การทบทวนงานวิจัยหลายร้อยชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Child & Adolescent Health พบว่าสารเคมีที่ใช้กันทั่วไปในผลิตภัณฑ์พลาสติกก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อเด็ก โดยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและความพิการ เช่น โรคหัวใจ ภาวะอ้วน ภาวะมีบุตรยาก และโรคเกี่ยวกับพัฒนาการทางสมอง ซึ่งผลกระทบเหล่านี้จะคงอยู่ไปจนถึงช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่
27 กันยายน 2025 เว็บไซต์ Yale Environment 360 รายงานว่า การศึกษาขนาดใหญ่ที่รวบรวมงานวิจัยหลายร้อยชิ้นเกี่ยวกับอันตรายของพลาสติก สรุปว่าสารเคมีที่ใช้กันทั่วไปในพลาสติกเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพเด็ก และเพิ่มความเสี่ยงต่อความพิการและโรคภัยไข้เจ็บไปจนถึงวัยผู้ใหญ่
ในการทบทวนครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์งานวิจัยนานหลายทศวรรษเกี่ยวกับผลกระทบของสารเคมี 3 กลุ่ม ได้แก่ พทาเลต (Phthalates), บิสฟีนอล (Bisphenols) และ สาร Perfluoroalkyl (PFAS) ซึ่งเป็นสารเติมแต่งที่ทำให้พลาสติกมีความยืดหยุ่น แข็งแกร่ง หรือทนทานต่อความร้อนหรือน้ำได้ดีขึ้น
เด็กมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารเคมีเหล่านี้ที่หลุดออกมาจากผลิตภัณฑ์พลาสติกในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ของเล่นไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหาร ผลการทบทวนที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Child & Adolescent Health พบว่า การได้รับสารเคมีเหล่านี้ในช่วงวัยเด็กสามารถทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเป็นโรคหัวใจ ภาวะอ้วน ภาวะมีบุตรยาก และโรคหอบหืด เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่
นอกจากนี้ สารเติมแต่งพลาสติกยังเชื่อว่าส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง โดยงานวิจัยเชื่อมโยงสารเคมีเหล่านี้กับ ไอคิวที่ต่ำลง โรคสมาธิสั้น (ADHD) และออทิซึม
ดร.ลีโอนาร์โด ทราซานเด ศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และหัวหน้าคณะวิจัย กล่าวว่า “มีขั้นตอนที่ง่ายและปลอดภัยที่ผู้ปกครองสามารถทำได้เพื่อจำกัดการสัมผัสกับพลาสติกของลูกๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก” เขาแนะนำให้ผู้ปกครองเปลี่ยนไปใช้ภาชนะที่เป็นแก้วหรือสเตนเลสแทนพลาสติก และหลีกเลี่ยงการนำพลาสติกเข้าไมโครเวฟหรือเครื่องล้างจาน เนื่องจากความร้อนสามารถทำให้พลาสติกปล่อยสารเคมีออกมาได้
ดร. ทราซานเด เตือนว่าการใช้พลาสติกอย่างแพร่หลายกำลังสร้างภาระที่ลึกซึ้งมากขึ้น โดยชาวอเมริกันต้องจ่ายเงินประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่เชื่อมโยงกับพลาสติก “ถ้าเราต้องการให้เด็กๆ มีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาว” เขากล่าว “เราต้องจริงจังกับการจำกัดการใช้สารเหล่านี้”
งานวิจัยใหม่นี้ถูกเผยแพร่หลังจากที่ประเทศต่างๆ ล้มเหลวอีกครั้ง ในการบรรลุข้อตกลงเพื่อจำกัดการผลิตพลาสติกใหม่ เนื่องจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ขัดขวางข้อตกลงดังกล่าว โดยมองว่าการบริโภคพลาสติกที่เพิ่มขึ้นเป็นหนทางในการประคองความต้องการน้ำมัน แม้ว่ากระแสรถยนต์ไฟฟ้าจะลดการใช้น้ำมันเบนซินลงก็ตาม
