สว.ลงมติให้ความเห็นชอบตั้ง อนันต์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ และณรงค์ อดีตผู้ว่าฯ เป็น กกต.ใหม่
2 ต.ค.2568 ที่รัฐสภา มีนัดประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 2 คน เพื่อมาแทนอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.และสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ ที่หมดวาระไปเมื่อ 16 ส.ค.2568
บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อมาจากคณะกรรมการสรรหาให้มาเป็น กกต. ในครั้งนี้คือ อนันต์ สุวรรณรัตน์ และณรงค์ รักร้อย
ทั้งนี้การอภิปรายเพื่อลงมติเป็นการประชุมและลงคะแนนลับ ทำให้ทราบเพียงว่า อนันต์ได้รับความเห็นชอบ 137 คะแนน ไม่เห็นชอบ 1 คะแนน งดออกเสียง 29 คะแนน ส่วน ณรงค์มี สว.ให้ความเห็นชอบ 135 คะแนน ไม่เห็นชอบไม่มี งดออกเสียง 32 คะแนน
ตามข้อมูลที่เปิดเผยในเว็บรัฐสภา สำหรับอนันต์อดีตเคยมีตำแหน่งเป็นอธิบดีกรม และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาก่อนที่พ้นตำแหน่งออกมาเป็นข้าราชการบำนาญมาตั้งแต่ปี 2563 โดยคณะกรรมการสรรหาลงคะแนนถึง 3 รอบก่อนที่อนันต์จะได้รับการเสนอชื่อให้ สว.รับรองมีคะแนนถึง 2 ใน 3 ของคณะกรรมการ 7 คนตามกฎหมาย
ส่วน ณรงค์ เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีและสมุทรสาครมาก่อนที่จะเกษียณมาเป็นข้าราชการบำนาญในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี 2566 คณะกรรมการสรรหาลงคะแนนสองรอบ ณรงค์จึงได้รับเสียงถึง 2 ใน 3 ของคณะกรรมการ
ทั้งนี้อนันต์และณรงค์สมัครเข้ารับการคัดเลือกตามคุณสมบัติรับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าไม่น้อยกว่า 5 ปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ได้ยื่นญัตติเสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้ชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบครั้งนี้ออกไปจนกว่าคดีที่ สว.จำนวนมากตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตเลือก สว. เนื่องจากเกรงว่าจะมีประเด็นผลประโยชน์ขัดกันและเพื่อเป็นหลักประกันให้กระบวนการสืบสวนเป็นอิสระไม่เกิดการแทรกแซง เพราะเมื่อ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน กกต.เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนในคดีที่ สว.ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ม.70 ประกอบ ม. 36 ม.77 (1) และ ม. 62
หลังจากนั้น ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภามีหนังสือตอบเทวฤทธิ์ในประเด็นนี้ว่า ญัตติที่เทวฤทธิ์ยื่นนั้นประธานวุฒิสภาพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกับที่เทวฤทธิ์เสนอในการประชุมเมื่อ 21 ก.ค.2568 มาก่อนแล้วและญัตติตกไป ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา 2561 ข้อ 51 ได้ห้ามนำญัตติที่มีหลักการเดียวกันกับญัตติที่เคยตกไปกลับมาเสนออีก จึงไม่สามารถเสนอญัตติให้ที่ประชุมพิจารณาได้
เทวฤทธิ์จึงได้อภิปรายในการประชุมวันนี้ก่อนเข้าสู่ช่วงการประชุมลงคะแนนลับโดยยืนยันว่าญัตติที่ตนเสนอเป็นข้อยกเว้นตามข้อ 51 ในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา เนื่องจากญัตติที่เสนอเมื่อ 21 ก.ค.นั้นเป็นการขอให้ชะลอการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและ กกต.คนละคนกับที่จะมีการลงมติวันนี้อีกทั้ง และทางสำนักงาน กกต.ก็ชี้แจงความคืบหน้าในการสืบสวนคดีของ สว.ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาแล้ว อีกทั้งยังทราบแล้วว่าอีกไม่กี่เดือนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งความชอบธรรมของ กกต.จึงมีนัยยะสำคัญต่อสถานการณ์การเมืองอย่างยิ่ง
นอกจากนั้นยังมีเปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.ที่อภิปรายว่าการลงมติครั้งนี้เร่งรีบเกินไปทั้งที่ กกต.ชุดเดิมก็ยังมีคดีค้างอยู่สังคมก็ตั้งคำถามว่าจะเป็นการเชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจหรือเตรียมการบางอย่างในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้หรือไม่เพราะมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนแล้ว อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องความโปร่งใสในกระบวนการตั้งอีกทั้งยังเป็นการประชุมลับด้วย อีกทั้งองค์กรอิสระยังถูกตั้งคำถามถึงการตั้งโดยผู้ที่มีส่วนได้เสียจากการเลือกมีภาพลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น และการเลือก กกต.ยังส่งผลกับทั้ง สส.และ สว.ด้วยดังนั้นการลงคะแนนวันนี้จะเป็นการประลองระหว่างขั้วอำนาจทางการเมืองที่พยายามผลักดันคนของตัวเองไปเป็น กกต.
หลังการอภิปราย บุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่สองทำหน้าที่ประธานดำเนินการให้มีการอภิปรายคุณสมบัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต.ต่อโดยให้เป็นการประชุมลับก่อนที่ผลการลงมติจะออกมาตามที่ได้รายงานไปข้างต้น
