Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

หลังจากที่กองทัพพม่ารุกโจมตีพื้นที่รัฐกะเรนนีอย่างหนัก ส่งผลให้ชาวบ้านบาดเจ็บ ผู้พลัดถิ่นต้องหนีออกจากค่ายพักพิงหลายครั้ง และซ้ำเติมความลำบากยากแค้นของประชาชนเพราะที่นาที่ไร่ถูกทิ้งร้างหรือถูกทำลาย เส้นทางการค้าถูกปิดกั้น ราคาสินค้าพุ่งสูง ผู้คนอาศัยอยู่อย่างอดอยาก กลุ่มสิทธิมนุษยชนประณามกองทัพพม่าว่าใช้ความอดอยากเป็น "เครื่องมือทำสงคราม"

กองทัพพม่าเผชิญข้อกล่าวหา "ใช้ความอดอยากเป็นเครื่องมือทำสงคราม" หลังจากที่พวกเขารุกหนักเพื่อขยายการยึดครองพื้นที่รัฐกะเรนนี (หรือ รัฐกะยา) จนทำให้ชาวบ้านผู้พลัดถิ่นเผชิญกับวิกฤตด้านอาหารเลวร้ายกว่าเดิม มีปัญหาราคาสินค้าพุ่งสูง ทำลายสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

กลุ่มครอบครัวผู้พลัดถิ่นกล่าวว่า ตลอด 4 ปีหลังการรัฐประหารปี 2564 เป็นต้นมาก็ทำให้พวกเขามีความเป็นอยู่ยากลำบาก แต่สภาพก็เลวร้ายลงกว่าเดิมมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทีมทำงานช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นเปิดเผยว่าผู้พลัดถื่นมีปัญหาหนักมากเรื่องการขาดแคลนข้าวสารจนถึงระดับที่ค่ายผู้พลัดถิ่นไม่สามารถแจกโจ๊กเป็นอาหาร 2 มื้อต่อวันได้ บางวันก็ต้องลดจำนวนลงน้อยกว่านั้น

Ko Sai จากองค์กรช่วยเหลือ Jobs for Kayah บอกว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มของพวกเขาเป็นกลุ่มที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้เวลาที่ค่ายพักพิงของผู้พลัดถิ่นขาดเหลืออะไร แต่ในตอนนี้ของบริจาคเริ่มร่อยหรอ มีองค์กรน้อยลงที่เข้ามาช่วยเหลือ

องค์กร Jobs for Kayah เปิดเผยว่าเดิมทีพวกเขาสามารถให้ความช่วยเหลือค่ายผู้พลัดถิ่นได้ประมาณ 10 แห่ง แต่ในตอนนี้พวกเขาสามารถส่งช่วยเหลือได้แค่ 2 แห่งเท่านั้น สภาพความขาดแคลนเลวร้ายมากเป็นพิเศษในทางตะวันตกของดีมอโซ ซึ่งค่ายผู้พลัดถิ่นต่างก็เรียกร้องขอความช่วยเหลือด้านอาหารอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ การที่กองทัพพม่าทำสงครามปิดเส้นทางการค้าเส้นสำคัญ ก็ส่งผลให้ราคาอาหารในรัฐกะเรนนีเพิ่มสูงขึ้นเป็น 3-4 เท่า โดยที่กองทัพพม่าได้ปิดเส้นทางถนน ลอยก่อ-สี่แส่ง และเส้น ลอยก่อ-ผายขุ่น อีกทั้งยังมีการจำกัดการนำเข้าสินค้าจากไทยและปิดกั้นการส่งลำเลียงสินค้าจากรัฐอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงรัฐกะเรนนี

ในตอนนี้ช่องทางการค้าขายเหลืออยู่ช่องทางเดียวคือถนนเส้นกะเรนนี-ตองอู แต่ก็มีการตั้งด่านหลายแห่งบนถนนเส้นนี้ ทั้งจากฝ่ายกองทัพ ฝ่ายกองกำลังชาติพันธุ์ และกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ทำให้มีการเก็บค่าผ่านด่านหลายครั้งจนนำไปสู่ราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อครอบครัวผู้พลัดถิ่น

ใช้ความอดอยากเป็นเครื่องมือทำสงคราม

องค์กรสิทธิมนุษยชนกะเรนนี KnHRG เตือนว่ากองทัพพม่ามีความจงใจตั้งเป้าหมายโจมตีแหล่งเก็บกักเสบียงอาหารและแหล่งรายได้ของประชาชน จนทำให้พลเรือนเสี่ยงต่อภาวะอดอยาก

มีผู้หญิงพลัดถิ่นที่เล่าเรื่องของตัวเองว่าครอบครัวเธอไม่มีบ้าน ไม่มีที่พักพิง มีความยากลำบากที่จะเลี้ยงดูลูก ตอนที่ลูกป่วยก็ทำได้แค่ต้มเมล็ดขนุนให้กิน มีนักรบฝ่ายต่อต้านที่เล่าว่าเขาเคยเห็นแม่ลูก 4 เก็บผักป่าเพื่อหากินแล้วก็ส่งขายตลาด เธอเคยมาขอกระดูกไก่ที่เหลือซึ่งพวกเขาเก็บไว้ให้สุนัขเพื่อจะเอาไปต้มน้ำซุปให้เด็กที่ไม่มีอาหารตกถึงท้องมาหลายเดือนแล้ว

การที่กองทัพพม่าเปิดฉากรุกคืบอย่างหนักในรัฐกะเรนนีก่อให้เกิดผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก และส่งผลทำให้ไร่นาเสียหายหรือถูกละทิ้งหลายพันหลายหมื่นไร่ ทั้งนาข้าว, ไร่ข้าวโพด, ไร่ถั่ว

U Banyar เลขาธิการของสภาบริหารชั่วคราวแห่งรัฐกะเรนนี IEC ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านเผด็จการทหารเปิดเผยว่ามีที่นาราว 126,000-152,000 ไร่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ในฤดูกาลนี้ เนื่องจากการสู้รบที่เกิดขึ้นและสภาพอากาศที่เลวร้าย สภาพเช่นนี้ยิ่งสร้างความเสี่ยงต่อการขาดแคลนอาหารในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปี 2569

IEC ประเมินว่ามีผู้พลัดถิ่นเพิ่มขึ้นจากเมืองต่างๆ ในรัฐกะเรนนี มากกว่า 45,000 ราย นับตั้งแต่ที่กองทัพพม่าทำการรุกคืบเมื่อเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ทำให้ในตอนนี้ในรัฐกะเรนนีมีการรองรับผู้พลัดถิ่นมากกว่า 15,000 ราย ในค่ายผู้พลัดถิ่นมากกว่า 470 แห่ง มีผู้พลัดถิ่นอีกจำนวนมากที่เข้าไปพักพิงอยู่ในป่าหรือตามหมู่บ้าน

กองทัพพม่าที่วางกำลังอยู่ที่เมืองผ่านขุ่นทางตอนใต้ของรัฐฉานติดกับรัฐกะเรนนี ได้ปฏิบัติการโจมตีหมู่บ้านใกล้เคียงจนเป็นชนวนให้ปะทะกับกองกำลังป้องกันแห่งชาติกะเรนนี KNDF การสู้รบเกิดขึ้นใกล้เคียงกับค่ายผู้พลัดถิ่นทำให้ผู้พลัดถิ่นต้องหนีตายออกจากพื้นที่หลายครั้ง ค่ายบางแห่งที่มีการสู้รบในระแวกใกล้เคียงหนักมากก็มีการทิ้งค่ายเพื่อหนีตายกันหมดทุกคน ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้พลัดถิ่นซ้ำซ้อน

KNDF เปิดเผยว่ากองทัพพม่าได้ปฏิบัติการรุกคืบอย่างต่อเนื่องซ้ำๆ ทั้งทางบก การใช้โดรนโจมตี และการยิงปืนใหญ่ถล่มหมู่บ้านสองแห่งของเมืองดีมอโซ รัฐกะเรนนี การโจมตีจากกองทัพพม่ายังส่งผลให้มีพลเรือนบาดเจ็บสาหัสซึ่งมีเด็กรวมอยู่ด้วย เหตุดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในวันที่ 3 ตุลาคม เมื่อกองพันทหารราบ 530 ของกองทัพพม่าได้ยิงปืนใหญ่ใส่หมู่บ้านในเมืองลอยก่อจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสราว 10 ราย เป็นเด็ก 2 ราย มีเด็กรายหนึ่งสูญเสียแขนหนึ่งข้าง

IEC ประเมินว่ารัฐกะเรนนีมีความต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในด้าน อาหาร, ที่พักอาศัย, สาธารณสุข และการศึกษา รวมแล้วราว 12-15 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ราว 394-492 ล้านบาท) แต่ความช่วยเหลือจากเอ็นจีโอต่างชาติ กลุ่มศาสนา และชุมชนชาวพม่าพลัดถิ่นในตอนนี้ ก็ให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขาได้รวมแล้ว 6 ล้านดอลลาร์เท่านั้น กลุ่มด้านมนุษยธรรมในพม่าจึงเรียกร้องให้ผู้บริจาคทั้งในและต่างประเทศช่วยเหลือมากกว่านี้ในตอนที่มีวิกฤตด้านมนุษยธรรมเลวร้ายลงกว่าเดิม

 

เรียบเรียงจาก

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง