Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

หลังจากเมื่อวานนี้ (22ต.ค.2568) ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก มีนัดอ่านคำพิพากษในคดีหุ้นสื่อของธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ นักแสดง ผู้กำกับภาพยนตร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ที่ถูกกล่าวหาว่าสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติจากการถือหุ้นบริษัทโปรดักชั่น 2 แห่ง และธัญญ์วารินต่อสู้ว่าทั้ง 2 บริษัทไม่ได้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน

ทั้งนี้ ศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาออกมาว่า ให้ยกฟ้องธัญญ์วาริน เนื่องจากเห็นตามข้อต่อสู้ว่าทั้ง 2 บริษัทไม่ได้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนจริง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยว่า ธัญญ์วารินขาดคุณสมบัติการเป็น สส.เนื่องจากเห็นว่าทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวถือว่าเป็นสื่อมวลชนและไม่ได้มีการโอนหุ้นออกก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง และจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทำให้กลายเป็นคดีอาญาตามมา จนศาลอาญามีคำพิพากษาที่แย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ประชาไทสัมภาษณ์ความเห็น รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อคดีของธัญญ์วารินว่า เมื่อศาล 2 แห่งตัดสินเหตุการณ์เดียวกันออกมาไม่เหมือนกัน สะท้อนปัญหากระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างไร โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับการเมืองเช่นนี้ และปัจจัยอะไรที่ทำให้ 2 ศาลสามารถมีคำพิพากษาแตกต่างกันได้มากขนาดนี้

มุนินทร์อธิบายว่า  กระบวนการทางศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาญาเกี่ยวข้องกัน แต่แยกกันเป็นคนละส่วน และใช้มาตรฐานการพิสูจน์ต่างกัน คดีของศาลรัฐธรรมนูญเป็นการวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้หรือไม่ ในกรณีของธัญญ์วาริเกี่ยวกับการถือหุ้นสื่อตามมาตรา 98 (3) แต่ศาลอาญาจะพิจารณาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่กำหนดถึงการไม่มีคุณสมบัติเป็น สส. ซึ่งมีโทษอาญา ทำให้กระบวนการพิสูจน์พยานหลักฐานต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิสูจน์องค์ประกอบของการกระทำความผิดยังมีเรื่องเจตนาอยู่ด้วย

แต่ในกรณีนี้ ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยภายหลังว่าขาดคุณสมบัติ แต่ตอนแรกเขาย่อมเข้าใจว่ามีคุณสมบัติปกติ เพราะ กกต.ให้ผ่านมาโดยไม่ได้โต้แย้งอะไร รวมถึงกรณีอื่นๆ ที่ถูกดำเนินคดีคล้ายกันซึ่งก็ผ่านการพิสูจน์ของ กกต.มาแล้ว อย่างไรก็ตาม เขามองว่าเรื่องนี้มีปัญหามากอยู่ 2 ส่วน

ตีความกลับไปกลับมา จากกระบวนการรับฟังพยานต่างกัน

ส่วนแรก มุนินทร์ระบุว่า เป็นเรื่องการตีความของศาลรัฐธรรมนูญที่กลับไปกลับมา คือ

  • คดีของธัญญ์วาริน : วัตถุประสงค์ของบริษัทระบุว่า ทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อ แต่ไม่เคยขออนุญาตกับทาง กสทช. และไม่ได้ประกอบกิจการสื่อจริงๆ แต่ศาลวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ
     
  • คดีพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือหุ้นไอทีวี : ศาลตีความใหม่ว่า การจะพิจารณาว่าธุรกิจนั้นเป็นสื่อหรือไม่ต้อง “ประกอบกิจการสื่อจริง” จึงจะถือว่าขาดคุณสมบัติ
     

ทั้งนี้มุนินทร์ยังชี้ให้เห็นอีกว่า แม้การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญกับศาลยุติธรรมอย่างศาลอาญาวิธีการตีความอาจจะดูคล้ายกัน แต่กระบวนการพิจารณาไม่เหมือนกัน คือศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ดูเรื่องเจตนามากนัก ดูแค่ว่ามีหรือไม่มีคุณสมบัติ แต่ศาลอาญาดูเรื่องเจตนาด้วยเพราะมีโทษทางอาญา 

เขาเห็นว่าเพื่อไม่มีปัญหาในคดีอาญาตามมา กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญก็ควรจะต้องใช้มาตราฐานเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เพราะคดียุบพรรคหรือคดีที่จะมีการตัดสิทธิ์ทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้การพิสูจน์แบบคดีอาญา ซึ่งควรให้ความเป็นธรรมเหมือนกับที่คดีอาญาใช้ และจะทำให้ผลเกิดขึ้นใกล้เคียงกับคดีอาญา

“แต่ปัจจุบันไม่ใกล้เคียงกัน เลยทำให้เห็นถึงความแตกต่าง ความลักลั่น ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังพยานหลักฐานไม่ได้มาก แล้วก็ตีความจากพยานหลักฐานที่ไม่ได้มากนัก แล้วก็บอกว่าขาดคุณสมบัติ แล้วคดีต่อมาลักษณะเดียวกันกลับเปลี่ยนคำวินิจฉัยอีก มันกลายเป็นว่าไม่มีความชัดเจนสม่ำเสมอ สร้างความสับสนทำให้คนที่เกี่ยวข้องไม่รู้ต้องทำตัวยังไง”

“ระบบแบบเดียวกันคือ ให้ผู้ถูกกล่าวหานำเสนอพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ แล้วใช้มาตรฐานใกล้เคียงก็คือต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่ได้กระทำความผิด จนกว่าจะมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน คือศาลรัฐธรรมนูญเราจะเห็นได้ว่ามีการตัดพยานกันอยู่เรื่อย คนที่ถูกกล่าวหาขอเอาพยานหลักฐาน เอาพยานบุคคลไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง แต่มักถูกตัดพยานตลอด เช่นกรณีคุณแพทองธารล่าสุดก็ถูกตัดพยาน เป็นต้น”

มุนินทร์กล่าวว่า ปัญหาแบบนี้มักไม่เกิดขึ้นในศาลยุติธรรมที่ส่วนใหญ่จะให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะมีบางคดีที่มีปัญหาแบบนี้อยู่เหมือนกันก็ตาม

ความไม่แน่นอนของการตีความว่าธุรกิจสื่อคืออะไรกันแน่และถูกตีความกลับไปกลับมานี้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อคดีอาญา เพราะกฎหมายไปเขียนไว้แล้วว่าเมื่อไม่มีคุณสมบัติก็อาจถูกดำเนินคดีอาญาได้ ในกรณีของธัญญ์วาริน อัยการรับเรื่องมาทำต่อทั้งที่แนวคำวินิจฉัยเปลี่ยนแล้ว ทำให้ไม่รู้ว่าเรื่องนี้มาตรฐานอยู่ตรงไหน

อย่างไรก็ตาม มุนินทร์ยกตัวอย่างคดีของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่อัยการสูงสุดเคยมีคำสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนี้ เพราะว่าคงไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตข้างหน้าตัวเองจะถูกยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจนเป็นคดี แล้วก็ผ่านการตรวจคุณสมบัติของ กกต.มาแล้ว เมื่อไม่อาจพิสูจน์เจตนาได้ก็ไม่ควรเป็นคดี

เขาเห็นว่าเรื่องนี้จะต่างจากคนที่เคยต้องคดีและเป็นผู้ต้องขังมาก่อน ที่รู้ตัวเองว่าขาดคุณสมบัติแน่ๆ แล้วก็ยังไปสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งกรณีเช่นนี้ก็เป็นกรณีที่จงใจไปสมัครทั้งที่รู้ว่าไม่มีคุณสมบัติแน่ๆ แต่กรณีของธัญญ์วารินเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในภายหลัง ซึ่งไม่มีทางรู้ว่าตัวเองในอีกหลายเดือนข้างหน้าศาลรัฐธรรมนูญจะมาวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ กรณีแบบนี้ก็ไม่มีทางผิดทางอาญาได้อยู่แล้ว

มุนินทร์เห็นว่า อัยการก็สามารถกลั่นกรองคดีเองได้อยู่แล้ว และคดีแบบนี้ก็ไม่ควรจะสั่งฟ้องมาแต่แรก แต่เมื่อฟ้องมาแล้วศาลยกฟ้อง แต่คดีก็ยังไม่ได้จบไปทันที เนื่องจากยังมีชั้นอุทธรณ์ และกว่าคดีจะสิ้นสุดก็อาจจะยาวหลายปี เพราะแค่ชั้นต้นก็ 5 ปีแล้ว เขาจึงหวังว่าอัยการจะไม่อุทธรณ์ ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยเปลี่ยนแนววินิจฉัยในการตีความการถือหุ้นสื่อในคดีของพิธามาแล้ว ซึ่งใช้เป็นแนวทางให้กับอัยการตีความได้ เพราะถ้าอัยการยังจะอุทธรณ์ ต่อไปก็ทำให้ระบบกฎหมายยิ่งวุ่นวายไปมากกว่านี้

ห้ามถือ "หุ้นสื่อ" เป็นวิธีคิดโบราณ

“ยังมีปัญหาในเชิงหลักการด้วยว่าคุณสมบัติแบบนี้ยังต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญไหม เรื่องสื่อนี้เป็นวิธีคิดโบราณมาก ที่ไม่อยากให้ถือหุ้นสื่อเพราะจะมีอิทธิพล ใช้อิทธิพลสื่อในการได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง”

มุนินทร์อธิบายปัญหาส่วนที่สองนี้ว่า เพราะทุกคนมีสื่อในมืออยู่แล้ว เช่น เพจหรือโซเชียลมีเดีย ทำให้มีคำถามว่าจะวัดเรื่องนี้กันอย่างไรเพราะสื่อรูปแบบเดิมอย่างหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ทุกวันนี้ก็ไม่ได้รับความสนใจมากเท่าสื่ออนไลน์อีกแล้ว เจ้าของเพจเองก็มีอิทธิพลอยู่แล้วในตัว แต่กฎหมายไม่จัดการอยู่แล้ว เขาจึงเห็นว่าควรพิจารณาถึงความจำเป็นที่จะยังต้องมีข้อห้ามลักษณะนี้หรือไม่

หวังได้แค่ให้ศาล รธน.ต้องรับฟังพยานหลักฐานเคร่งครัดเช่นคดีอาญา

ทั้งนี้เมื่อถามว่าเมื่อสองศาลตัดสินไม่เหมือนกัน ศาลหนึ่งบอกว่าขาดคุณสมบัติไปแล้ว อีกศาลบอกว่าไม่ผิด อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครรายดังกล่าวก็สิ้นสุดสภาพการเป็น สส.ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว พรรคการเมืองก็เสียที่นั่ง สส.ในสภาไปแล้ว จะสามารถชดเชยเยียวยา หรือใครต้องรับผิดชอบในกรณีเช่นนี้

มุนินทร์เห็นว่า เมื่อกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่วินิจฉัยคุณสมบัติ กับศาลอาญาก็วินิจฉัยว่าทำผิดอาญาหรือไม่ เมื่อแยกเป็นสองส่วน ต่อให้ศาลอาญาบอกว่าไม่ผิดอาญา แต่เรื่องคุณสมบัติก็ถือว่าจบสิ้นแล้วตามศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อระบบกฎหมายถูกออกแบบไว้แยกกัน เช่นเดียวกับคดีทางวินัยและคดีอาญาของข้าราชการที่อาจมีผลต่างกัน คดีอาญาอาจจะยกฟ้องแต่ผิดทางวินัย

“ระบบกฎหมายแยกกันก็จริง แต่มันทำให้คนสับสน ถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ ทำไมไม่ทำให้เหมือนกันตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหลักฐานอย่างละเอียด แล้วก็ทำให้เกิดความชัดเจนว่าไม่ผิดตั้งแต่แรก ไม่ผิดก็ไม่ผิด ส่งทางอาญาก็ไม่ผิด”

มุนินทร์กล่าวว่า ตัวเขาเองไม่ได้เห็นด้วยกับระบบที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไป ส่วนอาญาไม่ผิดก็ยังชอบแล้วทางอาญา แยกกันแบบนี้เป็นระบบที่มีปัญหา ระบบยุติธรรมควรจะใช้มาตรฐานที่คุ้มครองผู้ถูกกล่าวหามากกว่านี้ เป็นธรรมแล้วก็ให้โอกาสและสิทธิ์มากกว่านี้ เพราะไม่ใช่แค่คดีของธัญญ์วาริน แต่คดีของเศรษฐา ทวีสิน หรือคดีของแพทองธาร ชินวัตร ยังทำให้เห็นว่าเป็นแบบมาตรฐานของศาลรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งระดับความเข้มข้นไม่เท่าศาลอาญา จะเห็นลักษณะนี้ได้อีกหลายคดี ในอนาคตก็ยังมีคดีของ 44 สส.พรรคก้าวไกลอีก ซึ่งทำได้เพียงคาดหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญเองจะเปลี่ยนกระบวนการพิจารณาให้เคร่งครัดได้เหมือนคดีอาญา 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง