Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

27 ต.ค.2568 ปวิน ชัชชาลพงศ์พันธ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองผู้เชี่ยวชาญด้านระหว่างประเทศ เขียนบทความเผยแพร่ใน 112WATCH เกี่ยวกับข้อกังวลใน มาตรการของรัฐบาลและบรรยากาศของสังคมหลังการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (24 ต.ค.68)

เขาระบุว่า รัฐบาลประกาศไว้ทุกข์อย่างเป็นทางการ โดยสิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามคือการตอบสนองที่เกินขอบเขตของ ‘พิธีกรรมแห่งความอาลัย’ สู่การบังคับใช้ความเศร้าเป็นวาระแห่งชาติยาวนานถึง 1 ปี ทั้งการให้ข้าราชการไว้ทุกข์ตลอดปี และการสั่งงดกิจกรรมรื่นเริงทุกประเภทในสถานศึกษา และการขอความร่วมมือลดกิจกรรมรื่นเริงของรัฐบาลที่จะกระทบต่อภาคธุรกิจ สะท้อนการตีความ ‘ความจงรักภักดี’ อย่างบิดเบือน และเป็นการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงพื้นที่ส่วนตัวของประชาชนอย่างไม่สมเหตุสมผล

“(รัฐไทย) ใช้พิธีกรรมเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่รัฐบาล มากกว่าจะเป็นการแสดงความเคารพต่อสถาบันฯ ผลกระทบจึงรุนแรงและซับซ้อน”

ปวินระบุด้วยว่า สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการเกิด กลไกการล่าแม่มด ในโลกออนไลน์ หลังจากผู้นำกลุ่มอนุรักษนิยมบางรายประกาศจะตามล่าผู้ที่ถูกมองว่า ‘ไม่สำรวม’ หรือ ‘แสวงหาผลประโยชน์’ จากเหตุสวรรคต การล่าเช่นนี้มิได้สร้างเกียรติแก่สถาบันฯ หากแต่ตอกย้ำการใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือควบคุมความคิดพลเมืองที่เพียงไม่แต่งดำหรือยังดำเนินชีวิตตามปกติถูกประณาม คุกคาม และถูกตราหน้าในที่สาธารณะ ‘ความอาลัย’ จึงถูกเปลี่ยนให้เป็น ‘บททดสอบความภักดี’ (Loyalty Test) ที่บีบบังคับให้ผู้คนต้องแสดงอารมณ์ตามแบบที่รัฐและสังคมคาดหวัง

โฆษณา - Advertising

ในบทความระบุอีกว่า การจะหลุดพ้นจากวงจร ‘ล่าแม่มด’ เช่นนี้ได้ สังคมไทยจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม 3 ประการ

ประการแรก คือการปลูกฝัง ‘วุฒิภาวะทางอารมณ์ของพลเมือง’ ให้เข้าใจว่าความอาลัยสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ และไม่มีรูปแบบใดเหนือกว่าอีกแบบหนึ่ง

ประการที่สอง คือการเสริมสร้าง ‘วุฒิภาวะทางการเมืองของรัฐ’ ให้ตระหนักว่า การเคารพสถาบันฯ ไม่อาจเกิดจากคำสั่งหรือการควบคุม แต่เกิดจากความสมัครใจและความศรัทธาที่เติบโตจากความเข้าใจ

ประการสุดท้าย คือการสร้าง ‘วัฒนธรรมแห่งการเคารพความเห็นต่าง’ (Culture of Dignified Disagreement) เพื่อให้การถกเถียงหรือการไม่ร่วมไว้อาลัยในรูปแบบเดียวกันไม่ถูกมองเป็นภัยต่อชาติ

รัฐและสังคมควรยอมรับว่า ความภักดีที่แท้จริงไม่อาจบังคับได้ และการอนุญาตให้ประชาชนมีเสรีภาพในการไว้ทุกข์ตามวิถีของตนเองต่างหาก ที่จะทำให้ความเคารพนั้นมีความหมาย การยุติการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือคุกคามทางอุดมการณ์ และการส่งเสริมพื้นที่สนทนาอย่างมีสติ คือก้าวแรกในการฟื้นฟูสังคมที่อ่อนโยนและมีวุฒิภาวะมากขึ้น

ปวินกล่าวอีกว่า ราชสำนักทั่วโลกจัดพิธีด้วยความสง่างามแต่กระชับ เช่น เนเธอร์แลนด์ สเปน หรือญี่ปุ่น ที่จำกัดการไว้ทุกข์เพียงไม่กี่วันถึงไม่กี่เดือน รัฐไทยกลับเลือกแนวทางตรงข้าม การงดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมยาวนานเช่นนี้ไม่เพียงขาดความรับผิดชอบทางเศรษฐศาสตร์ แต่ยังเปิดช่องให้เกิดการแบ่งแยกทางอุดมการณ์ในนามของ ‘ความเหมาะสม’ ความจงรักภักดีที่แท้จริงไม่อาจเกิดจากการบังคับ หากเกิดจากการยอมรับโดยเสรี การใช้เวลาไว้ทุกข์เกินจำเป็นจึงมิใช่เกียรติแก่ผู้ล่วงลับ แต่คือการเผยให้เห็นถึงความไม่มั่นใจในเสถียรภาพของสถาบันและรัฐบาลเอง ทั้งนี้ การคืนชีวิตให้สังคมภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและความสมเหตุสมผล คือหนทางเดียวที่จะทำให้ความเคารพต่อสถาบันฯ คงอยู่ได้อย่างสง่างาม และทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับความอาลัยอย่างมีศักดิ์ศรีและความสมัครใจ

อ่านบทความฉบับเต็มที่ https://112watch.org/th/the-politics-of-mourning/

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising