การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA ไทย-สหภาพยุโรปย้อนกลับมาอีกครั้ง เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลต้องการเปิด ‘เสรี’ โดยไม่รับรู้หรือเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น...เหมือนเดิม เพราะหากมองว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ก็หมายความว่าช่วงเวลาก่อนหน้านี้หากรัฐบาลมีความจริงใจเพียงพอที่จะให้การค้าเสรียังประโยชน์แก่ทุกฝ่ายย่อมสามารถตระเตรียมกฎหมาย นโยบาย มาตรการ เพื่อป้องกันผลกระทบที่มักจะเกิดขึ้นเสมอกับคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีอำนาจต่อรองน้อยในสังคมไทย
‘ประชาไท’ นำเสนอประเด็นข้อวิตกกังวลต่อการเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปของรัฐบาล (อีกครั้ง) ในมิติต่างๆ จากเวที ‘เสียงประชาชน สู่โต๊ะเจรจา: FTA ไทย-อียู ใครได้ ใครเสีย?’ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-20 มิถุนายน 2568
ในฐานะที่สหภาพยุโรปถือเป็นมหาอำนาจของโลกด้านอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อเรียกร้องประการหนึ่งของสหภาพยุโรปในการเจรจาเอฟทีเอกับไทยจึงการเปิดทางให้การนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหภาพยุโรปมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นด้วยการลดภาษีที่เกี่ยวข้องต่างๆ
อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าปกติทั่วไป เนื่องจากมันส่งผลกระทบทั้งในมิติสังคมและมิติสุขภาพ หากไทยยอมรับข้อตกลงโดยไม่มีการต่อรองที่ดีและไม่มีมาตรการรองรับล่วงหน้า สิ่งที่ไทยได้อาจไม่คุ้มกับสิ่งที่จะสูญเสีย
วิฑูรย์ เลี่ยนจํารูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทย นำเสนอบทเรียนจากประเทศต่างๆ และสิ่งที่ไทยควรทำก่อนจะแก้ไขอะไรไม่ได้


วิฑูรย์ เลี่ยนจํารูญ มูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทย
เหล้านอกจะทะลักเข้าไทย ?
ในตอนก่อนๆ เผยให้เห็นว่าเอฟทีเอจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประชาชนอย่างไร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ค่อยถูกเอ่ยถึงและอาจนึกไม่ถึงว่าสองเรื่องนี้เชื่อมโยงกันอย่างไร วิฑูรย์อธิบายเบื้องต้นว่าการเปิดเสรีจะส่งผลให้อุตสาหกรรมแอลกอฮอล์จากต่างประเทศทะลักเข้ามาในประเทศ
เขาอธิบายต่อว่าเดิมทีการต้มเหล้า หมักเหล้า เป็นสิ่งผิดกฎหมาย รัฐไทยอนุญาตให้กลุ่มทุนใหญ่เป็นผู้ผลิต แต่เพิ่งมีการผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการหรือชุมชนสามารถผลิตเหล้าได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่ในยุโรปมีการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มานานหลายศตวรรษแล้ว เท่ากับว่าไทยกำลังจะเปิดเสรีเพื่อเผชิญหน้ากับประเทศที่มีอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ใหญ่ที่สุด ตัวเลขการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยในปี 2565 พบว่าเป็นการนำเข้าจากสหภาพยุโรปประมาณ 1 ใน 3 ซึ่งถ้ารวมสหราชอาณาจักเข้าไปด้วยตัวเลขการนำเข้าจะสูงเกือบร้อยละ 40
วิฑูรย์กล่าวว่า ผลกระทบใหญ่สุดของเรื่องคือภาษี “ถ้าเป็นภาษีภายในประเทศมี 2 ก้อนคือภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT สินค้าทั่วไปมี VAT หมด 7 เปอร์เซ็นต์ อันที่สองคือภาษีสรรพสามิตและเงินบำรุง ตัวนี้ใหญ่หน่อย แต่ถ้าเป็นสินค้านำเข้าจะมีภาษีเพิ่มอีกตัวคือภาษีศุลกากร เพราะฉะนั้นบอกว่าพอเปิดเอฟทีเอแล้วจะกินเหล้าถูก คิดว่าจะยกเลิกหมด ไม่ใช่ ยกเลิกเฉพาะภาษีศุลกากรเท่านั้นซึ่งทุกประเทศมีหมด และเก็บมากกว่าเราด้วย เพราะฉะนั้นการทำเอฟทีเอคือการลดภาษีนำเข้าเท่านั้น ไม่มีผลต่อโครงสร้างภาษีที่ทั่วโลกมี การลดภาษีศุลกากรก็คือลดภาษีนำเข้า”
เขาขยายความวิธีการเก็บภาษีว่า ภาษีสรรพสามิตแบ่งเป็น 2 แบบคือคิดตามมูลค่ากับคิดตามปริมาณแอลกอฮอล์ แล้วบวกด้วยภาษีท้องถิ่นกับภาษีที่ให้แก่องค์กรและกองทุนต่างๆ ทำให้ประมาณร้อยละ 40 ของราคาเหล้า 1 ขวดคือภาษี
“ต่อไปเหล้านอกก็เก็บ VAT ด้วย สรรพสามิตด้วย ศุลกากรด้วย เช่น ขวดละ 1,800 บาท 40 ดีกรี หนึ่งลิตร ภาษีศุลกากรประมาณ 371 บาทจาก 1,800 บาท เพราะฉะนั้นเอฟทีเอก็คือลดภาษีศุลกากร อัตราภาษีศุลกากรของไทยปัจจุบัน ถ้าเป็นเบียร์ สุรากลั่นเก็บ 54 เปอร์เซ็นต์ ไวน์ตอนนี้เป็นศูนย์แล้ว เบียร์ 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ทำไมรัฐบาลใจดี เลิกให้ตั้งแต่ปีที่แล้ว กระตุ้นท่องเที่ยว แต่รีบลดไปทำไม ยังไม่ต่อรองเลย อย่างน้อยก็ใช้ต่อรอง เช่น อย่านำเข้าหมู เกษตรกรก็จะได้สบายใจ เป็นต้น เห็นภาพไหมว่ามันเชื่อมโยงกัน...ผมจะพูดในมุมผู้บริโภคว่ามันมีประโยชน์อยู่เหมือนกัน อย่างน้อยก็คือหนึ่ง เหล้าจะถูกลง สอง เราจะได้กินเหล้าที่มาจาก 27 ประเทศมากขึ้น คุณจะซื้อเหล้าได้ถูกลง แต่ก็อาจจะไม่มากขนาดนั้น เพราะมันต้องคิดโน่นคิดนี่ก่อน แต่มุมของกระทรวงสาธารณสุข มุมพ่อแม่ที่ลูกกำลังจะดื่มหรือเริ่มดื่ม เขาก็จะมองว่าแย่แล้ว” วิฑูรย์ กล่าว



ผู้ผลิตรายย่อยอยู่ยาก
ตัวเลขจากประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปจำนวนหนึ่ง พบว่า เปรูตกลงเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปปี 2013 เมื่อถึง 2023 มีการนำเข้าเบียร์เพิ่มขึ้น 2.8 เท่า ไวน์เพิ่ม 4.3 เท่า เหล้าเพิ่ม 4.6 เท่า เกาหลีนำเข้าเบียร์เพิ่ม 4.5 เท่า ไวน์ 3.8 เท่า เหล้า 5.2 เท่า ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาถึง 400–500 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเอกวาดอร์นำเข้าเบียร์เพิ่ม 10 เท่า ไวน์ 2 เท่า เหล้า 2.2 เท่า ซึ่งผลกระทบหลักๆ สามสี่ด้าน
ในแง่ของผู้ผลิตรายใหญ่อาจจะกระทบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ไปลงทุนในสหภาพยุโรปก่อนแล้ว วิฑูรย์เล่าว่า
“ไทยเบฟมีโรงเหล้าอยู่ที่ UK สก็อตแลนด์ ไปซื้อบริษัทเครื่องดื่มใหญ่ FN ใช่ไหม แล้วก็พวกแพ็คเกจจิ้ง แล้วก็ที่ฝรั่งเศสก็มี ไปซื้อลาซาล คอนยักที่ฝรั่งเศสอีก บุญรอดก็มีโรงเบียร์เยอรมัน แล้วก็ไปถือหุ้น 49 เปอร์เซ็นต์ในบริษัทเบียร์ หมายความว่าบริษัทใหญ่มีอุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว ณ ปัจจุบันและเคยมีในอดีตด้วย"
“อันนี้ไปรีวิวมาให้ดู ประเทศที่ทำเอฟทีเอปรากฏว่าบริษัทใหญ่ๆ เช่นในเปรูก็ร่วมทุนเรียบร้อยแล้ว เอกวาดอร์ก็ร่วมกับไฮเนเก้น ในชิลีได้ประโยชน์เหมือนกันคือส่งออกไวน์เพิ่มขึ้น แต่ว่าถ้าเทียบกับวอลุ่มของการนำเข้า เทียบกันไม่ได้เลย รายใหญ่ถามว่ากระทบไหม กระทบนิดเดียว แต่ได้ประโยชน์จากการลงทุนร่วมกันเพียบเลย เพราะฉะนั้นผลกระทบส่วนใหญ่มาอยู่ที่รายย่อยทั้งนั้นเลย ยกตัวอย่างในเปรู Craft beer แพงกว่านำเข้าอยู่แล้ว ในเอกวาดอร์ ชั้นวางถูกยึดโดยเหล้าพรีเมี่ยมหมดเลย เมื่อก่อนเคยวางขายได้ แต่ตอนนี้เหล้าพรีเมียมมีความหลากหลายมาก ทะลักเข้ามา ในชิลี ไวน์ท้องถิ่นที่เคยยอดนิยมก็ต้องแข่งกับไวน์นำเข้าที่ถูกลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในอินเดีย สมาคมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เตือนแล้วว่าจะกระทบ เพราะอินเดียเองก็เจรจากับอียูเช่นเดียวกับเรา” วิฑูรย์ กล่าว
ในกรณีแคนาดามีเหล้าที่ใช้ชื่อของแคว้นหรือเมืองซึ่งต้องใช้ชื่อเฉพาะที่ผลิตจากแคว้นนั้นจริงๆ เท่านั้น ถ้าใช้ชื่อเหล่านี้โดยที่ผลิตจากที่อื่นต้องยกเลิก เพราะเป็นการละเมิดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ Geographical Indication (GI) ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง เพื่อบ่งบอกถึงคุณภาพ ชื่อเสียง หรือลักษณะเฉพาะที่เกิดจากแหล่งผลิตนั้นๆ ซึ่งจะเกิดผลลบกับสุราท้องถิ่น เขายกตัวอย่างผู้ผลิตไวน์จากองุ่นในพื้นที่เขาใหญ่ก็จะได้รับผลกระทบหมด เพราะไวน์ผลิตได้ดีในฝั่งยุโรปหรือประเทศแถบหนาวแล้ง ความชื้นไม่สูง โรคน้อย ทำให้คุณภาพออกมาดี เมื่อผู้ผลิตในไทยต้องสู้กับคนที่ทำมานาน วัตถุดิบก็ดีกว่า ย่อมกระทบกับความสามารถในการแข่งขัน ประเด็นนี้ได้รับการยืนยันจากงานศึกษาแล้ว แม้ว่าจะมีเหล้าบางตราสินค้าสามารถส่งออกเพิ่มได้ แต่โดยภาพรวมของอุตสาหกรรมไม่สามารถแข่งขันได้



นำเข้ามากขึ้น นักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้น
ในแง่รายได้จากการจัดเก็บภาษี วิฑูรย์ยกตัวเลขในปี 2023 ที่เก็บได้ประมาณ 13,000 ล้านบาทจะหายไปจากการลดภาษีให้แก่สหภาพยุโรป
และเมื่อการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นบวกกับราคาถูกลง ปริมาณการดื่มย่อมเพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ จากงานวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้พบว่า ปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเกาหลีเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ชิลีเพิ่มขึ้นร้อยละ 51 เปรูเพิ่มขึ้นร้อยละ 61 เอกวาดอร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 โคลอมเบียเพิ่มขึ้นร้อยละ 81 บางประเทศเพิ่มขึ้นในเวลาประมาณ 6 ปี บางประเทศก็ในช่วงประมาณ 10 ปี แต่โดยภาพรวมคือการบริโภคเพิ่มขึ้น หมายความว่าจำนวนนักดื่มหน้าใหม่จะเพิ่มขึ้นแน่นอน
วิฑูรย์ยกตัวอย่างเอาโคลอมเบียที่พยายามลดผลกระทบในจุดนี้ว่า โคลอมเบียเจรจาเอฟทีเอปี 2011 พอถึงปี 2017 พบว่าปริมาณการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พุ่งขึ้นหลายเท่าตัว แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่ปริมาณนำเข้าลดลงด้วยการใช้ระบบภาษี 2 ชั้นร่วมกับมาตรการต่างๆ ส่วการผูกขาดการขายระดับจังหวัด โคลอมเบียใช้วิธีสร้างข้อจำกัดด้านการตลาดและการออกใบอนุญาต แต่ก็ถูกสหภาพยุโรปฟ้องว่าเป็นการกีดกันการค้าในปี 2016 และต้องยอมรับคำตัดสินขององค์การการค้าโลกในที่สุด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาว่าจะชดเชยให้แก่สหภาพยุโรปอย่างไร
“เขาใช้เวลาหลายปีกว่าจะตัดสิน เริ่มตั้งแต่ปี 2016 กว่าจะไกล่เกลี่ยชนะคดีใช้เวลา 6 ปี เพราะฉะนั้นประเทศไทยสามารถทำแบบโคลอมเบียได้ แต่ก็ต้องเจอเรื่องประมาณนี้ ส่วนเวียดนามที่เพิ่งประกาศไปมีระบบภาษีภาษีสรรพสามิตเหมือนกัน เขาใช้คำว่า SCT แต่ที่น่าสนใจคือเวียดนามมีกรอบการเก็บภาษีมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่ปี 2008 ก่อนจะทำเอฟทีเอหลายปี แล้วในปี 2015 ก็มีเอฟทีเอกับอียู เริ่มใช้ปี 2020 เพราะฉะนั้นเขาเลยสามารถปรับระบบภาษีไว้ก่อนได้
“โปรแกรมการเก็บภาษีของเวียดนามเลยมีเป้าหมายไว้แล้วว่าในปี 2026 จะเก็บ 70 เปอร์เซ็นต์ ปี 2031 จะเก็บ 90 เปอร์เซ็นต์ จริงๆ เขาตั้งใจจะเก็บ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ลดให้เหลือ 90 เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าใจดีแล้ว แต่ไม่ต้องตกใจว่าเก็บเยอะ เพราะอียูก็เก็บเยอะเหมือนกันและบอกว่านี่ไม่ได้ผิดความตกลงเพราะไม่ได้เลือกปฏิบัติ คือสินค้าทุกอย่างต้องเข้ากล่องเดียวกันหมด ทั้งของนำเข้าและของท้องถิ่น แต่ทางฝั่งอียูก็บ่นว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงตลาด ก็วิจารณ์กันได้ แต่มันยังไม่ถึงขั้นไปฟ้อง”



สิ่งที่ไทยต้องทำก่อนเจรจา
วิฑูรย์ยังชวนสังเกตการณ์เก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหภาพยุโรปที่เก็บเหมือนกับของไทยซึ่งประกอบด้วยภาษีมูลค่าเพิ่มกับภาษีสรรพสามิต แต่เก็บในอัตราที่ค่อนข้างสูงมาก โดย 10 ประเทศจาก 27 ประเทศในสหภาพยุโรปเก็บภาษีมากกว่าร้อยละ 70 ซึ่งหลายประเทศเก็บมากกว่าไทยและเวียดนาม เช่นในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม ฟินแลนด์เก็บร้อยละ 8 สวีเดนร้อยละ 7.2 ไอร์แลนด์ร้อยละ 6.3 ขณะที่ไทยเก็บเพียงร้อยละ 1.7
ในส่วนภาษีสรรพสามิต ฟินแลนด์เก็บร้อยละ 21.9 สวีเดนร้อยละ 18.9 ไอร์แลนด์ร้อยละ 17 แต่ไทยเก็บร้อยละ 13.9 ส่วนภาษีศุลกากร ฟินแลนด์ สวีเดน ไอร์แลนด์เก็บเพียงร้อยละ 1 เพราะเปิดเสรีแล้วจึงเก็บน้อย ส่วนไทยเก็บที่ร้อยละ 5.4
“ถ้าพูดถึงเหล้าขวดหนึ่ง ผู้บริโภคจะซื้อ ตอนนี้ในหลายประเทศในอียูเก็บภาษีมากกว่า แล้วใช้ระบบภาษีในการควบคุมการเข้าถึงและจัดการผลกระทบต่อผู้บริโภค ขณะนี้แม้ว่ายังไม่ได้ทำเอฟทีเอ แต่การเก็บภาษีของไทยตอนนี้ก็ยังต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรปอยู่ดี อย่างที่ยกตัวอย่างไปแล้ว เช่น ฟินแลนด์ สวีเดน ไอร์แลนด์ อันนี้ก็เป็นข้อคิดสำหรับฝ่ายนโยบายว่าจะรับมือผลกระทบตรงนี้ยังไง”


เมื่อสำรวจมาตรการของหลายประเทศที่ดำเนินอยู่ตอนนี้ วิฑูรย์เห็นว่ามีข้อเสนอทางนโยบาย 5 ประการคือ ถ้ามองว่ามาตรการภาษีเป็นมาตรการเพื่อดูแลสุขภาพ การคงภาษีในระดับเดิมโดยไม่ลดให้สหภาพยุโรปก็ถือว่าสมเหตุสมผล แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะสามารถเจรจาได้หรือไม่ ถ้าไทยยืนยันว่าสุราไม่ใช่สินค้าทั่วไปและควรเก็บภาษีไว้เหมือนเดิม ด้านหนึ่งก็จะช่วยคุ้มครองผู้ผลิตรายย่อย
ประการที่ 2 คือทำแบบเวียดนามด้วยการขึ้นภาษีหรือมีเงื่อนไขในการคงภาษีไว้ แล้วกำหนดล่วงหน้าในกรอบระยะยาว แต่ต้องทำก่อนการตกลง มิฉะนั้นจะถูกฟ้อง
ประการที่ 3 วิฑูรย์ยกตัวอย่างของอินเดียซึ่งอยู่ในขั้นตอนการเจรจาที่สมาคมผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของอินเดียเสนอให้มีการตั้งราคาขั้นต่ำในการนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ไม่ให้สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาส่งผลกระทบ
ประการที่ 4 ในด้านการช่วยเหลือผู้ผลิตรายย่อย แต่แทนที่จะใช้การตั้งภาษีซึ่งไม่สามารถทำได้เพราะจะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ภาครัฐจึงควรสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา สนับสนุนการแปรรูปพืชผลเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าที่มีเอกลักษณ์
ประการสุดท้าย กำหนดมาตรการล่วงหน้าในกรณีที่คาดว่าจะมีผลกระทบด้านสังคมและด้านสุขภาพ เช่น คนดื่มเพิ่ม นักดื่มหน้าใหม่เพิ่ม ต้องมีมาตรการควบคู่ที่ทำล่วงหน้า หรือในกรณีที่มีผลกระทบต่อผู้ผลิตรายย่อยโดยมีนิยามชัดเจน ก็จะเข้าข่ายการนำเข้าที่มีผลกระทบซึ่งไทยจะสามารถใช้มาตรการปกป้องได้
