ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผย ผ่านไป 4 ปี 'เยาวชน-ประชาชนร้อยเอ็ด' ถูกแจ้งข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุร่วมคาร์ม็อบขบวนสะเดิดไล่ประยุทธ์ หลังอัยการแย้งคำสั่งตำรวจไม่ฟ้องคดี

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ด เยาวชน 3 ราย และประชาชนอีก 1 ราย พร้อมทนายความ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันจัดกิจกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และฝ่าฝืนประกาศจังหวัดร้อยเอ็ดที่ 37/2564 จากกรณีกิจกรรมคาร์ม็อบ “ขบวนสะเดิด” ในจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 โดยการแจ้งข้อหาเกิดขึ้นย้อนหลังกว่า 4 ปี หลังอัยการแย้งตำรวจที่เคยมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ ทำให้ตำรวจต้องนำคดีกลับมาแจ้งข้อกล่าวหา
ผู้เดินทางเข้ารับทราบข้อหาทั้ง 4 ราย ได้แก่ กชกร (สงวนนามสกุล), ธนันทร (สงวนนามสกุล) อดีตสมาชิกของกลุ่มสหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก ซึ่งในวันเกิดเหตุมีอายุเพียง 16 ปี และ ธันยบูรณ์ (สงวนนามสกุล) ที่ขณะเกิดเหตุอายุ 17 ปี รวมทั้ง จิรายุ (สงวนนามสกุล) ประชาชนใน จ.ร้อยเอ็ด
นอกจากนี้คดีนี้ยังมี “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี และ สุทธิพร (สงวนนามสกุล) อีกสามราย ที่ได้ถูกออกหมายเรียกในกรณีกิจกรรมนี้ด้วย โดยสองรายหลัง จะนัดหมายเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป
จากการติดตามคดีก่อนหน้านี้ หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด เคยมีหมายเรียกไปยังเยาวชนและนักกิจกรรมมาแล้ว แต่หลังได้ขอเลื่อนคดีออกมา ก็ไม่ได้มีการเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาอีก ต่อมาทราบว่า พนักงานสอบสวนมีความเห็นไม่ฟ้องคดี แต่เมื่อทำความเห็นส่งไปยังอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด กลับได้มีคำสั่งลงมาให้ฟ้องคดี จึงได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ให้มารับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้ง หลังเหตุการณ์ผ่านไปกว่า 4 ปี 3 เดือน
แจ้งข้อหาร่วมกันชุมนุมคาร์ม็อบไล่ประยุทธ์มากกว่า 100 คน โดยไม่ได้รับอนุญาต เยาวชน 3 คน ต้องไปรายงานตัวสถานพินิจฯ ต่อ
พ.ต.ท.นรินทร์ นามบ้านค้อ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาคดีนี้ บรรยายพฤติการณ์โดยสรุปว่า เวลาประมาณ 14.00 น. กลุ่ม “สหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก” จัดกิจกรรม “ขบวนสะเดิด” เริ่มต้นที่ถนนหน้าห้างสรรพสินค้าโรบินสัน โดยเป็นการนัดชุมนุมจัดขบวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวน 42 คัน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 200 คน
หลังจากนั้นมีการเคลื่อนขบวนรถไปตามถนนในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ตลอดเส้นทางมีการบีบแตรรถส่งเสียงดังพร้อมกับมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ชูสามนิ้วและแจกสติกเกอร์ มีการกล่าวโจมตีรัฐบาล ทำพิธีสาปแช่ง และเผาหุ่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่สี่แยกศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด และนำธงสายรุ้งคลุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองภายในบึงพลาญชัย
นอกจากนั้น กลุ่มผู้จัดกิจกรรม ได้เคลื่อนขบวนไปปราศรัยอยู่ลานสาเกตหน้าบึงพลาญชัย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ หลังจากนั้นได้เคลื่อนขบวนเข้าไปลานสาเกต มีการปราศรัยกล่าวโจมตีรัฐบาล เสร็จสิ้นการจัดกิจกรรมเวลาประมาณ 17.35 น.
พนักงานสอบสวนระบุเป็นความผิดฐาน “ร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมหรือมีการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย โดยจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่ม ของบุคคลที่มีจำนวนรวมกัน มากกว่า 100 คน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดร้อยเอ็ด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดร้อยเอ็ด สั่งห้ามผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่อเข้าไป ในสถานที่ชุมชน หรือสถานที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ”
เยาวชนและประชาชนทั้ง 4 ราย ต่างให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา กระบวนการเสร็จสิ้นราว 12.30 น. แต่เยาวชน 3 คน ยังต้องเดินทางไปที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการสืบเสาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน พร้อมมีนัดหมายให้มารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งในวันที่ 29 ต.ค. 2568
เยาวชนผู้ถูกกล่าวหางงผ่านไป 4 ปี คดีกลับมาใหม่ ผิดหวังรู้สึกเหมือนถูกปิดปากอีกครั้ง
หลังเข้าพบเจ้าหน้าที่สถานพินิจ กชกร หนึ่งในผู้ต้องหาซึ่งปัจจุบันอายุ 20 ปี เปิดเผยความรู้สึกว่า ไม่ได้ตกใจเท่าไหร่ที่ต้องถูกดำเนินคดีย้อนหลังหลายปีแบบนี้ เพราะจริง ๆ คดีนี้ตำรวจมีการเกริ่นไว้ว่าจะดำเนินคดีตั้งแต่ช่วงหลังเสร็จกิจกรรมเมื่อสี่ปีที่แล้ว แม้ในตอนแรกชั้นตำรวจไม่ส่งฟ้อง แต่ต่อมาทราบว่าอัยการมีคำสั่งแย้ง ความรู้สึกแรกน่าจะเป็นอาการงง ทุกคนนึกว่าคดีนี้จะไม่ถูกยกขึ้นมาอีก แต่สังเกตได้ในช่วงหลังที่มีอัตราการดำเนินคดีทางการเมืองเพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในจำเลยในคดีนี้คือ “ครูใหญ่” อรรถพล
“เรารู้สึกว่าการรื้อคดีนี้ขึ้นมามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการกลั่นแกล้งทางการเมืองที่อยากเพิ่มคดีให้กับผู้ต้องหาทางการเมืองมากขึ้น หลังจากนั้น คงเป็นความรู้สึกผิดหวัง เรารู้สึกถูกปิดปากอีกครั้ง ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะผ่านไปนานแค่ไหน ไม่ว่าจะสถานการณ์ดีขึ้นหรือเลวลง ประชาชนอย่างเราก็ยังไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการพูดถึงปัญหาในสังคม”
จากข้อกล่าวหา ร่วมชุมนุมทำกิจกรรมหรือมีการมั่วสุมกันในที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย กชกรยังหาความสมเหตุสมผลจากข้อหาไม่ได้เลย “วันนั้นเราได้มีการแจ้งชุมนุมไปแล้ว และมีการแจ้งในเบื้องต้นว่าจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เองก็ไม่ได้มีการคัดค้านใด ๆ แต่การแสดงออกทางการเมืองถูกตีความว่า เป็นการยั่วยุให้เกิดความไม่สงบ และสุดท้ายก็ผลักให้เราเป็นผู้กระทำผิดไปซะอย่างนั้น”
ส่วนความคาดหวังยังไงกับการต่อสู้คดี “ก็อยากให้สั่งไม่ฟ้องหรือ ยกฟ้องนั่นแหละค่ะ แต่โดยหลักการเราก็ยังอยากยืนยันและชี้แจงต่อศาลหรือสาธารณชนว่า เราและคนอื่น ๆ ไม่ได้กระทำความผิด โดยหลักการ การแสดงออกทางการเมืองไม่ควรเป็นเรื่องผิด ไม่ควรมีใครสมควรถูกดำเนินคดีทางการเมืองทั้งนั้น”
กับคำถามที่ว่าสถานการณ์การเมืองต่างจาก 4-5 ปีที่แล้วตอนที่ยังอยู่ชั้นมัธยมหรือไม่ “อันที่จริงเราว่ามันไม่ต่างนะคะ สิ่งที่ผิดยังไม่เคยถูกแก้ให้ถูก แม้ความรุนแรงเชิงประจักษ์อาจจะไม่ได้เห็นชัดเท่ากับเมื่อตอนนั้น แม้บรรยากาศอาจจะต่างไปบ้าง แต่ความรุนแรงในเชิงกฎหมายก็ยังคงอยู่ เพื่อนหลายคนถูกขังติดคุก ไม่ต่างจากเมื่อ 4-5 ปีก่อน
“เพื่อนหลายคนก็ยังถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะถูกโทรเช็คพฤติกรรม ยังมีตามไปที่บ้านบ้าง ยังคงถูกปฏิบัติเหมือนเป็นอาชญากรทางความคิดอยู่เหมือนเดิม ต่อให้ตัวละครจะเปลี่ยน รัฐบาลเปลี่ยน แต่สิ่งนี้ก็ยังคงอยู่ การยืนยันในการกระทำตามสิทธิเสรีภาพก็ยังถูกมองว่าเป็นภัยเหมือนเดิม”
สำหรับเยาวชนอย่างเธออีกหนึ่งสิ่งที่สูญเสียคือเสรีภาพ “แต่สิ่งที่ได้กลับมามีแต่ความกลัวไม่ใช่แค่ตัวเรา แต่มันมอบความกลัวให้กับสังคม สุดท้ายแล้วเรามองว่ากฎหมายเหล่านี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชนที่ลุกขึ้นมาพูดเรื่องความอยุติธรรมในสังคม ให้ไม่มีกล้าลุกฮือขึ้นมาตั้งคำถามกับความเป็นไปของสังคมบ้านเมืองอีก”
ก่อนเธอกล่าวทิ้งท้ายว่า “นี่อาจจะเป็นเพียงการแสดงเชือดไก่ให้ลิงดูของผู้มีอำนาจ ถ้าหากมีใครกล้าหือแบบนี้อีก ก็จะต้องถูกดำเนินคดี จะไม่มีวันได้เป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องมีคดีติดตัว เสรีภาพที่ใครว่ามี แต่สุดท้ายแล้วก็จะถูกพรากไปทีละนิด”
สำหรับคาร์ม็อบขบวนสะเดิด เป็นกิจกรรมที่ผู้จัดต้องการสะท้อนถึงการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาลขณะนั้นในช่วงโควิด และในช่วงท้ายก็มีการย้ำข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อเรียกร้อง ของ “คณะราษฎร 63” โดยในส่วนของข้อที่ 3 ได้ชี้แจงว่า “การปฏิรูป ไม่เท่ากับล้มล้าง”
การชุมนุมยังเกิดขึ้นในช่วงคาร์ม็อบกำลังเป็นที่นิยม เพื่อระมัดระวังความเสี่ยงของโรค โดยให้ประชาชนยังสามารถแสดงออกการเมืองในสถานการณ์ดังกล่าว ในส่วนชื่อ ‘ขบวนสะเดิด’ เป็นชื่อที่คิดมาสำหรับคาร์ม็อบนี้โดยเฉพาะตั้งใจให้หมายถึง การกระตุ้นให้คนออกมาตื่นตัว “ออกมาจาด” ในภาษาลาว “จาดปุ๊บสะเดิดปั๊บ”
ทั้งนี้ในการช่วงการชุมนุมปี 2563 สมาชิกสหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก ซึ่งขณะนั้นหลายคนยังเป็นนักเรียน ยังได้เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ จากการทำกิจกรรม “แจกก้อย 112 จาน” โดยมีผู้ถูกกล่าวหาถึง 12 คน แต่ได้ถูกเปรียบเทียบปรับในชั้นตำรวจ คดีสิ้นสุดไปทั้งหมดแล้ว
