ว ไม่เอาแล้ว การเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่มีหนทางที่พรรคเน่าๆ จะได้หวนกลับมาอีก ช้างตัวนั้นก็จะเดินหายไป เพราะไม่มีคนให้อาหารช้างไม่มีพรรคเน่าๆ ให้บงการชี้นิ้วสั่งได้

เมื่อผมมาอยู่ต่างประเทศห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรและนานหลายปีมองกลับเข้าไปในประเทศไทย มองเห็นชัดเจนมากกว่าสมัยที่ผมยังเป็นตำรวจอยู่เมืองไทยเสียอีก

ประเด็นเรื่องมาตรา 112 เป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีการถกเถียงอย่างมากในสังคมไทยตอนนี้ คุณปวีณมองวิกฤตการณ์นี้อย่างไรในฐานะคนที่ต้องลี้ภัยเพราะยืนหยัดในความถูกต้อง และคิดว่าการแก้ไขหรือการปฏิรูปกฎหมายนี้ควรจะเดินไปในทิศทางไหน

ต้องพิจารณาสารตั้งต้นที่ก่อให้เกิดปัญหาและนำไปใช้ปฏิบัติกันในขณะนี้ คือ ตัวบทกฎหมายของคำถามข้อนี้ คือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” กฎหมายบัญญัติไว้เพียง 3 บรรทัดเท่านั้น

เมื่อผมทำงานเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายอาญามาอย่างยาวนาน การตีความตามตัวบทกฎหมายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งมีทั้งตีความอย่างกว้างหรืออย่างแคบแต่จะตีความตามใจตัวเองไม่ได้ อาจารย์กฎหมายที่นักเรียนกฎหมายให้ความเคารพเขียนบรรยายไว้ในตำรากฎหมายอย่างชัดเจน ทั้งยังนำมาใช้สอนใช้เรียนในสถาบันที่มีการสอนวิชากฎหมายของประเทศไทย สรุปได้ดังนี้

หลักกฎหมายอาญา เป็นกฎหมายที่มีไว้เพื่อคุ้มครองบุคคลและรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง มีจุดมุ่งหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด กฎหมายอาญาจึงมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคล การตีความกฎหมายอาญาจึงต้องตีความโดยเคร่งครัดตามตัวอักษร และมีหลักให้ยึดไว้ว่า “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ” จะตีความขยายความเพื่อลงโทษหรือเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำผิดไม่ได้ มิฉะนั้นบ้านเมืองจะเกิดความวุ่นวาย

เมื่อผมเป็นพนักงานสอบสวน จึงต้องยึดหลักการตีความอย่างเคร่งครัด ผมเคยร่วมสอบสวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อมีการแจ้งความร้องทุกข์ความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 112 คณะพนักงานสอบสวนก็ถือหลักการตีความอย่างเคร่งครัด

หากไม่เข้าหรือไม่ครบองค์ประกอบความผิด จะไม่มีการดำเนินคดีโดยเด็ดขาด หรือหากจะมีใครกล่าวถึงบุคคลที่นอกเหนือไปจากที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นี้ จะไม่มีการพิจารณาดำเนินคดีเช่นกัน เวลานั้นคดีประเภทนี้มีน้อยมาก ผมถือปฏิบัติเช่นนี้ จนกระทั่งผมหมดภาระหน้าที่

ในเวลาต่อมาเมื่อผมไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว เกิดปรากฏการณ์ที่พิสดาร มีการตีความที่ผิดเพี้ยนไปจากตำรากฎหมายที่มีคำบรรยายของบรรดาอาจารย์นักกฎหมายชั้นยอดของเมืองไทย ที่ทุกคนให้ความเคารพ เป็นการฉีกตำราที่สอนกันมาทิ้งไปทั้งหมด

ผมจึงไม่ทราบต้นเหตุหรือสาเหตุมาจากอะไรและไม่เข้าใจว่า ทำไม ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ในปัจจุบัน จึงตีความกฎหมายมาตรานี้ ให้ผิดไปจากในอดีตและเพี้ยนไปจนจำหลักการเดิมไม่ได้ได้อย่างไร จนบ้านเมืองเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายมาถึงทุกวันนี้ พร้อมๆ กับยังเอาผิดผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา 112 แทบจะทุกกรณี จึงยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความผิดปกติ แม้แค่เอ่ยด้วยถ้อยคำไม่กี่คำ ก็อาจจะหมดอิสรภาพได้ทันที จึงสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว

วิธีการปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกดำเนินคดีตาม มาตรา นี้ ก็ผิดแปลกแตกต่างจากคดีความอาญาทั่วไป ตั้งแต่ห้ามไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว หรือไม่ได้รับการประกันตัว การพิจารณาคดีที่ผิดปกติในชั้นศาล ผู้พิพากษาไม่อนุญาตให้มีการเรียกพยานเอกสารตามที่ฝ่ายจำเลยร้องขอต่อศาล ทั้งๆ ที่เป็นสาระสำคัญของการพิสูจน์ความจริง การพิพากษาลงโทษหลายคดี หนักมาก จนไม่สมเหตุสมผล

ยังมีกรณีที่แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับอาจารย์ชาวอเมริกันซึ่งสอนหนังสืออยู่ในประเทศไทย โดยไม่มีพฤติกรรมที่เป็นความผิดตามกฎหมายอาญามาตรานี้เลย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอให้มีแก้ไขกฎหมาย มาตรานี้ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรง ก็มีขบวนการร้องเอาผิด จึงเหมือนมีใครสั่งการ บ่งการ อยู่เบื้องหลัง และจะต้องมีอำนาจ จึงทำให้เกิดขบวนการเหล่านี้ขึ้นมาได้ วันนี้อาจจะยังไม่รู้ แต่อีกไม่นานความจริงต้องถูกเปิดเผย

ประเทศไทยอยู่ในประชาคมโลกมีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเทคโนโลยี จึงต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศทั่วโลก อยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ เมื่อการบังคับใช้กฎหมายทั้งกระบวนการยุติธรรมที่ผิดปกติ จึงขาดความน่าเชื่อถือและขาดความไว้วางใจที่มีต่อประเทศไทย เกียรติยศและเกียรติภูมิของประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร เมื่อนานาประเทศตั้งข้อรังเกียจ จนรัฐมนตรีของสหรัฐอเมริกา ร่อนหนังสือประท้วงไม่เห็นด้วยที่จับกุมอาจารย์ชาวอเมริกัน ผลที่สุดอัยการต้องสั่งไม่ฟ้อง

ดังนั้นการปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยที่ผ่านมาจึงถือว่าเลวร้ายและเสียหายต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง เกียรติภูมิของชาติที่ควรจะยกให้สูงส่ง กลับถูกกระชากลงมาให้ต่ำ ในสายตาของประชาคมโลก มีแต่ดูหมิ่นดูแคลนประเทศไทย จนไร้ความสง่างาม

หากไม่ทบทวนบทบาทการปฏิบัติหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดเสียใหม่ ตั้งแต่การแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดี การรับคำร้องทุกข์ของพนักงานสอบสวน การสั่งคดีของอัยการ และการพิจารณาคดีในศาล ประเทศไทยจะยิ่งตกต่ำในความเป็นศิวิไลซ์ ทั่วโลกจะกล่าวหาเป็นประเทศป่าเถื่อน ใช้กฎหมายมาตรานี้เป็นเครื่องมือทำลายกัน หรือกำจัดฝ่ายตรงข้าม

ผมทำหน้าที่ถวายความปลอดภัยพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่ยศ ร.ต.ต. จนถึงยศ พล.ต.ต.กว่าร้อยครั้ง ยาวนานถึง 33 ปีและยังได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เป็นนายตำรวจราชสำนักเวรหลายปี ทำหน้าที่เข้าเวรถวายความปลอดภัยในวังต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ หรือเมื่อมีการแปรพระราชฐานไปต่างจังหวัด โดยไม่มีข้อผิดพลาดเสียหายแม้แต่ครั้งเดียว จึงมีความจงรักภักดีต่อสถาบันเสมอ มีความปรารถนาให้สถาบันดำรงคงอยู่อย่างสง่างามในทุกโอกาส โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในท่ามกลางพลเมืองของโลก

ควรอย่างยิ่งที่จะให้สังคมในประเทศไทยสามารถพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์มาตรา 112 ได้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ด้วยวิจารณญาณของคนไทยที่ได้ศึกษาด้วยสติปัญญาอย่างละเอียดลึกซึ้งจะสามารถหาข้อสรุปที่ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องเสียเวลากับความขัดแย้งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดทั้งสิ้น การโต้เถียงด้วยเหตุด้วยผลอย่างเป็นผู้มีภูมิปัญญาจะเป็นทิศทางที่ดีที่สุด ผมไม่เคยมีความคิดว่า การพูดวิจารณ์คือการล้มล้าง การไม่รับฟังต่างหากจึงจะทำให้เกิดความผุกร่อนคลอนแคลนอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งปกปิดยิ่งห้ามพูดในที่สาธารณะเสียงซุบซิบกลับยิ่งดังเซ็งแซ่จนได้ยินไกลไปทั่วโลก ผมเกิดมาเป็นคนไทย จึงเสียใจหากประเทศไทยจะถูกทั่วโลกมองประเทศไทยอย่างเหยียดหยาม ผมไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น อย่าให้การกระทำของกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบัน ได้ทำลายคุณค่าของประเทศไทยในด้านความยุติธรรมจนย่อยยับ

ในฐานะอดีตนายตำรวจที่ต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กร คุณมองการปฏิรูปตำรวจในไทยอย่างไรครับ อะไรคือปัญหาเรื้อรังที่ใหญ่ที่สุด และคุณมีข้อเสนอแนะในการปฏิรูปที่แท้จริงอย่างไรบ้าง เพื่อให้ตำรวจกลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ผมผ่านยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงตำรวจหลายครั้ง ทั้งเปลี่ยนจาก กรมตำรวจ สังกัดกระทรวงมหาดไทย มาเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ในการกำกับควบคุมของนายกรัฐมนตรี และยังมีการผ่าโครงสร้างของตำรวจ เพิ่มกองบัญชาการ ขยายอัตรานายตำรวจชั้นนายพลมาตลอด จึงมี พล.ต.ต., พล.ต.ท. และ พล.ต.อ. ล้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การแต่งตั้งโยกย้ายแต่เดิม มีการกระจายอำนาจให้แต่ละกองบัญชาการ หรือตำรวจภูธรภาค สามารถออกคำสั่งแต่งตั้งด้วยตนเองได้ แต่การซื้อขายตำแหน่งเฟื่องฟู จนมาถึงยุค ผบ.ตร.ที่ไม่ควรจะได้เป็น(เติบโตมากับข้อยกเว้น) มองเห็นช่องโอกาสช่วยเหลือพรรคพวกและผู้มีอำนาจและยังสะดวกในการซื้อขายตำแหน่ง จึงรวบอำนาจมาไว้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการแต่งตั้งเองทั้งหมด ปกติกฎต้องมีข้อยกเว้น แต่กลับใช้ข้อยกเว้นเป็นกฎ

จนมีผลทำให้นายตำรวจบางคนเลื่อนยศจาก พ.ต.ท. เป็น พล.ต.อ. โดยใช้เวลาเพียง 6 ปี ต่อมาจึงขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของตำรวจทั้งประเทศ เพราะวันๆ ตำรวจชั้นนายพล ใช้เวลาให้หมดไปกับการประชุมที่มีสาระบ้างแต่ส่วนใหญ่จะไร้สาระ สารพัดการประชุม(ประโยชน์มีน้อย แต่ก็ขยันประชุม) ที่สำคัญมีทั้งการประชุมขยายอัตรา ขยายหน่วยงาน และประชุมแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง แต่เบื้องหลัง มีการซื้อขายตำแหน่งกันจนเป็นข่าวดังประจำปีทุกๆ ปี ควรจะเปลี่ยนเป็นการประชุมเพื่อจับกุมโจรผู้ร้ายที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนแทนการประชุมแต่งตั้งที่ประชุมอย่างเอาเป็นเอาตายนานเป็นวันและหลายวัน

เกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อผมพ้นจากการเป็นตำรวจแล้ว มีหลายกองบัญชาการเกิดขึ้นใหม่เอ่ยชื่อมาผมไม่รู้จัก และไม่รู้ว่ามีภารกิจอะไร งานหลักที่ต้องทำกลับลืม ถึงจะเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ตำรวจไม่ดีขึ้น กลับมีภาพลักษณ์ที่ตกต่ำมากกว่าเดิม มีแต่ข่าวที่สร้างความเสียหาย ใช้เงินซื้อขายตำแหน่งยิ่งมีราคาแพงมากขึ้นเป็นหลายล้านบาทหนาหูมาก(มากจนต้องชั่งกิโล) แต่ไม่เคยแก้ไขได้ แม้จะมีนายพลเพิ่มมากขึ้นแต่โจรผู้ร้ายก็ยังคงชุกชุม เกมพนันออนไลน์แทรกซึมไปทั่วทุกวงการ ยาเสพติดระบาดทุกหัวระแหง นายตำรวจยังพัวพันการคอร์รัปชัน ยังมีข่าวเจาะลึกที่ตำรวจชั้น พล.ต.อ.กับลูกน้อง มีเอี่ยวกับการพนันออนไลน์ ไม่เว้นแม้แต่เกี่ยวข้องค้ายาเสพติด เกี่ยวโยงไปถึงการฟอกเงิน การตรวจสอบไม่เคยตรงไปตรงมา ลูบหน้าปะจมูก เมื่อพ้นจากราชการ หลายคนมีเงินเหลือหลายร้อยล้านบาท ภาพของตำรวจติดลบต่ำเตี้ยเรี่ยดินทุกปี สังคมเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจดังมากขึ้น มีการตั้งคณะกรรมการต่างๆ หลายคณะหลายยุคหลายสมัยขึ้นมาศึกษาแล้วศึกษาอีก หาวิธีที่จะทำให้ตำรวจดีเป็นที่พึ่งของประชาชน จนเอกสารที่ศึกษา ใส่รถบรรทุกสิบล้อจนเต็มคันรถได้หลายคัน แต่ตำรวจก็ยังจมดิ่ง

ชีวิตความเป็นอยู่ของตำรวจระดับบนชั้นนายพล กับตำรวจชั้นประทวนเหมือนอยู่กันคนละโลก นายพลตำรวจคือผู้ที่สั่งการ และสั่งต่อลงไปเป็นทอดๆ จนถึงระดับสถานีตำรวจ หรือโรงพัก ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานคอยตามจับโจรผู้ร้าย ตำรวจเกือบ 2 แสนคน เกินกว่าครึ่ง เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ อยู่กับเอกสาร ทำงานหนังสือ ที่เหลือเป็นตำรวจที่ทำหน้าที่คุ้มครองดูแลรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนจริงๆไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ นายตำรวจชั้นนายพล พวกนี้วันๆ จะไม่ทำอะไรมาก บางคนรอเกษียณ ถ้ายังไม่เกษียณจะนั่งรออาวุโส รอจนได้เลื่อนตำแหน่งเลื่อนยศสูงขึ้น และถ้าใจกล้าวิ่งเต้นดีๆ ยอมจ่ายหนักๆ จะได้ตำแหน่งที่มีผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยมีส่วยมาก

เป็นวงจรชีวิตของตำรวจชั้นนายพลทั่วๆ ไป และส่วนใหญ่จะไม่ลงไปไล่ติดตามจับโจรผู้ร้ายที่มีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง แต่จะปล่อยให้ตำรวจระดับล่างๆ ไปจับโจรแทน หากเกิดไปจับโจรที่เป็นผู้มีอิทธิพล กลายเป็นไปเจอตอใหญ่ ที่เป็นพรรคพวกของเหล่านายพลหรือของผู้มีอำนาจ จะถูกเบรกหัวทิ่มทันที ต้องหยุดไปต่อไม่ได้ เป็นสาเหตุที่ประชาชนพึ่งพาตำรวจไม่ได้

ปัญหาเรื้อรังที่ใหญ่ที่สุด คือ ตำรวจไม่ยอมจับโจรผู้ร้าย ซึ่งเป็นหน้าที่และเป็นอาชีพของตัวเอง หรือภาษาทางราชการเรียกว่า  การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเฉียบขาด เที่ยงตรง เที่ยงธรรม เกิดขึ้นไม่ได้ โดยเฉพาะพวกนายตำรวจชั้นนายพล ที่ไปกองรวมกันอยู่ในกองบัญชาการต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดทั่วประเทศ มีหน้าที่เพียงเซ็นหนังสือ สั่งงาน หรือเข้าประชุม จึงมีเวลาว่างมาก แล้วเอาเวลาที่ว่างนี้ไปตามหรือนั่งเฝ้าผู้มีอำนาจ หรือหลบไปตีกอล์ฟได้สบายๆ

มีนายพลจำนวนน้อย ที่ลงไปกำกับติดตามจับกุมโจรผู้ร้ายด้วยตัวเอง ถ้าบริหารจัดการดีๆ ตัดงานที่ไม่เกี่ยวข้อง งานหนังสืองานธุรการจะลดลงไปได้อีกมาก และจะต้องทำให้ตำรวจยศใหญ่ๆ ชั้น พล.ต.อ., พล.ต.ท., พล.ต.ต. ทั้งหลาย มีความกล้าหาญ ใช้กฎหมายที่ตนเองถืออยู่อย่างตรงไปตรงมา มีประสิทธิภาพ จับกุมผู้ที่กระทำผิดกฎหมายอาญาโดยไม่ต้องเกรงกลัวผู้กระทำผิด แม้ผู้ร้ายคนนั้นจะใส่สูทมีตำแหน่งสูงส่ง นายตำรวจยศ พล.ต.อ., พล.ต.ท., พล.ต.ต. ที่มีดาวประดับเต็มสองบ่าห้อมล้อมด้วยมงกุฎช่อชัยพฤกษ์​ เป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศและเกียรติศักดิ์

เมื่อตนเองสวมเครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จักต้องทำประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง สละได้แม้แต่เลือดและชีวิต ทุกครั้งที่สวมเครื่องแบบจึงต้องพึงระลึกไว้เสมอ จะต้องไม่หวั่นไหวครั่นคร้ามกับโจรชั่วเหล่านี้ แม้นจะเป็นพวกเดียวกัน หากกระทำผิดก็จะต้องไม่ละเว้นเมื่อนายตำรวจชั้นนายพล มีความกล้าหาญตั้งแต่ พล.ต.อ. แค่หัวขบวนกระดิก ที่เหลือลงมา จนถึงตำรวจระดับล่างสุด ก็วิ่งเร็วหมุนจี๋เหมือนเข็มวินาทีพล่านทำงานตามหน้าที่จนสุดชีวิต ตำรวจที่เทาๆ ตำรวจที่ชั่วๆ ตำรวจที่เป็นโจรในเครื่องแบบ ก็จะถูกย้ายทันที คือ ย้ายไปอยู่เรือนจำ เมื่อตำรวจด้วยกันเองยังถูกจับกุมดำเนินคดีอาญาอย่างไม่ละเว้น โจรใส่สูทผูกเนคไท หรือพวกมีเครื่องแบบถืออาวุธ จึงไม่คณามือกับตำรวจทั้งประเทศ ทั้งหมดนี้ เพียงแค่ทำตามเพลงมาร์ชตำรวจที่ร้องกันแทบทุกโอกาส “....ไม่ยอมเป็นมิตรผู้ผิดกฎหมาย ปราบโจรผู้ร้ายกล้าตายเรื่อยมา...” เพียงเท่านี้ ตำรวจก็จะกลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

ผมนำเสนอเรื่องจริงเรื่องที่ทำได้ทันที  ซึ่งนายพลตำรวจหลายคนอาจจะไม่เข้าใจและเห็นแย้งหาว่าเพ้อเจ้อ เหลวไหล เพราะไม่เคยปฏิบัติมาก่อนจึงมองไม่ออก นึกภาพไม่เห็นโดยไม่ต้องรอการปฏิรูปเลยด้วยซ้ำไป และจะเป็นการพิสูจน์ครั้งใหญ่ของคนที่เป็นนายพลว่า เป็นดาวฤกษ์ มีแสงในตัวเอง เป็นผู้มีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถในหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่เป็นดาวเคราะห์ ที่คอยตามเกาะคนมีอำนาจหรือซื้อตำแหน่งมาจนได้เป็นนายพล

เมื่อครั้งที่ผมมียศ  พล.ต.ต.มีตำแหน่งเป็น ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ผมนำลูกน้องทั้งจังหวัดจนลดคดีอาชญากรรมลงได้อย่างถล่มทะลาย แม้จะสร้างความโกรธให้กับรองนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นก็ตาม ต่อมาถูกย้ายเป็นผู้การกองกระดาษ หรือเรียกว่า ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 8 ผมรวบรวมหลักฐานการสร้างโรงพักและแฟลตตำรวจจนเอกสารสูงเป็นศอก จากนั้นจึงถูกสั่งให้ไปสืบสวนสอบสวนจับกุมแท็กซี่มาเฟียที่จังหวัดภูเก็ตจับผู้ต้องหาได้ถึง 200 คน วางแผนจับแค่ 2 ครั้งและจับแค่ 2 วันได้ครบ หนีไม่ได้แม้แต่คนเดียว จนขึ้นเป็น รอง ผบช.ภ.8 ยังถูกเรียกให้ไปทำคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ออกหมายจับผู้ต้องหาถึง 153 คน ถ้าให้ผมทำต่อจนสุดทาง จะมีคนใหญ่คนโตมาเป็นผู้ต้องหาอีกจำนวนมาก ระหว่างที่ผมเป็นนายพลตำรวจตรี จึงไล่ติดตามจับโจรผู้ร้ายมาตลอด ไม่เคยว่างเลยจนออกจากประเทศไทย “พูดให้ฟังก็ดังแค่หู แต่ทำให้ดู รู้ไปถึงใจ”

ผมจึงย้อนคำถามว่า เมื่อต้องการปฏิรูป จะให้ใครเป็นคนปฏิรูป ปฏิรูปเพื่อใคร เพื่อประชาชนจริงๆ หรือ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเทคนิคใช้เป็นข้ออ้าง  เพราะทุกครั้งที่ผ่านมาสุดท้ายล้วนเพื่อตำรวจชั้นนายพล นักการเมือง และพวกที่มีอำนาจ เท่านั้น ยังไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าเมื่อปฏิรูปออกมาแล้ว จะเป็นตำรวจของประชาชน

ผมยังมีประสบการณ์พบเห็นนายพลตำรวจแต่ละวันวิ่งเข้าไปรับใช้และปกป้องคุ้มครองรัฐมนตรีที่โกงกินบ้านเมือง ไปเดินตามหลังคนยึดอำนาจ ไปเดินตามหลังนายทุนเทาๆ ขี้โกงทั้งหลาย ดังนั้น การปฏิรูปที่เรียบง่ายที่สุดของผม คือ การสอนวิธีจับโจรผู้ร้ายที่มีอยู่เกลื่อนกลาดทั่วประเทศ ให้กับนายตำรวจ ยศ พล.ต.อ., พล.ต.ท., พล.ต.ต. ว่าจะจับอย่างไร สอนแล้วจับไม่เป็น ทำไม่ได้ ถือว่าเป็นบุคคลไร้ความสามารถ ก็ไล่ออกไป ไม่ต้องเป็นตำรวจ เพราะตำรวจมีหน้าที่จับโจรผู้ร้าย เมื่อไม่ทำตามหน้าที่ จึงไม่สมควรจะเป็น ตำรวจ เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของประชาชน แรกๆ ยังเหนียมๆ ก็จับเรื่องเล็กๆก่อน พอเริ่มคุ้นก็จับใหญ่ขึ้น สักพัก ตำรวจทั้งประเทศก็จะตื่น เมื่อนั้นทั้งประเทศคดีอาชญากรรมจะลดลงทันที ทำให้ได้ตามเพลงที่ร้องว่า  “....เป็นมิตรด้วยดวงจิตสดใส เราอยู่ไหน ประชาอุ่นใจทั่วกัน...” หากลงมือจับกุม มีใครหรือผู้มีอำนาจโทรศัพท์มาขอให้ช่วยเหลือผู้กระทำผิด ด้วยวิธีการต่างๆ ก็ให้ดำเนินคดีอาญาในความผิดฐาน ช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ อย่างจริงจังและทันที ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 “ผู้ใดเพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” กฎหมายนี้จะเป็นเกราะคุ้มครองผู้ทำหน้าที่ถูกต้อง

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย แต่เป็นหลักการสำคัญ การปฏิบัติยังมีขั้นตอนรายละเอียดปลีกย่อย พร้อมกับต้องมีการใช้กลยุทธเทคนิคเข้ามาประกอบ หัวใจสำคัญคือความกล้าหาญของอาชีพ ใช้อำนาจที่กฎหมายให้ไว้อย่างเต็มที่ ลงมือทำได้จริงๆ เหมือนเช่นที่ผมเคยถูกสั่งให้ไปทำมาก่อนแล้ว สิ่งที่ดีงามจะเกิดขึ้นกับตำรวจทั้งประเทศ และทุกๆ คนที่ใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินไทยจะพบสันติสุข จะเป็นคุณูปการที่ยิ่งใหญ่แก่ประเทศชาติ ผมขอยืนยัน

มีคนไทยจำนวนไม่น้อยในต่างประเทศที่พยายามเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยให้กับประเทศไทยในรูปแบบต่างๆ คุณปวีณคิดว่าคนไทยที่อาศัยอยู่ต่างประเทศสามารถมีส่วนร่วมหรือช่วยเหลือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศบ้านเกิดได้อย่างไรบ้างครับ และมีข้อความอะไรอยากฝากถึงพวกเขาไหม

คนไทยที่จากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่ต่างประเทศ ส่วนใหญ่ล้วนยังมีจิตใจผูกพันกับเมืองไทยอย่างตัดกันไม่ขาด ทั้งยังมีความรักความปรารถนาดีต่อแผ่นดินเกิด อยากให้สิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นในมาตุภูมิของตัวเอง แม้ว่าพวกเขาทั้งหลายเหล่านั้นจะไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยแล้วก็ตาม แต่ยังมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่อยู่ในเมืองไทยจะได้รับประโยชน์ จึงทำให้ยังติดตามข่าวสารในเมืองไทย ยิ่งการสื่อสารสะดวกเห็นอะไรได้พร้อมๆกับคนไทยที่อยู่ภายในประเทศ ซึ่งไม่ยากลำบากเหมือนเช่นแต่ก่อน เมื่อมาอยู่ต่างประเทศ จึงเกิดการเปรียบเทียบทุกๆด้านกับประเทศไทย ว่าที่ไหนใครดีกว่ากัน

คนไทยจะเลือกย้ายไปอยู่ประเทศที่มีความเจริญมีพัฒนาการมากกว่าโดยเฉพาะคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ เมื่อได้เห็นความก้าวหน้า ย่อมซึมซับองค์ความรู้นั้นๆไว้ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ระบบการเมือง การปกครอง การศึกษา การสาธารณสุข การคมนาคมขนส่ง และอื่นๆอีกมากมาย

จนมีคำถามประเทศไทยทำไมไม่ก้าวหน้าไปกว่านี้ และหลายปีที่ผ่านมากลับถอยหลังตกต่ำลงไปอีก ทั้งที่ประเทศไทยก็ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน และยังประกาศยึดหลักการประชาธิปไตย เป็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน ประชาชนมีเสรีภาพ มีความเสมอภาค เป็นเช่นนั้นจริงๆหรือ

แท้จริงแล้วประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเพียงในนาม ในทางปฏิบัติ ทำตรงกันข้าม

บทบาทของคนไทยในต่างประเทศจึงต้องมีหน้าที่อธิบายความจริงให้ประเทศต่างๆได้รับรู้ และให้ประเทศเหล่านั้นกดดันไปยังรัฐบาลไทย ให้มีการเปลี่ยนแปลง คนไทยในต่างประเทศ จำนวนมาก เป็นคนที่มีศักยภาพสูง หลายคนเพียบพร้อมทั้งความรู้ความสามารถ หากผนึกกำลังกันอย่างเหนียวแน่น รวมตัวกันจัดตั้งเป็นองค์กร แล้วเคลื่อนไหวตามสถานการณ์ ยิ่งเชื่อมโยงแต่ละประเทศให้เป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน จะมีพลังที่สร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นในสังคมโลกได้  จนกระทบไปยังประเทศไทยให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะ สามัคคี คือ พลัง ผมมีความเชื่อมั่นเช่นนี้

หากผมมีความรู้ ความสามารถ มีศักยภาพ และมีความสันทัดเชี่ยวชาญทางด้านการต่างประเทศ ผมจะดำเนินการตามที่ผมเชื่อมั่น แต่ขีดความสามารถของผมในต่างประเทศ ณ เวลานี้ ผมทำได้เพียงให้การสนับสนุน ให้กำลังใจ และแสดงความคิดเห็นทางด้านที่ผมถนัด เพราะผมไม่รู้ไปหมดทุกเรื่อง แต่ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ และบริสุทธิ์ใจที่อยากให้เพื่อนร่วมชาติที่ยังอยู่ที่บ้านเกิดของผมมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกับประเทศที่ผมอยู่

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง