บทความนี้ผมจงใจนำข้อเสนอของ “ไผ่ ดาวดิน” มาอภิปรายเชิงแลกเปลี่ยนและตั้งคำถามกับพรรคการเมืองสองพรรคใหญ่ คือเพื่อไทยกับพรรคประชาชน และบรรดาผู้สนับสนุนทั้งสองพรรค ผมมองไผ่ในฐานะตัวแทนของการเมืองมวลชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย เช่นเดียวกับอานนท์ นำภา “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง และคนอื่นๆ ที่ยังอยู่ในคุก และที่ลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ เฉพาะไผ่ อานนท์ และเก็ท พวกเขามีความชัดเจนในการต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ และมี “ท่าทีเป็นมิตร” กับทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน แม้ว่าพวกเขาจะเห็นต่างจากทั้งสองพรรคในบางเรื่องก็ตาม
ดังนั้น การมีความคิดเห็นต่างกัน แต่ไม่สร้างความเกลียดชังกัน พร้อมๆ กับมองเห็นจุดร่วมที่เหมือนกันมากกว่าจะเน้นจุดที่ต่างกัน และการพยายามแสวงหาเป้าหมายที่สอดคล้องกันให้เจอ แล้วร่วมมือกันสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันให้ได้ จึงเป็น “วัฒนธรรมประชาธิปไตย” ที่เราเห็นได้ชัดเจนในความคิดและการลงมือทำของนักกิจกรรมทางการเมืองที่ต่อสู้มายาวนานอย่างไผ่ อานนท์ และผองเพื่อนของพวกเขา
ความคาดหวังของไผ่ล่าสุด หลังจากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกไผ่ กับครูใหญ่ อรรถพล บัวพัฒน์ 2 ปี 12 เดือน ยืนตามศาลชั้นต้น โดยศาลฎีกาไม่ให้สิทธิประกันตัว หลังจากยื่นประกันตัวแล้ว 2 ครั้ง ไผ่ให้สัมภาษณ์ประชาไท (ดู https://prachatai.com/journal/2025/09/114659) มีประเด็นสำคัญว่า
“อยากให้พวกที่อยู่ข้างนอกทบทวนการต่อสู้ที่ผ่านมา เราสู้ถึงที่สุดแล้ว เสียชีวิต ติดคุก ลี้ภัยก็เยอะ การทะเลาะตอบโต้กันไปมาทั้งในสภาและในโซเชียลมีเดีย ไม่เป็นผลดี ไม่เกิดประโยชน์กับใคร สิ่งที่เราแต่ละฝ่ายควรจะต้องเร่งทำคือการสรุปบทเรียน”
“หากทบทวนให้ดีแล้วจะเห็นว่า เรา (ผู้สนับสนุนทั้งสองพรรค) มีจุดร่วมกันมากกว่าจุดต่าง ถ้าไม่ร่วมมือกันตอนนี้ แล้วจะร่วมกันตอนไหน ผมคิดว่าเราต้องหาเป้าหมายในการต่อสู้ร่วมกัน ก่อนอื่นต้องแสวงหาความเป็นเอกภาพและความสามัคคีในขบวนการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย”
“หาเป้าหมายร่วมกันให้เจอ เอาพลังที่เรามีร่วมกันมุ่งไปสู่เป้าหมาย”
“อิสรภาพของคนในเรือนจำ ขึ้นอยู่กับความสามัคคีในขบวนการประชาธิปไตยทุกฝั่งฝ่าย”
เป็นการให้สัมภาษณ์สั้นๆ แต่ให้ “ข้อเสนอใหญ่” ที่ท้าทายทางปัญญาและอุดมการณ์ของทั้งเพื่อไทย, พรรคประชาชน และผู้สนับสนุนทั้งสองพรรคอย่างยิ่ง ผมอยากชวนอภิปรายต่อสอง-สามประเด็น
หนึ่ง “เรามีจุดร่วมมากกว่าจุดต่าง” จุดร่วมของฝ่ายแดงและฝ่ายส้ม อาจแยกเป็น 2 ด้าน คือ จุดร่วมที่ถูกกระทำจาก Deep State เหมือนกัน เพื่อไทยถูกทำรัฐประหาร 2 ครั้ง ยุบพรรค 2 ครั้ง สองนายกฯ คือ ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตรลี้ภัยการเมือง กลับบ้านได้แล้ว 1 คน คือทักษิณ แต่ต้องติดคุก 1 ปี ขณะที่นายกรัฐมนตรีจากเพื่อไทยเพิ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญสอยไปอีก 2 คน ใน 2 ปีกว่าๆ ของการเป็นรัฐบาล และสิ้นสภาพการเป็นรัฐบาลในที่สุด ขณะที่พรรคประชาชนถูกยุบพรรค 2 ครั้ง ถูกกลไก สว. ที่สืบทอดอำนาจเผด็จการขัดขวางไม่ให้ตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และ 44 ส.ส.ก้าวไกลอยู่ระหว่างการพิจารณาตัดสินของ ปปช.ว่าจะผิดจริยธรรมร้ายแรง พ้นจากการเป็น ส.ส. และถูกตัดสิทธิทางการเมืองหรือไม่ จากกรณีลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไข มาตรา 112
จุดร่วมอีกด้านคือ ความต้องการประชาธิปไตย เพราะทั้งสองพรรคเห็นตรงกันแน่ๆ ว่าการเข้าสู่อำนาจรัฐด้วยวิธีการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ผิด ที่ถูกคือการชนะกันด้วยเสียงข้างมากผ่านการเลือกตั้ง และการโหวตในสภา นี่คือความต้องการพื้นฐานหลักๆ ที่ตรงกัน แต่พรรคไหน “ซ้ายมากกว่า” หรือ “ขวามากกว่า” เป็นเพียงข้อถกเถียงในเรื่องความแตกต่างเชิงอุดมการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตยทั่วโลกที่มีฝ่ายซ้าย-ขวาในทางการเมืองกันอยู่แล้ว
จะเห็นว่าจุดร่วมอย่างแรก คือ “มีความเจ็บปวดร่วมกัน” เพราะถูกกระทำจาก Deep State เหมือนกัน และถูกบังคับให้ต่อสู้ทางการเมืองตามเกมที่ Deep State เป็นฝ่ายกำหนดเหมือนกัน จุดร่วมอย่างที่สอง “มีเป้าหมายร่วมกัน” คือ ต้องการประชาธิปไตยเป็นเวทีแข่งขันทางการเมืองเหมือนกัน เมื่อมองจากจุดร่วมใหญ่หลักๆ สองจุดร่วมนี้ เราจะเห็นได้ว่าทั้งแดง-ส้ม ต่างก็เป็นเพียง “คู่แข่งทางการเมือง” ไม่ใช่ “ศัตรูทางการเมือง” ที่ต้องเกลียดชัง และทำลายล้างกันให้ย่อยยับไปข้างหนึ่งแต่อย่างใด
ปัญหาความขัดแย้งระหว่าแดง-ส้มที่เป็นมากว่าสองปี เกิดจากการเน้น “จุดต่าง” มากกว่าจุดร่วม และต่างฝ่ายต่างพยายามขยายจุดต่างให้ดู “เลวร้ายเกินจริง” และยึดติดการใช้จุดต่างที่ขยายให้เลวร้ายเกินจริงนั้นมาเป็น “จุดยืน” ในการเล่นเกมการเมืองภายใต้อำนาจของ Deep State เพื่อทำลายล้างกันมากเกินไป จนทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถแสดง “ความรับผิดชอบทางการเมืองขั้นต่ำสุด” คือ การสร้าง “ความร่วมมือ” เพื่อนิรโทษกรรมคดี 112 ช่วยนักกิจกรรมทางการเมืองอย่างอานนท์, เก็ท, ไผ่ และคนอื่นๆ ออกจากคุกได้
ถ้าย้อนไปก่อนการเลือกตั้งปี 2566 จะเห็นว่าเรามีความหวังกันมากว่าเมื่อได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว การนิรโทษกรรม 112 น่าจะสำเร็จอย่างแน่นอน แต่ถึงวันนี้พวกเขายังคงเป็น “นักโทษทางความคิดถูกขังลืม” เรากลับต้องเริ่มตั้งความหวังกันใหม่ว่าหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคการเมืองจะสามารถร่วมมือกัน “ปล่อยเพื่อนเรา” ออกจากคุกได้จริง (?)
สอง “อิสรภาพของคนในเรือนจำขึ้นอยู่กับความสามัคคีในขบวนการประชาธิปไตยทุกฝั่งฝ่าย” บางคนวิจารณ์ว่าการเรียกร้องให้แดง-ส้มสามัคคีกัน ไม่ต่างจากการชู “คำขวัญ” แบบฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เรียกร้องให้ประชาชน “รู้รักสามัคคี” ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร แต่ผมคิดว่าข้อเรียกร้องของไผ่ไม่ได้มีความหมายแบบคำขวัญกลวงๆ เช่นนั้น เพราะเขาเสนอให้แดง-ส้มสามัคคีภายใต้ “เงื่อนไข” ของการสร้างความร่วมมือกันช่วยนักโทษ 112 ออกจากคุก
ผมแปลกใจมากที่ “นักวิชาการแถวหน้า” บางคนมองข้อเสนอเช่นนี้เป็นเพียง “คำขวัญที่ไร้ประโยชน์” ในขณะที่เขาสนับสนุนการที่พรรคประชาชนโหวตให้อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าเป็น “ทางเลือกเดียวที่จำเป็น” เพื่อบรรลุเป้าหมายคือการแก้รัฐธรรมนูญและยุบสภาภายใน 4 เดือน คำถามคือ ถ้า “พรรคซ้ายเสรีนิยม” กับ “พรรคขวาอนุรักษ์นิยม” สามารถร่วมมือกันได้ “อย่างชอบธรรม” เพื่อเป้าหมายที่ดี คือการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วทำไมพรรคแดงกับพรรคส้มจึงไม่ควรร่วมมือกันต่อสู้เพื่อคืนอิสรภาพให้แก่นักโทษ 112
ผมคิดหาเหตุผลว่าทำไมทั้งสองพรรคไม่ควรสามัคคีร่วมมือกันช่วยคนออกจากคุก ตามข้อเสนอของไผ่ คิดยังไงก็คิดไม่ออก “อุปสรรค” ที่เห็นๆ คือ เราเน้น “จุดต่าง” เพื่อสร้างความเกลียดชังกันมากเกินไป จนลืมจุดร่วมสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายมีเหมือนกัน และเป็นจุดร่วมที่นักกิจกรรมทางการเมืองก็มีร่วมกันด้วย เพราะถ้าแดง-ส้มเจ็บปวดที่ถูกกระทำจากอำนาจ Deep State นักกิจกรรมทางการเมืองที่ติดคุกโดยอำนาจ Deep State ก็ย่อมเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่ากัน และแน่นอนว่านักกิจกรรมทางการเมืองก็ย่อมมีเป้าหมายร่วมกัน คือการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย เช่นเดียวกับแดง-ส้มอยู่แล้ว
สาม เหตุผลเชิงปรัชญา “มนุษย์มีความเหมือนกันในสาระสำคัญมากกว่าความแตกต่าง” เช่น arguments ที่อ้างอิง “ธรรมชาติของมนุษย์” ที่เราทุกคนมีร่วมกัน โดยอ้างอิงความรู้ทางชีววิทยาว่ามนุษย์ทุกคนในโลกนี้แม้จะมีความแตกต่างทางเชื้อชาติ เพศ สีผิว ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และอื่นๆ แต่ทุกคือ Homo Sapiens ที่มีสปีชีส์เดียวกัน มีธรรมชาติทางชีววิทยาแบบเดียวกัน และธรรมชาติของความอยู่รอดของ Homo Sapiens ก็คือการเป็นสัตว์สังคมที่จำเป็นต้องพึ่งพากันและกัน
ส่วน arguments เชิงปรัชญา คือเหตุผลในเชิงการยืนยันคุณค่าพื้นฐานของ “ความเป็นมนุษย์” ที่เราทุกคนมีร่วมกัน เช่น ปรัชญากรีกโบราณมองว่า “มนุษย์คือสัตที่มีเหตุผล” (rational being) ปรัชญาอิมมานุเอล คานท์มองว่าเราทุกคนมีความเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเองเสมอภาคกัน ปรัชญาประโยชน์นิยมมองว่าธรรมชาติของมนุษย์คือการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดและแสวงหาความสุข พุทธปรัชญามองว่าเราทุกคนมีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะภายในตัวเอง และธรรมชาติที่ดีงามนี้ทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยปัญญา และมีความเห็นอกเห็นใจกันและกันได้ เป็นต้น
อะไรที่ทำให้เราเกลียดชังกัน?
ผมนึกถึงคำบรรยายของ “มารค ตามไท” (ดู https://pridi.or.th/th/content/2025/08/2598) ตอนหนึ่งเขาเล่าว่าเคยมีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับสันติภาพระหว่างสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่เขาสนับสนุน อีกฝ่ายเป็นฝ่ายที่เขาไม่สนับสนุน วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายซึ่งเขาไม่ได้สนับสนุนถูกปราบปรามอย่างหนัก แล้วเขาก็ “รู้สึกดีใจ” แต่ชั่วขณะนั้นเอง เขากลับรู้สึก “ช็อก” กับตัวเองว่าทำไมเราถึงรู้สึกดีใจที่ฝ่ายซึ่งตนไม่ได้สนับสนุนตายจำนวนมาก ดีใจที่เห็นฝ่ายตรงข้ามตายเช่นนั้นหรือ เขาโกรธตัวเองมาก พยายามตั้งคำถามว่าอะไรที่ทำให้เขากลายเป็นคนแบบนั้นได้ แล้วก็พบคำตอบว่าสิ่งที่ทำให้เขาดีใจที่เห็นฝ่ายตรงข้ามถูกฆ่าตาย คือ “วัฒนธรรม” เขามองว่าธรรมชาติของมนุษย์เหมือนกันโดยพื้นฐาน แต่วัฒนธรรมทำให้เราแตกต่างกัน และการเน้นวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มากกว่าที่จะเน้นความเหมือนกันของมนุษย์ ทำให้เกิดการสร้าง “วัฒนธรรมความเกลียดชัง” ขึ้นมาในสังคมต่างๆ เราทุกคนมีชีวิตอยู่ในสังคม ก็ย่อมจะซึมซับวัฒนธรรมความเกลียดชังเก็บซ่อนไว้ในจิตใต้สำนึกของตนเองโดยไม่รู้ตัว
หากคิดตาม เราย่อมเห็นพ้องกับมารค เพราะวัฒนธรรมเหยียดเชื้อชาติ, เหยียดเพศ, เหยียดสีผิว, เหยียดศาสนา, วัฒนธรรมอนุรักษ์นิยม วัฒนธรรมคลั่งชาติ และอื่นๆ ทำนองเดียวกันล้วนแต่เป็นวัฒนธรรมที่เน้น “ความแตกต่าง” เป็นจุดยืนสำคัญในการแบ่งแยกและสร้างความเกลียดชัง มากกว่าที่มองเห็นด้านที่เหมือนกันของ “คุณค่าความเป็นมนุษย์” ที่ทุกคนในโลกนี้มีร่วมกัน
ข้อเท็จริงที่เราต่างก็เห็นในความขัดแย้งทางการเมืองกว่าทศวรรษในบ้านเรา คือ วัฒนธรรมความเกลียดชังระหว่างเหลือง-แดง แล้วกลายมาเป็นวัฒนธรรมความเกลียดชังระหว่างแบกแดง-ด้อมส้ม ที่กลายเป็นอุปสรรคสำคัญหนึ่งในการช่วยมิตรร่วมสู้ออกจากคุก และการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย
ดังนั้น คำเตือนสติของไผ่ที่ว่า “การทะเลาะตอบโต้กันไปมาทั้งในสภาและในโซเชียลมีเดีย ไม่เป็นผลดี ไม่เกิดประโยชน์กับใคร สิ่งที่เราแต่ละฝ่ายควรจะต้องเร่งทำคือการสรุปบทเรียน” แม้ดูจะเป็นคำเตือนที่ดูเถรตรง ซื่อๆ แต่กลับเป็นคำเตือนที่ท้าทายทางสติปัญญากับทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายอย่างยิ่ง
เพราะถ้า “ไม่สรุปบทเรียน” กันเลย ก็ไม่มีวันเกิดการเรียนรู้ และเกิดความร่วมมือกันเพื่อปล่อยเพื่อนเราออกจากคุกได้ และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จได้ โดยลำพังเพียงพรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้น
